โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[นิยายแปล] ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี

นิยาย Dek-D

อัพเดต 23 พ.ค. 2565 เวลา 08.46 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2565 เวลา 08.46 น. • Kawebook
เขาที่ไม่มีพลังธาตุใดๆเลย ทำให้การพัฒนาระดับพลังเชื่องช้า จนถูกผู้คนเรียกว่า

ข้อมูลเบื้องต้น

เขาที่ไม่มีพลังธาตุใดๆเลย ทำให้การพัฒนาระดับพลังเชื่องช้า จนถูกผู้คนเรียกว่า “ขยะ” แต่เมื่ออายุได้11 ขวบปี ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น!!!

นิยายราชาแห่งสวรรค์และปฐพี [ เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : 纵横中文网 ( Zongheng Zhongwen Wang ) ] [ ประพันธ์โดย : 逆苍天 ] [ แปลภาษาไทยโดย : L.D ].
สุดพิเศษ!!อ่านฟรีทุกวัน วันละ 2 ตอน มันส์เต็มอิ่ม ฟินจุใจกันแบบยาวๆ
---------------------------
ด้วยวัยไม่ถึงขวบดี เขามีพลังกายเหนือกว่าเด็กในช่วงอายุเดียวกันแต่ทว่าในการทดสอบด้านพลังธาตุเขากลับไม่ปรากฎพลังพิเศษในธาตุใดๆเลยทำให้การพัฒนาด้านระดับพลังเป็นไปในทางที่เชื่องช้า ซึ่งในโลกที่ค่าของคนขึ้นอยู่กับขั้นของระดับพลัง ทำให้เขาเปรียบดัง "ขยะ" ก็ไม่ปานในสายตาของคนอื่นแต่เมื่อเขาอายุ 11 ขวบปี สิ่งที่ไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้น พลังมหาศาลได้ปะทุออกมาจากภายในตัวเขามันจะทำให้เขาก้าวหน้าล้ำผู้อื่นได้หรือไม่! ติดตามได้ใน ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี!

แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย

*******

เล่มที่1 บทที่ 1 สถานการณ์อันคลอนแคลน

เมืองเฮยอวิ๋น ตระกูลเนี่ย

ม่านรัตติกาลเยื้องกรายมาเยือน เนี่ยเฉี่ยนที่สวมอาภรณ์สีสันเรียบง่ายยืนพิงกรอบหน้าต่าง มองไปยังภูเขาจำลองด้านนอกด้วยอาการเหม่อลอย

ในห้อง เนี่ยเทียนที่อายุเพิ่งครบขวบปีผลักแม่นมออกด้วยความรำคาญ มุมปากเต็มไปด้วยคราบน้ำนม ทว่ากลับมองไปยังเนี่ยเฉี่ยนตาปริบๆ ตะโกนอ้อแอ้เสียงดัง: “เนื้อ กินเนื้อ…”

ใบหน้าของแม่นมโจวกระอักกระอ่วน หัวเราะอย่างลำบากใจ กล่าวว่า: “คุณหนูใหญ่ ท่านดูสิเจ้าคะ…”

เนี่ยเฉี่ยนคืนสติกลับมา ขึงตาใส่เนี่ยเทียนที่ตัวใหญ่อ้วนท้วนสมบูรณ์ ดุเสียงเบา: “ไอ้ตัวป่วนน้อย วันนี้เจ้ากินเนื้อบดไปตั้งสองถ้วยแล้ว ไม่ยอมกินนมดีๆ ตอนนี้อยากจะกินเนื้อขึ้นมาอีก แบบนี้จะย่อยได้ทันหรือเปล่า”

“เนื้อ จะกินเนื้อ…” เนี่ยเทียนยังคงร้องเรียกด้วยเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากดังเดิม

มองเนี่ยเทียนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบ เนี่ยเฉี่ยนก็ให้คิดถึงน้องสาวที่จากไปจึงใจอ่อนขึ้นมา พยักหน้าเบาๆ ให้กับแม่นมโจว

แม่นมโจวยกเนื้อบดละเอียดถ้วยหนึ่งออกมาทันที วางเบาๆ ลงไปบนโต๊ะ ดวงตาดำขลับของเนี่ยเทียนพลันเปล่งประกาย หยิบช้อนแกงที่ทำจากเงินขึ้นมาจ้วงตักด้วยความคุ้นชิน ใบหน้าเล็กๆ อ้วนกลมนั้นเต็มไปด้วยความพึงพอใจ

ได้ยินเสียงกินอาหารดัง “จั๊บๆ” ของเนี่ยเทียน เนี่ยเฉี่ยนก็รู้สึกรำคาญขึ้นมานิดๆ อย่างไร้สาเหตุ “เสี่ยวเยว่ งานจับฉลากพรุ่งนี้มีเด็กเข้าร่วมทั้งหมดกี่คน?” เนี่ยเฉี่ยนถามโพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน

หันเยว่ สาวใช้ที่อยู่หน้าประตูลังเลเล็กน้อย ตอบกลับเสียงเบา: “คุณหนูใหญ่ ขอแค่เป็นเด็กตระกูลเนี่ยแซ่เนี่ยที่อายุครบขวบปีเต็มล้วนเข้าร่วมกันหมดเจ้าค่ะ เพราะยังไงซะทุกๆ ห้าปี เทพเซียนเฒ่าของเขาหลิงอวิ๋นถึงจะพกอาวุธวิเศษมาด้วยแบบนี้สักครั้งหนึ่ง ถือเป็นการเลี้ยงฉลองและปูนบำเหน็จรางวัลให้กับความขยันหมั่นเพียรมาตลอดหลายปีของคนตระกูลเนี่ย ใครก็ตามที่มีลูกอายุครบขวบปีเต็มก็ล้วนไม่ยอมพลาดโอกาสเช่นนี้ไป”

ในเมืองเฮยอวิ๋นตระกูลเนี่ยถือเป็นตระกูลโด่งดังเลื่องชื่อ อีกทั้งโลกใบนี้ยังนับผู้ฝึกลมปราณเป็นผู้สูงศักดิ์ กำลังและอำนาจของตระกูลคนธรรมดาก็แทบจะให้การสนับสนุนผู้ฝึกลมปราณที่แข็งแกร่งจนหมด แน่นอนว่าตระกูลเนี่ยเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

สำนักผู้ฝึกลมปราณอันเป็นที่พึ่งพิงของตระกูลเนี่ยคือสำนักหลิงอวิ๋นซึ่งตั้งอยู่บนเขาหลิงอวิ๋นใกล้กับเมืองเฮยอวิ๋น พื้นที่ตรงกลางของเขาหลิงอวิ๋นอุดมไปด้วยหินเมฆอัคคี หินเมฆอัคคีคือวัสดุวิเศษระดับต่ำอย่างหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อย ซึ่งจำเป็นสำหรับการฝึกบำเพ็ญตนของผู้ฝึกลมปราณ ผู้ฝึกลมปราณของสำนักหลิงอวิ๋นยุ่งอยู่กับการฝึกบำเพ็ญตบะตลอดทั้งปี ไม่ยินยอมที่จะเสียเวลามาขุดหินเมฆอัคคีระดับต่ำเช่นนี้จากกลางภูเขา จึงจัดการส่งให้คนของตระกูลเนี่ยมาทำแทน

คนตระกูลเนี่ยแต่ละรุ่นล้วนใช้การขุดหินเมฆอัคคีมาเป็นบรรณาการส่งให้กับสำนักหลิงอวิ๋น เพื่อแลกกับการปกป้องคุ้มครองจากสำนักหลิงอวิ๋น

ส่วนผู้ฝึกลมปราณของสำนักหลิงอวิ๋น นอกจากคุ้มครองไม่ให้ตระกูลเนี่ยถูกพลังอำนาจของตระกูลอื่นในเมืองเฮยอวิ๋นกดขี่แล้ว ทุกๆ ห้าปีจะมาที่ตระกูลเนี่ยหนึ่งครั้ง ใช้อาวุธวิเศษระดับต่ำบางส่วนมาทดสอบพรสวรรค์ในการฝึกบำเพ็ญตบะของเด็กตระกูลเนี่ยโดยผ่านการจับฉลาก

เด็กทุกคนเมื่อเกิดมา ร่างกายจะต้องมีธาตุพิเศษที่ติดตัวมาด้วยไม่มากก็น้อย นอกจากห้าธาตุพื้นฐานอย่างทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดินแล้ว ยังมีเด็กบางคนที่ในร่างกายแฝงเร้นไว้ด้วยธาตุพิเศษหายากอย่างสายฟ้า ลม เมฆ น้ำแข็ง เป็นต้น ทุกครั้งที่ผู้ฝึกลมปราณของสำนักหลิงอวิ๋นมาเยือนจะต้องพกพาเอาอาวุธวิเศษระดับต่ำที่มีธาตุหลากหลายชนิดแตกต่างกันมาด้วย

เด็กและอาวุธวิเศษที่มีธาตุเดียวกันจะเกิดการดึงดูดตอบสนองซึ่งกันและกัน และสิ่งนี้ก็จะช่วยยืนยันธาตุที่อยู่ในร่างกายของเด็กคนนั้นๆ ได้ ทำให้รุ่นของบิดาให้ยาได้ถูกโรค รู้ทิศทางการฝึกบำเพ็ญตบะของลูกในอนาคต ช่วยลดแรงแต่เพิ่มผลมากบนเส้นทางของการฝึกบำเพ็ญตบะ

ผู้ฝึกลมปราณของสำนักหลิงอวิ๋นจะใช้อาวุธวิเศษระดับต่ำพวกนั้นมาผูกมัดความซื่อสัตย์ของตระกูลเนี่ยเอาไว้ โดยมอบอาวุธวิเศษระดับต่ำที่เอามาใช้ในงานจับฉลากให้กับเด็กตระกูลเนี่ยที่มีธาตุสอดคล้องต้องกัน

สำหรับผู้ฝึกลมปราณสำนักหลิงอวิ๋นแล้ว อาวุธวิเศษระดับต่ำเหล่านั้นไม่มีประโยชน์มากมายเท่าใดนัก แต่กลับสามารถช่วยในการฝึกบำเพ็ญตบะของเด็กเล็กตระกูลเนี่ยได้ ถึงขั้นที่ว่าในช่วงระยะเวลาที่นานมากช่วงหนึ่งยังถือเป็นอาวุธวิเศษที่ถนัดมือที่สุดของเด็กตระกูลเนี่ยด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้ งานเลี้ยงจับฉลากที่จัดขึ้นทุกห้าปีจึงสร้างความคึกคักให้กับตระกูลเนี่ยเป็นอย่างยิ่ง ผู้ปกครองคนใดก็ตามที่มีลูกหลานอายุเต็มขวบปีล้วนมองงานนี้เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของลูกหลาน แห่แหนแย่งชิงกันเอามาเป็นของตน

ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

“ข้าถามเจ้าว่ารอบนี้มีเด็กเข้าร่วมทั้งหมดกี่คน?” เนี่ยเฉี่ยนขมวดคิ้วถาม

“เจ็ดคนเจ้าค่ะ” หันเย่วก้มหน้าตอบเสียงเบา

“เสี่ยวเทียนเองก็เพิ่งจะอายุครบขวบปีเต็มพอดี เขาเองก็แซ่เนี่ยเช่นกัน เหตุใดจึงไม่มีคนมาแจ้งข้าให้นำตัวเนี่ยเทียนไปเข้าร่วมงานเลี้ยงจับฉลากครั้งนี้ด้วย?” เนี่ยเฉี่ยนแค่นเสียงเย็น

“คุณหนูใหญ่…” หันเยว่ยิ้มขื่น เงยหน้ามองเนี่ยเฉี่ยนหนึ่งครั้ง พูดตอบเสียงอ่อนว่า: “แม้ว่าเนี่ยเทียนจะเป็นลูกของคุณหนูรอง แต่คุณหนูรองนาง…ก็เป็นเหมือนท่าน ล้วนเกิดเป็นหญิง อีกทั้งก่อนที่คุณหนูรองจะจากโลกนี้ไปก็ไม่เคยบอกว่าบิดาของเนี่ยเทียนคือใคร”

“กฎของตระกูลเนี่ยก็ชัดเจนอยู่แล้ว มีเพียงหลานชายและหลานสาวฝ่ายปู่เท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมงานเลี้ยงจับฉลากที่จะจัดขึ้นทุกห้าปี ส่วนหลานตา…ไม่อาจเข้าร่วมได้นี่เจ้าคะ”

“ข้าไม่สนกฎเฮงซวยพวกนั้นหรอก ตอนนี้ท่านพ่อยังคงเป็นประมุขของตระกูล ข้าจะไปพูดกับท่านเดี๋ยวนี้แหละ!” เนี่ยเฉี่ยนพูดอย่างเกรี้ยวกราด พูดจบนางก็จากไปพร้อมโทสะ

“แม้ว่าตอนนี้นายท่านจะยังคงเป็นประมุขของตระกูล แต่ตำแหน่งนี้…ก็ไม่มั่นคงเลยสักนิด!” หลังจากเนี่ยเฉี่ยนจากไปพร้อมความโกรธเคือง ใบหน้าของหันเยว่เต็มไปด้วยความขมขื่น พึมพำกับตัวเองเสียงเบา

ผ่านไปครู่ใหญ่

เนี่ยเฉี่ยนบุกเข้ามาในหอเรือนของเนี่ยไห่ตง อ้าปากตะโกนพูดอย่างฉุนเฉียว: “ท่านพ่อ เนี่ยเทียนเองก็เป็น…”

เสียงตะโกนของนางหยุดชะงักลงกลางคัน

ในห้องมืดสลัว บนใบหน้าประมุขคนปัจจุบันของตระกูลเนี่ย เนี่ยตงไห่ เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ร่างกายที่เคยแข็งแรงบึกบึน มายามนี้กลับผ่ายผอมโรยแรง นั่งหลังงองุ้มพิงกำแพง กำลังมองยาสีแดงเข้มเม็ดหนึ่งที่อยู่กลางฝ่ามือด้วยท่าทีลังเลตัดสินใจไม่ได้

เนี่ยเฉี่ยนที่กำลังกราดเกรี้ยวเห็นเช่นนั้นใจก็ปวดร้าว น้ำเสียงจึงพลันอ่อนลงมา เกลี้ยกล่อมด้วยเสียงอ่อนโยน: “ท่านพ่อ อย่านะเจ้าคะ”

นางมองปราดเดียวก็รู้ว่ายาที่อยู่กลางฝ่ามือของเนี่ยตงไห่คือยาคืนพลัง เมื่อใช้ยาคืนพลัง สามารถทำให้ผู้ฝึกลมปราณคนหนึ่งมีพลังวิญญาณคืนมาอย่างเต็มเปี่ยม จิตใจคึกคักกระปรี้กระเปร่า สีหน้าสดใสอิ่มเอิบได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

ทว่ายาคืนพลังกลับต้องจ่ายด้วยศักยภาพและอายุขัยของผู้ฝึกลมปราณ ภายหลังจะทำให้ใจและกายของผู้ฝึกลมปราณเสียหายอย่างใหญ่หลวง

โดยทั่วไปแล้ว มีแค่ช่วงความเป็นความตายระหว่างที่ผู้ฝึกลมปราณต่อสู้กับศัตรูเท่านั้นถึงจะนำยาคืนพลังมาใช้เพื่อช่วยให้มีโอกาสรอดชีวิต แต่ในยามปกติจะไม่มีผู้ใดกล้านำมาใช้เด็ดขาด

เนี่ยตงไห่ที่ก้มหน้ามองยาคืนพลังอยู่นานเห็นว่าเนี่ยเฉี่ยนมาจึงฝืนยิ้มออกมาหนึ่งครั้ง พูดด้วยความยากลำบากและขมปร่า: “นับตั้งแต่ที่ถูกตระกูลอวิ๋นและตระกูลหยวนทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส มหาสมุทรลมปราณของข้าก็แตกสลาย การรวบรวมพลังวิญญาณไม่สามารถต้านทานความรวดเร็วในการพังทลายได้อีกต่อไป ตบะของข้าหมดหวังที่จะได้เหยียบย่างเข้าสู่ขั้นต้นสวรรค์ไปตลอดชีวิต หรือแม้แต่ในขั้นกลางสวรรค์นี้…ก็ใกล้จะรักษาไว้ไม่อยู่เต็มที”

“เจ้าสองและเจ้าสามต้องการตำแหน่งประมุขตระกูลของข้ามานานแล้ว พรุ่งนี้คนของสำนักหลิงอวิ๋นจะมาเยือน หากเขามองออกถึงสภาพที่ย่ำแย่ลงทุกขณะเช่นนี้ของข้า บวกกับเจ้าสองเจ้าสามกระพือไฟใส่อีกหน่อย ตำแหน่งนี้ของข้า เกรงว่าคงต้องยกสองมือประคองส่งให้อย่างแน่นอน”

“ท่านพ่อ หากต้องใช้อายุขัยของท่านแลกมาด้วยตำแหน่งประมุขของตระกูล ข้ายอมให้ท่านลงจากตำแหน่งก่อนเวลาเสียดีกว่า” เนี่ยเฉี่ยนพูดด้วยน้ำตาคลอหน่วย

“เจ้าจะไปเข้าใจอะไร?” เนี่ยตงไห่ถลึงตาใส่หนึ่งที บนใบหน้าเต็มไปด้วยความดุดันและโกรธเกรี้ยว “มีเพียงข้ายังคงเป็นประมุขตระกูลเนี่ยเท่านั้น ถึงจะมีทางทวงคืนความยุติธรรมให้กับความอัปยศที่เจ้าได้รับจากตระกูลอวิ๋น! ยังมีเจ้าคนที่หลอกลวงน้องสาวเจ้าผู้นั้นอีก มีเพียงใช้อำนาจของตระกูลเนี่ยเท่านั้น ถึงจะมีความหวังสืบหาเจอว่ามันเป็นใคร!”

“หากข้าลงจากตำแหน่ง เจ้าสองและเจ้าสามไม่มีทางสนใจความแค้นของเจ้าและน้องสาวเจ้าอย่างแน่นอน! เพื่อเจ้าและจิ่นเอ๋อร์แล้ว ตำแหน่งนี้ข้าสามารถนั่งอยู่ได้นานหนึ่งวันก็ต้องนั่งอยู่หนึ่งวัน!”

“มีชีวิตอยู่ได้น้อยลงอีกแค่ไม่กี่ปีมันจะไปสำคัญอะไร? เมื่อใดที่ข้าลงจากตำแหน่งก็จะไม่มีอำนาจช่วงชิงอะไรมาให้กับพวกเจ้าอีกแล้ว ถ้าเช่นนั้นจะต่างอะไรกับคนที่ตายไปแล้ว?”

“ท่านพ่อ!” เนี่ยเฉี่ยนร้องสะอึกสะอื้นไม่เป็นเสียง

“พอเถอะๆ อย่าทำตัวเหมือนเด็กที่ยังไม่โตเลย พูดมาสิ เจ้ารีบร้อนมาหาข้ามีธุระอันใด?” เนี่ยตงไห่สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง สีหน้ากลับมาเด็ดเดี่ยวดังเดิม

“ท่านพ่อ งานเลี้ยงจับฉลากพรุ่งนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ในเมื่อท่านให้เสี่ยวเทียนแซ่เนี่ย ข้าหวังว่าเสี่ยวเทียนจะได้เข้าร่วมด้วย หากเสี่ยวเทียนสามารถจับฉลากเจออาวุธวิเศษที่เหมาะสมกับเขา นี่จะมีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญตบะของเขาในวันหน้าอย่างสูงสุด บางทีเขาอาจจะยืมใช้อาวุธวิเศษชิ้นนั้นเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นเก้าของหลอมลมปราณตอนอายุสิบห้า และได้เข้าไปอยู่ในสำนักหลิงอวิ๋นก็เป็นได้” เนี่ยเฉี่ยนกล่าววิงวอน

“เรื่องนี้…” เนี่ยตงไห่สีหน้าลำบากใจ “มีหรือที่ข้าจะไม่รู้? เรื่องนี้ข้าเคยพูดคุยกับเจ้าสองเจ้าสามตั้งนานแล้ว แต่พวกเขาปฏิเสธเด็ดขาด บอกว่าเสี่ยวเทียนไม่ใช่หลานสายแท้ของตระกูลเนี่ยเรา จึงต้องทำตามกฎห้ามให้เสี่ยวเทียนเข้าร่วม”

“ท่านพ่อ ตบะของท่านใกล้จะหมดลงแล้ว น้องหญิงเองก็ไม่อยู่แล้ว ส่วนข้า…ชีวิตนี้ก็คงได้เท่านี้ คนของฝ่ายเราเองก็มีไม่มาก มีเพียงเสี่ยวเทียนที่เป็นผู้ชายคนเดียว ข้าหวังว่าท่านจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วงชิงโอกาสมาให้กับเสี่ยวเทียน” เนี่ยเฉี่ยนพูดด้วยน้ำตานองหน้า

เนี่ยตงไห่เงียบงันไปเนิ่นนานก็พยักหน้าเบาๆ “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ากลับไปเถอะ พรุ่งนี้พาเนี่ยเทียนไปที่งานเลี้ยงจับฉลากให้ตรงเวลา”

น้ำตาในดวงตาของเนี่ยเฉี่ยนเปล่งประกายวิบวับ ฉายให้เห็นถึงแววปรีดาที่เด่นชัดขึ้นมา โค้งตัวให้แล้วจากไปทันที

ตอนที่นางก้าวออกจากห้องกำลังและจะเดินจากไปนั้นเอง นางได้ยินเสียงเนี่ยตงไห่กลืนยาคืนพลังลงไป รวมไปถึงเสียงถอนหายใจยาวหนึ่งครั้งของเขา

ใจของเนี่ยเฉี่ยนราวถูกมีดกรีด รู้ดีว่าการมาของนางกลับเป็นการช่วยให้เนี่ยตงไห่ตัดสินใจได้เร็วขึ้น นางไม่กล้าหันกลับไปมอง รีบก้าวเร็วๆ ผลุนผลันจากไป

---------------------------------------

กดติดตามเรื่องนี้!(เพราะเราอาจจะมีการลบตอนในภายหลังนะคะ^^)

อย่าลืมกดติดตามแฟนเพจของเรื่องด้วยนะคะ ><

อ่านแล้วรู้สึกยังไงสามารถ Comment เข้ามาบอกกันได้นะคะ ^^

บทที่ 2 งานเลี้ยงจับฉลาก

วันต่อมา

โถงรับรองใหญ่ของตระกูลเนี่ยมีเสียงผู้คนพูดคุยจอแจ ครึกครื้นผิดปกติ

คนหนุ่มคนแก่ตระกูลเนี่ยกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันอยู่ข้างกายของหลิวเหยี่ยนผู้ที่มาจากสำนักหลิงอวิ๋น ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ หวังว่าจะได้รับความรู้สึกอันดีจากหลิวเหยี่ยนเพื่อช่วงชิงโอกาสให้กับลูกหลานตนเองได้เข้าไปอยู่ในสำนักหลิงอวิ๋นภายภาคหน้า

หลิวเหยี่ยนผู้สวมชุดคลุมยาวสีเทานั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธาน มุมปากยกยิ้ม พูดคุยกับคนตระกูลเนี่ยที่พยายามหาเรื่องมาคุยด้วย นัยน์ตาฉายแววรำคาญเล็กน้อย

ตั้งแต่ต้นจนจบ หลิวเหยี่ยนนั่งนิ่งไม่เคยลุกขึ้นยืน ส่วนกลุ่มคนของตระกูลเนี่ยที่ยืนอยู่ข้างกายเขาต้องก้มตัวโค้งต่ำ แสดงท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน

ตรงประตูของห้องโถง คนตระกูลเนี่ยพาเด็กเล็กที่อายุประมาณหนึ่งขวบปีทยอยกันเดินเข้ามาด้านใน

ทุกคนที่เข้ามาล้วนพาลูกหลานของตัวเองไปพบหน้าหลิวเหยี่ยนก่อน หลังจากแนะนำกับหลิวเหยี่ยนด้วยใบหน้าแย้มยิ้มแล้วถึงจะทักทายผู้อาวุโสทั้งสามของตระกูลเนี่ยที่นั่งอยู่ข้างกายหลิวเหยี่ยน

เนี่ยตงไห่และน้องชายคนรอง เนี่ยเป่ยชวน น้องชายคนที่สาม เนี่ยหนันซาน วางตัวตามฐานะของตัวเอง ไม่ได้ทำท่าประจบเอาใจหลิวเหยี่ยน เพียงแต่ว่าเมื่อใดที่สบตากับหลิวเหยี่ยนก็จะต้องส่งยิ้มพร่างพรายมาให้ทุกครั้ง

แตกต่างไปจากเมื่อวาน วันนี้ใบหน้าของเนี่ยตงไห่แดงปลั่งไปด้วยเลือดฝาด กระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวา มองไม่ออกว่ามีอาการบาดเจ็บอยู่เลยสักนิดเดียว

“เนี่ยเฉี่ยน? เจ้าพาเนี่ยเทียนมาทำไม?” เวลานี้เอง น้ำเสียงที่ไม่ถูกกาลเทศะพลันดังขึ้นมา เนี่ยหลันที่เมื่อครู่เพิ่งแนะนำลูกของตัวเองกับหลิวเหยี่ยนด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า มาบัดนี้หัวคิ้วขมวดมุ่น หันหน้าไปทางประตูห้องโถงด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์

เนี่ยหลันคือลูกชายของผู้อาวุโสคนรอง เนี่ยเป่ยชวน อายุมากที่สุดในบรรดาคนรุ่นที่สองของตระกูลเนี่ย แต่ไร้พรสวรรค์ในการฝึกบำเพ็ญตบะ ทุกวันนี้ตบะอยู่แค่หลอมลมปราณขั้นเก้าเท่านั้น ไม่สามารถฝ่าทะลุจุดสูงสุดเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นท้ายสวรรค์ได้

และก็ด้วยเหตุนี้ ตัวเขาเองจึงยอมแพ้ที่จะฝึกบำเพ็ญตบะไปนานแล้ว ทว่ากลับเอาความหวังทั้งหมดฝากไว้ที่ตัวของลูกชายทั้งสามแทน

ตอนนี้ลูกชายคนโตของเขาอายุสิบเอ็ดปี ได้เข้าสู่หลอมลมปราณขั้นเจ็ดแล้ว ขอแค่ในสี่ปีสามารถเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นที่เก้าก็จะได้รับความโปรดปราน กลายเป็นลูกศิษย์ของสำนักหลิงอวิ๋น และเมื่ออยู่ภายใต้การช่วยเหลือของสำนักหลิงอวิ๋นก็ย่อมสามารถเลื่อนขั้นสู่ท้ายสวรรค์ได้อย่างราบรื่น อนาคตสดใสก้าวกระโดด

ลูกชายคนที่สองของเขาอายุหกขวบ ตอนนี้ฝึกบำเพ็ญตบะได้ถึงหลอมลมปราณขั้นสี่แล้ว เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญตบะที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน ภายภาคหน้าคู่ควรแก่การคาดหวัง

วันนี้ที่เขาพามาด้วยคือลูกชายคนเล็กที่เพิ่งจะอายุขวบเต็มไปเมื่อไม่นานมานี้ เนี่ยหง

การเกิดของลูกชายทั้งสามคนของเขาล้วนผ่านการคิดคำนวณมาอย่างรอบคอบ ทุกคนอายุประมาณขวบปีเมื่อใดก็ล้วนทันงานเลี้ยงจับฉลากที่จัดขึ้นห้าปีครั้งอย่างพอดิบพอดี อีกทั้งสองคนก่อนหน้านี้ก็ได้รับผลพวงไม่ธรรมดา

ครั้งนี้ถึงคราวของเนี่ยหงบ้างแล้ว

หลังเสียงตวาดเบาๆ ของเนี่ยหลัน สายตาของทั้งคนหนุ่มและคนแก่ตระกูลเนี่ยทุกคนที่อยู่ในห้องโถงล้วนมารวมกันอยู่บนตัวของเนี่ยเฉี่ยนและเนี่ยเที่ยนที่เพิ่งเดินเข้าประตูมาอย่างพร้อมเพรียง

“พี่ใหญ่ ข้าพาเนี่ยเทียนมาร่วมงานจับฉลากด้วย” เนี่ยเฉี่ยนตอบด้วยเสียงอันดัง

เนี่ยเทียนที่อยู่ข้างกายของนาง ตัวใหญ่สมบูรณ์ อายุประมาณหนึ่งขวบเช่นกัน เนี่ยเทียนไม่เพียงแต่สูงกว่าเด็กเจ็ดแปดคนที่มาร่วมงานจับฉลากอยู่เล็กน้อย แต่ยังแข็งแรงล่ำสันกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด

ภายใต้การจับตามองของทุกคน แม้ว่าเนี่ยเฉี่ยนจะพูดเสียงดังมาก แต่สีหน้ากลับกระวนกระวายอยู่ไม่น้อย

กลับเป็นเนี่ยเทียนเสียอีกที่อ้าปากหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ไม่รู้สักนิดเลยว่าสายตาแต่ละคู่ที่สาดมาหามีความไม่เป็นมิตรอยู่มากเพียงใด คล้ายว่าเขากำลังดื่มด่ำกับความรู้สึกถูกคนจับจ้องจึงไร้ซึ่งความประหม่าใดๆ

“เนี่ยเทียน?” เนี่ยหลันแค่นเสียงเบาหนึ่งครั้ง สีหน้าดำคล้ำ “แม้ว่าเขาจะแซ่เนี่ย ทว่านั่นเป็นเพราะพวกเราไม่รู้ว่าบิดาแท้ๆ ของเขาคือใคร จึงจำต้องให้เขาใช้แซ่เนี่ย ในความเป็นจริงแล้ว เขาไม่ถือว่าเป็นคนของตระกูลเนี่ย ตามกฎของตระกูล ลูกหลานฝั่งตาไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมงานเลี้ยงจับฉลาก เจ้าอย่าสร้างความวุ่นวาย รีบพาเนี่ยเทียนออกไปซะ อย่าให้ท่านหลิวและทุกคนต้องเสียเวลา”

“ท่านพ่อ!”เนี่ยเฉี่ยนพลันหันไปหาเนี่ยตงไห่

“ไม่ว่าลูกเขยของข้าคนนั้นจะเป็นใคร ก่อนที่จิ่นเอ๋อร์จะจากไป เคยบอกไว้ว่าบิดาของเนี่ยเทียนยินดีแต่งเข้าตระกูลเนี่ยของเรา ดังนั้นเนี่ยเทียนจึงถือว่าเป็นหลานตระกูลเนี่ย” เนี่ยตงไห่พูดด้วยท่าทางมีอำนาจ

“พี่ใหญ่ เท่าที่ข้ารู้มา ท่านแทบอยากจะเขมือบเจ้าคนไม่รู้ชื่อแซ่นั้นทั้งเป็น ช่วงที่ผ่านมาเห็นท่านเอาแต่พร่ำพูดว่าจะหาตัวเขาให้เจอ ไม่ว่าต้องเสียค่าตอบแทนเท่าไหร่ก็ต้องฆ่าเสียให้ได้ไม่ใช่รึ” ผู้อาวุโสคนที่สามของตระกูลเนี่ย เนี่ยหนันซานกล่าวขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะ “ทำไมอยู่ๆ ท่านถึงได้เปลี่ยนท่าที ยอมรับว่าเขาคือลูกเขยเสียแล้วเล่า? อีกอย่าง แต่งเข้าตระกูล…ก็ต้องทำตามกฎมิใช่หรือ? ข้าไม่เห็นจำได้ว่าคนคนนั้นเคยเอ่ยคำสาบานต่อหน้าโถงบรรพบุรุษตระกูลเนี่ยมาก่อน”

“นั่นสิๆ ไม่ได้เอ่ยคำสาบานต่อหน้าโถงบรรพบุรุษไม่ได้ทำพิธีให้เสร็จสมบูรณ์ก็ไม่ถือว่าเป็นเขยที่แต่งเข้าตระกูลเนี่ย”

“ท่านประมุข แค่เพื่อให้เนี่ยเทียนได้เข้าร่วมงานเลี้ยงจับสลาก ท่านอย่าถึงขนาดยอมรับคนที่มีความแค้นลึกล้ำต่อกันเป็นลูกเขยอย่างส่งเดชเลย ท่านอย่าลืมสิว่าเขาเป็นคนทำร้ายเนี่ยจิ่น!”

“ต่อให้ท่านจะเป็นประมุขตระกูลก็ไม่ควรมองข้ามกฎของตระกูล กระทำการบุ่มบ่ามตามใจตนกระมัง?”

“…”

ในห้องโถง คนตระกูลเนี่ยทั้งที่เป็นญาติสายตรงและญาติสายอ้อมซึ่งพาลูกหลานมาร่วมงานต่างพากันส่งเสียงเซ็งแซ่ด้วยความไม่พอใจ ตำหนิการกระทำซี้ซั้วของเนี่ยตงไห่

มีเด็กเพิ่มเข้ามาในงานเลี้ยงจับฉลากหนึ่งคน นั่นหมายความว่าลูกหลานของพวกเขาอาจจะเสียโอกาสไปหนึ่งส่วน แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่ยินดี

หากเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน เนี่ยตงไห่ไม่ได้รับบาดเจ็บหนัก บารมีและอำนาจยังคงอยู่ บางทีพวกเขาอาจไม่กล้าถึงเพียงนี้

แต่ตอนนี้พวกเขาล้วนรู้สถานการณ์ของเนี่ยตงไห่เป็นอย่างดี และก็รู้ด้วยว่าอีกไม่นานนัก เนื่องจากพลังของเนี่ยตงไห่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เขาก็จะต้องถูกบีบให้ลงจากตำแหน่งประมุขของตระกูล จึงไม่จำเป็นต้องไว้หน้ากันอีกต่อไป

ผู้อาวุโสคนที่สองของตระกูลเนี่ย เนี่ยเป่ยชวนนั่งฟังเสียงดังเอ็ดอึงในห้องโถงนิ่งๆ แต่กลับไม่คิดจะห้ามปราม

ขณะที่เสียงถกเถียงยิ่งดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ นั้นเอง หลิวเหยี่ยนจากสำนักหลิงอวิ๋นพลันกระแอมไอออกมาเบาๆ หนึ่งครั้ง

เสียงวุ่นวายทั้งหมดหยุดชะงักลงในบัดดล

แม้แต่ผู้อาวุโสคนที่สามของตระกูลอย่างเนี่ยหนันซานซึ่งกำลังจะเอ่ยถามให้ลำบากใจอีกครั้งก็ยังรีบหุบปาก มองหลิวเหยี่ยนด้วยสีหน้าประดักประเดิด

หลิวเหยี่ยนที่มีใบหน้าอ่อนโยนดุจหยกมณี ยามนี้สีหน้ากระตุกน้อยๆ มองเนี่ยเทียนที่ยืนอยู่ข้างเนี่ยเฉี่ยนอย่างจริงจัง “เขาคือ…ลูกชายของศิษย์น้องหญิงเล็กหรือ?”

ขณะที่พูด นัยน์ตาของหลิวเหยี่ยนมีประกายความเจ็บปวดที่ยากจะจับสังเกตวาบผ่าน

คำพูดนี้เมื่อเปล่งออกไป ทุกคนของตระกูลเนี่ยถึงนึกขึ้นได้อย่างกะทันหันว่า เนี่ยจิ่นผู้มีพรสวรรค์น่าตะลึงที่สุดในบรรดาคนรุ่นที่สองของตระกูล ตอนอายุสิบขวบก็สามารถฝึกหลอมลมปราณได้ถึงขั้นเก้า นับแต่นั้นจึงถูกสำนักหลิงอวิ๋นรับเข้าเป็นลูกศิษย์ก่อนกำหนด

และหลิวเหยี่ยนก็คือศิษย์พี่ใหญ่ของเนี่ยจิ่น

“เรียนนายท่าน เนี่ยเทียนก็คือลูกชายที่น้องสาวผู้น่าสงสารของข้าทิ้งเอาไว้” เนี่ยเฉี่ยนตอบอย่างสลด

หลิวเหยี่ยนพยักหน้าเบาๆ มองเนี่ยเทียนอย่างลึกล้ำด้วยสีหน้าซับซ้อน พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน:“รอบนี้ เดิมทีข้าคิดจะเอาของเล่นออกมาห้าอย่าง แต่ข้ากับศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าสนิทสนมกัน เพื่อเนี่ยเทียน ข้าจึงตัดสินใจโดยพลการ เอาของวิเศษอีกสองอย่างที่ข้าเก็บไว้ออกมาพร้อมกัน พวกเจ้าเห็นว่าอย่างไร?”

เขาหันหน้าไปมองเนี่ยเป่ยชวนและเนี่ยหนันซานที่อยู่ด้านข้าง

“ในเมื่อท่านหลิวเอ่ยปากแล้ว พวกเราย่อมทำตามประสงค์” เนี่ยเป่ยชวนรีบพูด

เนี่ยหนันซานเองก็รีบพยักหน้าด้วยสีหน้าปลื้มปิติ รีบกล่าวว่า: “ทั้งหมดทำตามที่ท่านหลิวต้องการ”

ทุกคนที่เหลือจึงไม่มีใครคัดค้านอีก

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มงานเลี้ยงจับฉลากตระกูลเนี่ยครั้งนี้เลยเถอะ” หลิวเหยี่ยนเองก็ไม่พูดมากความ โบกมือหนึ่งครั้ง ในปลายแขนเสื้อข้างซ้ายพลันมีลำแสงเจ็ดเส้นลอยออกมา

ลำแสงเจ็ดเส้นนั้นสีสันแตกต่างกันออกไป พริบตาเดียวก็สาดส่องให้ห้องโถงใหญ่ของตระกูลเนี่ยเป็นประกายระยิบระยับ

ลำแสงตกกระทบลงบนพื้นหินชนวนกลางโถงใหญ่ กลายร่างออกมาเป็นอาวุธวิเศษส่องประกายเจ็ดชิ้น แบ่งออกเป็นกระบี่หนึ่งเล่ม มีดหนึ่งเล่ม พัดหนึ่งด้าม ถุงมือหนึ่งข้าง ไม้เท้าหนึ่งแท่ง ไข่มุกหนึ่งเม็ด กระดูกสัตว์หนึ่งชิ้น

วินาทีที่อาวุธวิเศษเจ็ดอย่างตกลงบนพื้น ทุกคนของตระกูลเนี่ยต่างพากันขยับออกเพื่อเว้นที่ว่างไว้ตรงกลางห้องโถง จากนั้นก็ล้อมวงโอบล้อมอาวุธเจ็ดชิ้นเอาไว้ทันที

พริบตานั้น สายตาของทุกคนพลันไปรวมตัวกันอยู่บนอาวุธวิเศษงดงามเจ็ดชิ้น ไม่มีใครมองเนี่ยเทียนอีก

แม้แต่สามพี่น้องเนี่ยตงไห่ยามนี้ก็ยังลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว ในร่างของแต่ละคนแผ่คลื่นพลังวิญญาณออกมาหนึ่งระลอก เพื่อสัมผัสให้รู้ถึงธาตุและระดับของอาวุธทั้งเจ็ดชิ้น

ดวงตาทุกคู่ของคนตระกูลเนี่ยเปล่งประกาย ใช้พลังวิญญาณในร่างออกมาสัมผัสเช่นกัน

เขียว ม่วง แดง ฟ้า ปราณของลำแสงวิเศษที่มีสีสันแตกต่างกันออกไป ภายใต้การรับสัมผัสจากพลังผู้ฝึกลมปราณของตระกูลเนี่ย ต่างก็พากันกะพริบวาบอยู่บนอาวุธวิเศษทั้งเจ็ดชิ้น

“ขั้นต่ำระดับห้า!”

เนี่ยหลันเบิกตากว้าง จ้องเขม็งไปยังไข่มุกสีเขียวที่หลิวเหยี่ยนเอาออกมาเป็นชิ้นสุดท้ายเม็ดนั้น ลมหายใจถี่กระชั้นขึ้นเล็กน้อย

“สวรรค์ ระดับห้าจริงหรือนี่?”

“ตามธรรมเนียมที่ผ่านมา อาวุธวิเศษทุกชิ้นควรจะเป็นขั้นต่ำระดับสามทั้งหมดมิใช่หรือ? อาวุธวิเศษระดับห้า ต่อให้เป็นขั้นต่ำ มูลค่าก็ไม่ธรรมดา ทั้งเป็นสิ่งที่สำนักหลิงอวิ๋นจะมอบให้กับลูกศิษย์ตัวจริงแล้วเท่านั้น ครั้งนี้…”

“ท่านหลิวช่างใจกว้างยิ่งนัก!”

ไข่มุกสีเขียว ภายใต้การรับสัมผัสจากพลังวิญญาณของทุกคน ด้านในของมันคล้ายจะมีสายฟ้าเป็นเส้นๆ แลบแปลบปลาบ ยิ่งทำให้ดูไม่ธรรมดา และก็ทำให้คนตระกูลเนี่ยดวงตาลุกเรือง

ผู้อาวุโสคนรองตระกูลเนี่ย เนี่ยเป่ยชวนจ้องเขม็งไปที่ไข่มุกเม็ดนั้น นัยน์ตามีประกายแสงแปลกประหลาดวาบผ่าน

เนี่ยหลันคือลูกชายของเขา แน่นอนว่าเนี่ยหงย่อมเป็นหลานชายของเขา หลังจากที่เนี่ยหงเกิดมาได้ไม่นาน เขาก็ใช้วิชาลับแอบประเมินพรสวรรค์ของเนี่ยหงเอาไว้แล้ว

เนื่องจากขอบเขตพลังของเขามีจำกัด จึงต้องใช้ยาที่ไม่ธรรมดาเกินไปหนึ่งเม็ด ถึงมั่นใจได้ถึงเจ็ดส่วนว่าในร่างของเนี่ยหงมีธาตุสายฟ้าแฝงเร้นอยู่

และไข่มุกสีเขียวขั้นต่ำระดับห้าเม็ดนั้นก็เห็นได้ชัดว่าเป็นอาวุธวิเศษที่มีพลังสายฟ้า สอดคล้องกับธาตุในการบำเพ็ญตบะของเนี่ยหงอย่างเหมาะเหม็ง

ใจของเนี่ยเป่ยชวนกระตุกน้อยๆ รีบหันไปมองหลิวเหยี่ยน โค้งกายกล่าวขอบคุณ:“ขอบพระคุณท่านหลิวที่เมตตา”

หลังจากที่เนี่ยเป่ยชวนกล่าวจบ ทุกคนที่คืนสติกลับมาต่างก็พากันหันไปขอบคุณความใจป้ำของหลิวเหยี่ยน

หลิวเหยี่ยนโบกมือ ส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียง จากนั้นก็กล่าวว่า:“นับแต่นี้ไป ทุกคนห้ามใช้การรับสัมผัสของพลังวิญญาณในร่างกายอีก ห้ามทำให้บรรยากาศวุ่นวาย ตอนนี้ มอบให้เป็นหน้าที่ของเด็กทั้งแปดคน ต้องดูที่โชควาสนาของตัวพวกเขาเองแล้ว”

“ให้เด็กทั้งแปดคนลงสนาม!” เนี่ยตงไห่กล่าวเสียงทุ้ม

“ไปเถอะ!” เนี่ยเฉี่ยนแอบผ่อนลมหายใจ ปล่อยมือเนี่ยเทียนในที่สุด

วินาทีที่อาวุธวิเศษทั้งเจ็ดชิ้นนั้นตกลงบนพื้น เนี่ยเทียนที่อยู่ข้างกายนางก็ดวงตาเป็นประกาย ทำท่าอยากจะพุ่งเข้าไปในวงทันทีทันใด หากไม่เพราะนางจับแขนของเนี่ยเทียนเอาไว้แน่น เกรงว่าไม่ต้องรอให้ทุกคนพูดจบ เนี่ยเทียนก็คงพุ่งเข้าใส่นานแล้ว

ยามนี้ นางเพิ่งจะปล่อยมือ เนี่ยเทียนก็อ้าแขนทั้งสองออกกว้าง ตั้งท่าราวต้องการโอบกอดฟ้าดิน วิ่งทะยานเข้าใส่เสียงดัง “ตึง ตึง ตึง”

---------------------------------------

กดติดตามเรื่องนี้!(เพราะเราอาจจะมีการลบตอนในภายหลังนะคะ^^)

อย่าลืมกดติดตามแฟนเพจของเรื่องด้วยนะคะ ><

อ่านแล้วรู้สึกยังไงสามารถ Comment เข้ามาบอกกันได้นะคะ ^^

บทที่ 3 เหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของตระกูลเนี่ย!

“โครม!”

เด็กคนหนึ่งที่ขวางหน้าเนี่ยเทียน ถูกเนี่ยเทียนชนโครมจนล้มลงไปกองอยู่บนพื้นในพริบตา

เด็กคนนั้นก็คือเนี่ยหย่วน หลานของเนี่ยหนันซาน หลังจากเนี่ยหย่วนล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นก็ร้อง “แง แง” เสียงดังทันที

เนี่ยเทียนไม่มองแม้แต่หางตา ถึงขนาดวิ่งข้ามร่างของเนี่ยหย่วนไปตรงๆ โดยไม่คิดจะเลี่ยงหลบด้วยซ้ำ

และเท้าขวาของเนี่ยเทียนก็ดันเหยียบลงไปบนมือของเนี่ยหย่วนอย่างพอดิบพอดี ทำให้เสียงร้องของเนี่ยหย่วนยิ่งน่าสลดใจมากกว่าเดิม

เนี่ยหนันซานที่เพิ่งจะเงียบสงบลงได้ รวมไปถึงเนี่ยชิวผู้เป็นบิดาของเนี่ยหย่วน ด้วยความสงสารลูกหลาน สีหน้าจึงมืดคล้ำลงทันใด

เพียงแต่ว่าการปะทะกันระหว่างแย่งชิงอาวุธวิเศษของเด็กทุกคนที่เข้าร่วมงานฉลองจับฉลากนั้นถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประจำ แม้ว่าเนี่ยหนันซานและเนี่ยชิวจะเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ทว่าต่างก็ทนข่มกลั้นเอาไว้ ไม่ได้ระเบิดอารมณ์ออกมา

“เนี่ยเทียน ระวังหน่อยสิ!” เนี่ยเฉี่ยนรีบห้ามปรามเสียงสูง

ทว่าดูเหมือนเนี่ยเทียนจะไม่ได้ยินเสียงเรียกของเนี่ยเฉี่ยน หลังจากผ่านเนี่ยหย่วนไปได้ก็พุ่งทะยานเข้าหาอาวุธวิเศษชิ้นหนึ่งที่อยู่ใกล้เขาที่สุดทันควัน

ระหว่างทาง เด็กอีกคนของตระกูลเนี่ยกำลังมองถุงมือซึ่งเปล่งประกายแสงสีแดงด้วยดวงตาระยิบระยับ ขณะที่เด็กคนนั้นค่อยๆ ยื่นมือออกไปหา ปลายนิ้วของเขาก็ค่อยๆ ปล่อยแสงสีแดงออกมา

เห็นได้ชัดว่าธาตุในการฝึกฝนของเด็กคนนั้นสอดคล้องกับคลื่นพลังวิญญาณที่แฝงเร้นอยู่ในถุงมือทุกประการ

“นั่นคือบุญบารมีของเลี่ยงเอ๋อ!” คนในตระกูลเนี่ยคนหนึ่งมีสีหน้าตื่นเต้น ฮึกเหิมขึ้นมาทันใด

หลิวเหยี่ยนและคนอื่นๆ ของตระกูลเนี่ยทุกคนล้วนมองออกในปราดเดียวว่า ถุงมือเปล่งประกายสีแดงชิ้นนั้นคืออาวุธวิเศษที่จำเป็นสำหรับเนี่ยเลี่ยง

หลิวเหยี่ยนพยักหน้าน้อยๆ กล่าวเบาๆ : “ธาตุไฟ…”

ยามนี้ทุกคนล้วนสังเกตเห็นว่า มือเล็กๆ ของเนี่ยเลี่ยงใกล้จะคว้าถุงมือนั้นเอาไว้ได้แล้ว

ทว่าเวลานี้เอง ขณะที่เนี่ยเลี่ยงกำลังจะคว้าถุงมือชิ้นนั้น เนี่ยเทียนซึ่งวิ่งทะยานมาตลอดทางก็ใช้พลังพุ่งโจมตีกระแทกเนี่ยเลี่ยงให้ล้มลงไปกองกับพื้น

ยังไม่ทันที่เนี่ยเลี่ยงซึ่งกำลังงงงันจะร้องไห้ออกมา เนี่ยเทียนที่คว้าถุงมือชิ้นนั้นเอาไว้ได้ก็หัวเราะโอ้อวดเสียงดัง

ขณะที่เนี่ยเทียนหัวเราะอย่างเบิกบาน เนี่ยเลี่ยงที่เพิ่งจะมีปฏิกิริยาตอบสนองก็เริ่มตะเบ็งเสียงกรีดร้อง: “แง แง! ของข้า ของข้า…”

ใบหน้าลำพองใจและเสียงหัวเราะสนุกสนานของเนี่ยเทียน ใบหน้าตะลึงลานและเสียงร้องไห้ของเนี่ยเลี่ยง กลายเป็นการเปรียบเทียบที่เห็นเด่นชัด

“สารเลว!” เนี่ยเว่ยบิดาของเนี่ยเลี่ยง ยอดฝีมือผู้เป็นญาติในตระกูลเนี่ย สีหน้ามืดทะมึน หลังจากด่าเบาๆ หนึ่งคำ ก็พูดขึ้นอย่างอดไม่ไหว: “ถุงมือชิ้นนั้นไม่สอดคล้องกับธาตุในการฝึกของเนี่ยเทียน บนร่างของเนี่ยเทียนไม่มีคลื่นพลังวิญญาณที่สอดคล้องกับอาวุธวิเศษแม้แต่เส้นเดียว ต่อให้เขาแย่งเอาอาวุธไปได้แล้วจะมีประโยชน์อะไร?”

หลิวเหยี่ยนจากสำนักหลิงอวิ๋น มองเห็นว่าเนี่ยเทียนแย่งชิงถุงมือไปจากมือของเนี่ยเลี่ยงก็แย้มยิ้ม

เขาหลุดหัวเราะออกมา ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากพูดปลอบใจกลับพบว่าเนี่ยเทียนซึ่งเมื่อครู่นี้เพิ่งจะแย่งถุงมือไปได้ หลังจากหัวเราะอย่างเบิกบานใจแล้วก็พุ่งร่างเข้าใส่อาวุธอีกชิ้นที่อยู่ใกล้ทันที

ขณะที่เนี่ยเลี่ยงกำลังทั้งร้องทั้งตะโกนอยู่นั้น เนี่ยเทียนที่สวมถุงมือสีแดงไว้บนมือเสร็จสรรพก็ทะยานเข้าหากระบี่เล่มสั้นสีฟ้าอีกครั้ง

ยามนี้ เด็กอีกคนของตระกูลเนี่ย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม คว้าจับกระบี่สั้นเล่มนั้นเอาไว้ได้แล้ว และขณะที่เขาคว้ากระบี่สั้นสีฟ้าเล่มนั้นไว้ในมือ คลื่นแสงสีฟ้าสดใสก็พลันกะพริบวาบขึ้นมาระหว่างผิวเนื้อของเขาที่สัมผัสเข้ากับตัวกระบี่สั้น

เขาอ้าปากกว้าง สีหน้าปลื้มปิติ กำลังจะใช้เสียงหัวเราะมาแสดงถึงความยินดีในหัวใจ เนี่ยเทียนกลับพุ่งเข้าใส่ราวพายุคลั่ง

เนี่ยเทียนที่เห็นได้ชัดว่ารูปร่างแข็งแกร่งกว่ามาก หัวเราะฮ่าๆ เอื้อมมือออกไปแย่งกระบี่สั้นสีฟ้าที่เขาจับไว้แน่นมาครอง

เด็กที่อาวุธวิเศษหลุดออกจากมือ หลังจากอึ้งไปครู่ก็พยายามจะคว้ากระบี่สั้นคืนมาจากมือเนี่ยเทียน แต่กลับถูกเนี่ยเทียนผลักจนล้มลงบนพื้น

“แง แง!”

เสียงร้องแหลมบาดหูของเด็กอีกคนดังขึ้นมาในโถงใหญ่ของตระกูลเนี่ย

“บังอาจ! เจ้าเด็กร้ายกาจผู้นี้บังอาจเกินไปแล้ว!” ญาติอีกคนของตระกูลเนี่ยหนวดกระดิก เบิกตาถลน โกรธจนแทบอยากจะพุ่งเข้าไปในสนามเสียเดี๋ยวนี้

เนี่ยเทียนที่ติดใจรสชาติของการแย่งชิง ไม่ได้สนใจเขาแม้แต่นิด ยังคงบุกตะลุยไปทั่วสนามราวกับรอบกายไร้ผู้คน ภายในระยะเวลาสั้นๆ ก็แย่งชิงเอาอาวุธวิเศษทั้งหมดที่เหลืออยู่อย่างมีด พัด กระดูกสัตว์ ไม้เท้า และไข่มุกมาครองได้ทั้งหมด

คนในตระกูลเนี่ยที่เข้าร่วมงานฉลองจับฉลากหลายคน ยามนี้ล้วนเบิกตากว้างอ้าปากค้าง สายตาที่มองเนี่ยเทียนราวกับสายตาที่ใช้มองปีศาจร้าย

เสียงร้องไห้ของเด็กทั้งเจ็ดคน รวมไปถึงเสียงด่าของบิดาพวกเขา ดังขึ้นๆ ลงๆ ระงมไปทั่วโถงใหญ่

เนี่ยเทียนที่แย่งชิงอาวุธทั้งเจ็ดชิ้นมาได้ มือสองข้างไม่สามารถถือได้หมด ดังนั้นจึงวางอาวุธวิเศษกองเอาไว้ด้วยกัน ส่วนตัวเองก็คุกเข่าลงลูบไล้อาวุธทุกชิ้นพร้อมหัวเราะเอิ๊กอ๊ากไม่หยุด นัยน์ตาเต็มไปความพึงพอใจและลำพองใจ

ทว่าทุกคนล้วนเห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อมือเล็กๆ อวบอ้วนของเขาสัมผัสโดนอาวุธวิเศษทั้งเจ็ดชิ้น พลังวิญญาณของอาวุธแต่ละชิ้นกลับไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลง

นี่หมายความว่า อาวุธวิเศษเจ็ดชิ้นที่เขาแย่งชิงมา แท้จริงแล้วไม่มีชิ้นใดที่สอดคล้องกับธาตุในการฝึกบำเพ็ญตบะของเขา

เห็นได้ชัดว่าเขาก็แค่ต้องการทำลายกฎตามอำเภอใจเท่านั้น!

เด็กตระกูลเนี่ยเจ็ดคนซึ่งกำลังร่ำไห้หลังจากถูกแย่งชิงอาวุธวิเศษล้วนไปรวมตัวกันอยู่รอบกายเนี่ยเทียน มองอาวุธที่มีธาตุสอดคล้องกับพวกเขาซึ่งทำให้พวกเรารู้สึกสบายตาปริบๆ พยายามจะเอากลับคืนมา

“ของข้า ของข้าทั้งหมด…” เนี่ยเทียนหันขวับกลับมา มือไม้โบกสะบัดทำท่าประกอบพลางเอ็ดตะโรเสียงอ้อแอ้ไปด้วย

เนี่ยหงที่มองไข่มุกสีเขียวเม็ดนั้นด้วยสายตาละโมบ เดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว คิดจะเดินผ่านตัวเนี่ยเทียนไปเอาไข่มุกเม็ดนั้นกลับคืนมา

“ผลั่ก!”

เนี่ยเทียนโบกหมัด กำปั้นอ้วนกลมกระแทกลงบนใบหน้าเนี่ยหงอย่างไม่เกรงใจ เนี่ยหงถูกต่อยจนก้นจ้ำเบ้าลงไปกับพื้น ทั้งร้องทั้งตะโกนเสียงดังยิ่งกว่าเดิม

เด็กอีกหกคนที่เหลือซึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้มองเห็นท่าทางของเนี่ยเทียนที่ราวกับราชาปีศาจปะปนอยู่บนโลกมนุษย์ ดวงตาทุกคนล้วนฉายแววหวาดกลัว แต่ละคนยืนล้อมเนี่ยเทียน จ้องเขม็งไปยังอาวุธที่เดิมทีควรเป็นของพวกเขา แต่กลับไม่มีใครกล้าเข้าไปแย่งอีก

“กำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว! ข้าเคยเข้าร่วมงานเลี้ยงจับฉลากมาก็ตั้งหลายครั้ง ยังไม่เคยเห็นเด็กคนไหนร้ายกาจขนาดนี้มาก่อน!”

“เจ้าเด็กสารเลว! อาวุธวิเศษเจ็ดชิ้น ไม่มีชิ้นใดที่สอดคล้องกับธาตุในการฝึกฝนของเขา เขากลับไม่ยอมปล่อยไปแม้แต่ชิ้นเดียว ยึดครองเอาไว้เองหมด! ตระกูลเนี่ยของเรา นับตั้งแต่มีประวัติการณ์มา ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้มาก่อน!”

“พี่น้องตระกูลเดียวกันต้องรักและดูแลซึ่งกันและกัน ห้ามเห็นแก่ตัวเด็ดขาด! ทว่าเขากลับดีนัก ไม่เพียงแต่กินเนื้อคนเดียว แม้แต่น้ำแกงก็ยังไม่เหลือให้คนอื่นกินสักคำ! ช่างกำเริบเสิบสานยิ่งนัก ไม่เคารพกฎกติกาเลยแม้แต่นิดเดียว!”

เนี่ยเป่ยชวนและเนี่ยหนันซานได้ยินเสียงร่ำไห้และเสียงด่าขรมในห้องโถงใหญ่ สีหน้าก็ยิ่งมืดคล้ำราวกับน้ำครำ

เนี่ยเฉี่ยนยืนอยู่หน้าประตู มองเนี่ยเทียนที่หัวเราะลำพองใจเสียงดังด้วยสีหน้าร้อนรน แอบโกรธเคืองเนี่ยเทียนที่สร้างความวุ่นวาย ล่วงเกินทุกคนในตระกูลเนี่ย

นางมองไปยังบิดาอย่างเนี่ยตงไห่ด้วยท่าทางน่าสงสาร แต่กลับเห็นว่าเนี่ยตงไห่ได้แต่ยิ้มเจื่อน ปวดหัวและกระอักกระอ่วนไม่ต่างกัน คล้ายไม่รู้ว่าควรจะยุติเรื่องราวอย่างไรจึงจะดี

“คือว่า…”

หลิวเหยี่ยนที่มองอยู่นาน เอ่ยปากเสียงเบา เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น เสียงเอะอะโวยวายในห้องโถงใหญ่ก็สงบเงียบลงทันตาเห็น

คนตระกูลเนี่ยที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเคือง ย้ายสายตาออกจากร่างของเนี่ยเทียนมามองหลิวเหยี่ยน

หลิวเหยี่ยนกระแอมไอเบาๆ หนึ่งครั้ง มองทุกคนด้วยรอยยิ้ม กล่าวว่า: “เด็กน้อยเล่นซนกัน ก็…ถือว่าน่าสนใจดี ส่วนของเล่นเจ็ดชิ้นนั้น ตามความเห็นของข้า แน่นอนว่าเนี่ยเทียนย่อมไม่สามารถยึดครองได้ทั้งหมด เอาอย่างนี้แล้วกัน ให้เนี่ยเทียนเก็บไว้ชิ้นหนึ่ง ส่วนที่เหลือคืนให้กับเด็กๆ เหล่านั้น เรื่องนี้ก็ให้จบกันไป พวกเจ้าว่าอย่างไร?”

“ท่านหลิวว่าเช่นไร พวกเราก็ทำตามนั้น” เนี่ยตงไห่เห็นเขาช่วยผ่อนคลายบรรยากาศให้ก็แอบถอนหายใจกับตัวเอง รีบพูด: “เนี่ยเทียน เจ้าอย่าทำตัวเหลวไหล อาวุธเหล่านั้น เจ้าเลือกได้เพียงชิ้นเดียว! ชิ้นที่เหลือต้องคืนให้พวกพี่ๆ น้องๆ ต่อไปห้ามทำตัวบุ่มบ่ามเอาแต่ใจอีก!”

“พวกเจ้าล่ะ?” หลิวเหยี่ยนหันไปมองคนอื่นๆ ของตระกูลเนี่ย

ภายใต้การจับตามองของเขา คนตระกูลเนี่ยที่ก่อนหน้านี้โวยวายว่าต้องลงโทษเนี่ยเทียนให้ได้ ยามนี้ได้แต่พยักหน้าอย่างจำใจ ต่างพูดว่าให้ทำตามประสงค์ของเขา

“แบบนี้ก็ดี” หลิวเหยี่ยนพยักหน้าน้อยๆ ด้วยรอยยิ้ม มองเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้ำหนึ่งครั้ง กล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน: “เอาล่ะ ฟังคำของลุงหลิว เจ้าเลือกอาวุธที่ตัวเองชอบมาหนึ่งชิ้น ชิ้นที่เหลือต้องคืนให้กับพี่ชายน้องชายเหล่านั้น”

เนี่ยเทียนมุ่ยปาก ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม แอบเหลือบมองเนี่ยเฉี่ยน

เนี่ยเฉี่ยนถลึงตาดุๆ ใส่เขาหนึ่งครั้ง “ถ้ากล้าก่อเรื่องอีก คอยดูว่าข้าจะจัดการกับเจ้ายังไง!”

เนี่ยเทียนหดหัวลงคล้ายกลัวเนี่ยเฉี่ยนคนเดียว และก็ไม่หันไปมองด้านหลังให้เสียเวลา เอื้อมมือเข้าไปในกองอาวุธวิเศษส่งเดช หยิบเอากระดูกสัตว์ชิ้นหนึ่งมาได้แล้วก็หลีกทางให้ทันที

ท่าทางไม่สนใจใยดีของเขาทำให้ทุกคนตระหนักได้ทันทีว่า เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับอาวุธทั้งเจ็ดชิ้นเท่าไหร่นัก

สิ่งที่ทำให้เขามีความสุข ดูเหมือนจะ…มีเพียงขั้นตอนระหว่างการแย่งชิงกับทุกคนเท่านั้น

มองเห็นว่าสิ่งที่เขาหยิบมาคือกระดูกสัตว์ที่มีระดับต่ำสุด ดวงตาของคนตระกูลเนี่ยทุกคนก็เปล่งประกายวาบ ในใจแอบเย้ยหยันความโง่เขลาเบาปัญญาของเขา ขณะเดียวกันสีหน้าที่บูดบึ้งมืดทะมึนก็ค่อยๆ คลายลงด้วย

“อู้ว!”

และเมื่อเขาหลีกทางให้ เด็กตระกูลเนี่ยซึ่งอดรนทนไม่ไหวอยู่นานแล้ว ในที่สุดก็กล้าเฮโลกันเข้าไปแย่งชิงอาวุธวิเศษหกชิ้นที่เหลือซึ่งตัวเองเล็งเอาไว้ตั้งแต่แรก

@(color:rgb(88,128,72);)

กดติดตามเรื่องนี้!(เพราะเราอาจจะมีการลบตอนในภายหลังนะคะ^^)

อย่าลืมกดติดตามแฟนเพจของเรื่องด้วยนะคะ ><

อ่านแล้วรู้สึกยังไงสามารถ Comment เข้ามาบอกกันได้นะคะ ^^

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...