ข้ามิใช่นางร้าย แต่ข้าคือนางมาร (จบแล้ว)
ข้อมูลเบื้องต้น
ความจริงที่แสนเจ็บปวด
ที่กระท่อมทรุดโทรมชายป่าในเขตชายแดนอันห่างไกล
หญิงสาวที่ถูกกล่าวขานว่าร้ายกาจที่สุดในเมืองหลวงกำลังนอนอยู่บนแคร่ผุ ๆ ด้วยสภาพน่าเวทนา แผ่นหลังของนางเต็มไปด้วยบาดแผลจากการเฆี่ยนตี
หากผู้คนมาพบนางในสภาพเช่นนี้อาจมีบางคนรู้สึกสงสาร แต่หลายคนคงบอกว่านางสมควรได้รับการลงโทษเช่นนี้แล้ว เพราะในเมืองหลวงต่างโจษจันถึงความร้ายกาจของนางกันทั่ว เรื่องราวเลวร้ายที่นางทำไว้นั้นมีมากมาย โดยเฉพาะเรื่องที่นางทำกับผู้หญิงที่มาชื่นชอบคุณชายฟ่านเสียนผู้นั้น
หญิงสาวในตอนนี้ถูกผู้เป็นสามีสั่งลงโทษและเนรเทศออกมาอยู่ยังที่ห่างไกล ด้วยบาดแผลที่สาหัสและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง แถมยังต้องเผชิญกับอากาศที่หนาวเหน็บทำเอานางเกือบต้องก้าวเข้าสู่ประตูแห่งปรโลกเสียแล้ว โชคยังดีที่สาวใช้คนสนิทช่วยตามหมอมาทันนางจึงรอดพ้นมาได้
ในใจนางตอนนี้หวังเพียงให้ข่าวที่ส่งไป ถึงหูมารดาไว ๆ เพื่อที่มารดาจะได้รีบมาช่วยเหลือ ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงคอยมองดูประตูอย่างมีความหวัง และในที่สุดคนที่นางรอคอยก็เปิดประตูเข้ามา
"ท่านแม่ ช่วยข้าด้วย"
หญิงสาวผู้น่าเวทนาประคองร่างที่บอบช้ำต้องการโผเข้ากอดมารดาที่เปิดประตูเข้ามาด้านในกระท่อมเก่า ๆ ที่นางอาศัยอยู่ อย่างมีความหวัง
แต่ไม่ทันที่มือของนางจะสัมผัสถึงชายอาภรณ์ของอีกฝ่าย ผู้เป็นมารดาก็ก้าวถอยออกไปอย่างรังเกียจ จนนางล้มลงไปกองกับพื้นไม่เป็นท่า
"ท่านแม่" หญิงสาวที่ทรุดอยู่กับพื้นแหงนขึ้นมองใบหน้าผู้เป็นมารดาอย่างไม่เข้าใจ
"อย่ามาเรียกข้าว่าแม่ ข้าทนขยะแขยงกับคำนี้มานานเกินพอแล้ว" หลิวซูเจินกล่าวออกมาอย่างรังเกียจ
"ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดท่านแม่ถึงกล่าวกับข้าเช่นนี้" จ้าวเยว่ซินสีหน้าสับสน ถามอย่างไม่เข้าใจ ทั้งที่เมื่อก่อนท่านแม่ทั้งรักและตามใจนางขนาดนั้นแท้ ๆ
"เพราะเจ้ามิใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของท่านแม่อย่างไรล่ะ" จ้าวเหมยอิงที่อยู่ด้านนอกมาตลอดเปิดประตูเข้ามาแล้วกล่าวอย่างเย้ยหยัน
"ไม่จริงใช่ไหมเจ้าคะท่านแม่" จ้าวเยว่ซินไม่เชื่อคำที่น้องสาวกล่าว หันไปถามผู้เป็นมารดาอย่างอ้อนวอน อยากได้ยินจากปากมารดาว่าคำพูดที่น้องสาวเอ่ยออกมานั้นไม่ใช่เรื่องจริง
"เจ้า มิ ใช่ ลูก ข้า" หลิวซูเจินเน้นย้ำทีละคำอย่างชัดเจน คำพูดยืนยันจากคนที่นางเรียกว่าแม่มาตลอดทำให้จ้าวเยว่ซินใจสลาย
"ทำไมกัน ทำไม ทำไม" จ้าวเย่ซินสติหลุดลอย เพราะสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายในใจนางได้ขาดสะบั้นลง นางเคยคิดมาตลอดว่าถึงแม้คนทั้งโลกจะเกลียดนาง แต่นางจะมีท่านแม่ที่รักนางยิ่งกว่าใคร แต่แล้ววันนี้ทุกอย่างก็ได้พังทลายลงเมื่อได้รู้ความจริง ว่าที่ผ่านมาเป็นเพียงเรื่องโกหก
"เจ้ามันเป็นลูกนางแพศยาที่พ่อเจ้าไข่ทิ้งไว้ด้านนอก ก่อนจะพากลับมาให้ข้าเลี้ยงเป็นลูกยังไงล่ะ ข้าฝืนทนเลี้ยงดูเจ้ามาสิบกว่าปี เจ้ารู้บ้างไหมว่าข้ารู้สึกขยะแขยงมากเพียงใด ข้ารอคอยวันที่จะได้เห็นเจ้าในสภาพที่น่าเวทนาเช่นนี้มาตลอด" หลิวซูเจินเผยยิ้มอย่างชั่วร้ายบอกเล่าความจริงที่ปกปิดมาสิบกว่าปีให้หญิงสาวตรงหน้าได้รับรู้
"ไม่เชื่อ ข้าไม่เชื่อ ท่านแม่รักข้า" จ้าวเยว่ซินไม่อาจยอมรับความจริงได้ โวยวายออกมาอย่างเสียสติ
"ฮ่า ๆ ๆ รักหรือ ? เปล่าเลย ที่ข้าคอยตามใจเจ้า ให้ท้ายเจ้าทุกเรื่อง เลี้ยงดูเจ้ามาอย่างตามใจก็เพื่อผลลัพธ์ในตอนนี้ต่างหาก ดูสิสภาพเจ้าตอนนี้สตรีที่ชื่อเสียงร้ายกาจที่สุดในเมืองหลวง สตรีที่โง่งมและไร้มารยาท ทั้งร้ายกาจและเอาแต่ใจ ทุกคนต่างรังเกียจเจ้า ประณามเจ้า เป็นไงล่ะข้าเลี้ยงดูเจ้าได้ไม่เลวใช่ไหม" หลิวซูเจินหัวเราะด้วยความสะใจที่เห็นความพินาศของคนที่นางเกลียดที่สุด
"ฮิ ฮิ ในขณะที่เจ้าเป็นนางร้ายในสายตาผู้คน น้องสาวผู้แสนเรียบร้อยและอ่อนหวานอย่างข้ายิ่งเป็นที่เชิดชูของผู้คน ด้านนอกกล่าวขานกันว่า ข้านั้นดีกว่าเจ้าเป็นร้อยเท่าพันเท่า" จ้าวเหมยอิงหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ ใคร ๆ ต่างก็เปรียบเทียบว่านางนั้นดีกว่าพี่สาวเป็นไหน ๆ
"ข้าไปทำอะไรให้เจ้า ทำไมถึงทำกับข้าเช่นนี้" จ้าวเยว่ซินไม่เข้าใจเลย แม้นางจะไม่ใช่บุตรแท้ ๆ แต่นางก็ไม่เคยทำร้ายสองแม่ลูกนี่ นางออกจะรักทั้งสองมากเสียด้วยซ้ำ แต่ทำไมถึงได้รับความเกลียดชังมากมายเพียงนี้
"ทำอะไรงั้นหรือ หึ! เจ้าเป็นแค่บุตรนอกสมรสแท้ ๆ เหตุใดจึงมาแย่งท่านพ่อไปจากข้า เหตุใดจึงมาแย่งตำแหน่งคุณหนูใหญ่ไปจากข้า เหตุใจจึงแย่งตำแหน่งคู่หมั้นของท่านพี่ไปจากข้า ตอบข้ามาสิ เจ้ามีสิทธิ์อะไรไม่ให้ข้าเกลียดเจ้า" จ้าวเหมยอิงจิกผมพี่สาวแล้วเอ่ยถามอย่างเคียดแค้น
ใช่แล้ว แท้จริงการหมั้นหมายระหว่างตระกูลเจ้าและตระกูลฟ่านนั้นถูกกำหนดให้บุตรคนโตและบุตรสาวคนโตของทั้งสองตระกูลแต่งงานกัน ถ้าไม่มีจ้าวเยว่ซินคนที่จะได้แต่งกับฟ่านเสียนย่อมต้องเป็นจ้าวเหมยอิงอย่างแน่นอน เมื่อมีจ้าวเยว่ซินเข้ามาอยู่ในบ้านในฐานะลูกสาวคนโต ทุกอย่างจึงได้เป็นเช่นนี้
"รู้ไว้ซะ ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงพวกนั้นที่กล้ามายุ่งกับท่านพี่น่ะ เป็นฝีมือข้าเอง ข้าจัดการพวกมันทุกคน แต่ใครจะคิดว่าเป็นฝีมือข้าล่ะ ทุกคนต้องพุ่งเป้าไปที่เจ้าอยู่แล้ว ฮ่า ๆ ๆ เพราะเจ้ามันเป็นสตรีที่ร้ายกาจและชั่วช้าที่สุดอย่างไรเล่า" จ้าวเหมยอิงหัวเราะเสียงแหลม เปิดเผยเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมดโดยไม่รักษาภาพลักษณ์สตรีผู้เพียบพร้อมแห่งเมืองหลวงเลยสักนิด
"เช่นนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องเลวร้ายทั้งหมดในชีวิตข้าก็คือพวกเจ้าสองแม่ลูกสินะ ถ้าข้ารอดไปได้รับรองจะเอาคืนพวกเจ้าอย่างสาสม" หลังพูดจบจ้าวเยว่ซินก็รวบรวมกำลังเฮือกสุดท้าย ลูกขึ้นยืนแล้วเผชิญหน้ากับสองแม่ลูกด้วยแววตาแข็งกร้าว
"หึ ดูสภาพเจ้าตอนนี้สิ ยังจะมาทำปากดี อย่างเจ้าจะทำอะไรข้าได้" จ้าวเหมยอิงหัวเราะเยาะเย้ย สตรีที่สิ้นไร้ไม้ต่อตรงหน้า
จ้าวเยว่ซินมองสองแม่ลูกด้วยแววตาสับสน ทั้งเจ็บปวด ทั้งผิดหวัง และแค้นเคือง เมื่ออีกฝ่ายกำลังลำพองใจจึงไม่ทันระวัง นางอาศัยจังหวะนั้นวิ่งออกมาหวังว่าจะหนีเอาตัวรอด แต่เมื่อพ้นประตูออกมาก็ต้องพบกับความจริงอันโหดร้าย สองแม่ลูกนั่นไม่ได้มาเพียงลำพัง พวกนางพาคนมาด้วย
"จับมันไว้"เสียงแหลมสูงร้องสั่งออกมาจากด้านในกระท่อม และเดินออกมาอย่างไม่รีบร้อน เหล่าชายฉกรรจ์ที่พวกนางพามารีบจับตัวจ้าวเยว่ซินไว้ทันที
"คุณหนู พวกแกปล่อยคุณหนูของข้านะ" เสี่ยวอี้เห็นเจ้านายของตนถูกจับจึงพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการของชายสองคนที่จับกุมตัวนางไว้ก่อนหน้านี้เพื่อเข้าไปช่วยเหลือ แต่ก็ไม่อาจทำได้
"ปิดปากมันซะ" หลินซูเจินสั่งเสียงเย็น ทันทีที่สิ้นคำสั่งผู้ว่าจ้างใบมีดคมกริบในมือของชายหน้าบากก็ปากไปที่ลำคอของเสี่ยวอี้ทันที ไม่เปิดโอกาสให้ร้องขอชีวิต
"ม่ายยยย เสี่ยวอี้" จ้าวเยว่ซินกรีดร้องออกมาจนสุดเสียง เมื่อต้องเห็นสาวใช้ที่ซื่อสัตย์ต้องตายตกไปต่อหน้าต่อตา นางทรุดลงอย่างหมดแรง จนชายฉกรรจ์สองคนต้องหิ้วแขนนางไว้เพื่อไม่ให้นางลงไปกองกับพื้น
"พาตัวมันไป" หลินซูเจินออกคำสั่งอีกครั้ง
จ้าวเยว่ซินถูกพาตัวมาที่หน้าผาสูงชัน มองลงไปลึกจนไม่เห็นเบื้องล่าง หน้าผาแห่งนี้ถูกขนานนามว่าผ่าไร้ก้นบึ้ง เพราะไม่อาจหยั่งถึงความลึกของมันได้ คนที่เคยตกลงไปไม่เคยรอดชีวิตกลับมา
"ข้าจะให้เจ้าได้ตายอย่างทรมาน ร่างกายแหลกสลายไร้ร่างให้กลบฝัง" กล่าวจบจ้าวเหมยอิงก็ส่งสัญญาณให้ผลักผู้เป็นพี่สาวลงไปยังหุบเหวลึกด้วยสายตาเหี้ยมโหด
จ้าวเยว่ซินไร้เรี่ยวแรงขัดขืนได้แต่จ้องมองทางสองแม่ลูกด้วยสายตาอาฆาตแค้น ก่อนที่ร่างของนางจะตกจากหน้าผาลงไป
….
พืบ! เสียงทะลึ่งตัวลุกจากที่นอนอย่างกะทันหัน ทำให้เด็กน้อยที่กำลังยกอ่างน้ำเข้ามาถึงกับสะดุ้งตกใจ
"เป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะคุณหนู" เสี่ยวอี้ในวัยสิบขวบเอ่ยถามคุณหนูของตนอย่างเป็นห่วง
"ข้าไม่เป็นไร เพียงฝันร้ายเท่านั้น" จ้าวเยว่ซินในวัยเจ็ดขวบบอกปัดเพื่อไม่ให้สาวใช้ข้างกายต้องเป็นห่วง
นางเอามือลูบใบหน้าเล็กของตนเองเพื่อเรียกสติ หลังจากสามเดือนก่อนที่นางตื่นขึ้นมาในร่างของตนเองในวัยเจ็ดขวบ นางก็มักจะฝันร้ายแบบนี้เสมอ เป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนนางมาตลอดหลายเดือน
นางถูกคนที่รักและเชื่อใจหักหลัง มิหนำซ้ำยังถูกมารดาและน้องสาวบีบคั้นจนต้องตกลงมาจากหน้าผาสูง แถวยังได้รู้ความจริงที่ว่า คนที่นางเรียกขานว่าท่านแม่มาตลอดแท้จริงแล้วหาใช่มารดาแท้ ๆ ของนางไม่
ภายใต้หน้ากากที่แสนดี การเลี้ยงดูอย่างตามใจ พร่ำสอนแบบผิด ๆ มีจุดประสงค์เพื่อให้นางกลายเป็นสตรีชั่วร้ายที่จะได้รับจุดจบที่แสนอนาถนั้นเอง
"ล้างหน้าล้างตาก่อนนะเจ้าคะคุณหนู" เสี่ยวอี้ยกอ่างน้ำมาวางให้เจ้านายตัวน้อยที่โต๊ะข้างเตียง พร้อมดูแลปรนนิบัติให้นางล้างหน้าล้างตาและเช็ดหน้าด้วยผ้าสะอาดจนเรียบร้อย
"ขอบคุณมากนะเสี่ยวอี้" จ้าวเยว่ซินยิ้มให้สาวใช้ข้างกายแล้วเอ่ยขอบคุณจากใจจริง
"ขอบคุณบ่าวทำไมเจ้าคะคุณหนู มันเป็นหน้าที่บ่าวอยู่แล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวอี้ไม่เข้าใจ ว่าอยู่ ๆ ทำไมคุณหนูถึงขอบคุณนาง ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน เอาจริง ๆ ช่วงนี้นางก็รู้สึกว่าคุณหนูแปลกไป ทั้งที่เมื่อก่อนออกจะเป็นเด็กเอาแต่ใจ และขี้โวยวาย แต่ตอนนี้กลับนิ่งสงบและดูโตขึ้นมาก
"ไม่มีอะไร เจ้าไปยกอาหารมาเถอะ แจ้งท่านแม่ว่าข้าไม่ค่อยสบาย วันนี้ไม่ได้ไปทานอาหารด้วยที่เรือนใหญ่" จ้าวเยว่ซินเปลี่ยนเรื่องให้เสี่ยวอี้ออกไปยกอาหารมาให้ เนื่องจากฝันร้ายเมื่อครู่ทำให้นางไม่มีอารมณ์จะเสแสร้งไปนั่งร่วมโต๊ะกับมารดาจอมปลอมผู้นั้น
"เจ้าค่ะ" เสี่ยวอี้รับคำแล้วรีบออกไป เพราะเกรงว่าจะคุณหนูของตนจะหิว
จ้าวเยว่ซินมองตามแผ่นหลังของสาวใช้ตัวน้อยที่อายุมากกว่านางเพียงสามปี ด้วยสายตาซับซ้อน ย้อนนึกถึงตอนนั้น ในตอนนั้นที่นางตกต่ำที่สุดก็มีเพียงเสี่ยวอี้ที่อยู่เคียงข้างนาง และสุดท้ายก็ต้องตายเพราะนาง
"ในเมื่อข้าได้มีโอกาสกลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้ข้าจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายเจ้าแน่เสี่ยวอี้" จ้าวเยว่ซินตั้งปณิธานในใจ นางจะต้องปกป้องคนที่ดีต่อนางให้ได้ และต้องแก้แค้นคนที่ทำร้ายนางอย่างแน่นอน
เสี่ยวป๋าย
'กุกกัก กุกกัก' เสียงบางอย่างขยับตัวอยู่ใต้ถ้าห่มเรียกความสนใจจากเด็กหญิง
"เจ้าตื่นแล้วหรือเสี่ยวป๋าย" จ้าวเยว่ซินหันไปทักทายสิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่กำลังเลื้อยออกมาจากผ้าห่ม
มันคืออสรพิษน้อยที่มีความยาวเพียง 2 ฉื่อ (20 นิ้ว) ตลอดลำตัวปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเงินแวววาว บนหัวมีเขาเล็ก ๆ สองข้างสีดำสนิท ดูแตกต่างจากงูทั่วไป ดวงตาสีทับทิมจ้องมองไปทางเด็กสาว แล้วผงกหัวน้อย ๆ เพื่อตอบรับคำทักทายของนาง
"เจ้าคงหิวแล้วสินะ กินซะสิ" เด็กสาวเอ่ยถามพร้อมยื่นแขนไปทางงูน้อยที่กำลังเลี้ยงมาหา
เสี่ยวป๋ายค่อย ๆ เลื้อยไปพันแขนของจ้าวเยว่ซินและฝังเขี้ยวลงไปบนแขนเล็กที่ขาวเนียนนั้น ความเจ็บปวดแล่นแปล๊บไปทั่วแขนของเด็กหญิง แต่นางก็กัดฟันทน เสี่ยวป๋ายดูดกินเลือดของเด็กหญิงอย่างรวดเร็ว ก่อนถอนเขี้ยวของมันออก ความเจ็บปวดหายไปทันทีพร้อมทั้งรอยแผลจากการถูกกัดก็หายสนิท เหมือนกันไม่เคยมีมาก่อน
ตอนนี้จ้าวเยว่ซินเริ่มชินแล้ว เพราะนางต้องใช้เลือดของตนเองเลี้ยงดูอสรพิษน้อยตนนี้มาตลอดสามเดือน
นึกย้อนไปก็นับว่านางนั่นโชคดีอย่างมาก ตอนที่พลัดตกจากหน้าผาสูงชัน ที่ใต้หุบเหวนั้นนางกลับได้พบกับอสรพิษสวรรค์จึงทำให้นางได้มีโอกาสย้อนกลับมาในตอนนี้
ย้อนไปตอนที่จ้าวเยว่ซินตกจากหน้าผาที่ถูกกล่าวขานว่าเบื้องล่างเป็นหุบเหวที่ลึกที่สุด และอันตรายที่สุด ไม่เคยมีผู้ใดรอดไปจากหุบเหวนี้ได้ ไม่มีใครรู้ว่าเบื้องล่างมีสิ่งใด เพราะผู้ที่เคยลงไปไม่เคยได้กลับขึ้นมา
หญิงสาวถูกผลักลงมาอย่างไม่เต็มใจ ในใจมีแต่ความแค้นเคืองและไม่ยินยอม ร่างบางที่เต็มไปด้วยบาดแผลตกลงสู่เบื้องล่างด้วยความเร็ว ในใจนางคิดว่าคงไม่รอดแล้ว แต่เมื่อร่างบางตกลงมาสู่เบื้องล่าง แทนที่จะเป็นก้อนหินหรือแผ่นดินที่แข็งแกร่งที่จะทำให้ร่างนางแหลกเหลว กับกลายเป็นผืนน้ำกว้างที่รองรับร่างของนางไว้ แม้จะเป็นผืนน้ำแต่งแรงปะทะก็ทำให้นางถึงกับหมดสติไป ร่างบางค่อย ๆ จมลงสู่ใต้น้ำไร้การดิ้นรน
แต่แล้วร่างของหญิงสาวก็ถูกงูยักษ์สีเงินช้อนขึ้นมาจากใต้น้ำ และส่งขึ้นสู่ฝั่งอีกครั้ง เนื่องด้วยน้ำในสระแห่งนี้เป็นน้ำทิพย์วิเศษซึ่งมีพลังเยียวยา ทำให้บาดแผลทั่วร่างของจ้าวเยว่ซินได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว แต่นางก็ยังไม่ได้สติ
หญิงสาวหลับไปถึงสองชั่วยามจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ และรู้สึกแปลกใจที่ตนเองยังไม่ตายและบาดแผลก็หายไปหมด ร่างกายรู้สึกเบาสบายอย่างน่าประหลาด
นางมองสำรวจไปรอบ ๆ แล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นงูยักษ์สีเงินกำลังนอนขดตัวอยู่ใบบึงใหญ่ ขนาดตัวของมันที่ขดเป็นวงกลมมองดูแล้วน่าจะใหญ่เท่าภูเขาลูกย่อม ๆ เลยก็ว่าได้ แถมบนหัวยังมีเขาสีดำสนิทคู่หนึ่งอีกด้วย มองอย่างไรก็ไม่ใช่งูธรรมดาอย่างแน่นอน
"ไม่ตายเพราะตกผาแต่ข้าต้องมาตายเพราะเป็นอาหารงูหรือนี่" จ้าวเยว่ซินขยับกายถอยไปด้านหลังอย่างหวาดกลัว
"เจ้าตื่นแล้วหรือ" งูยักษ์สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหว จึงยกหัวที่ใหญ่โตของมันขึ้นแล้วเอ่ยถาม
"เจ้าค่ะ ข้า ข้าขอโทษที่รบกวนเวลานอนของท่านเจ้าค่ะ ข้าจะรีบไป" จ้าวเยว่ซินรีบเอ่ยขอโทษอย่างลนลานและลุกขึ้นเตรียมจะวิ่งหนี
นางวิ่งไปได้แค่สามก้าว ร่างงูยักษ์ที่อยู่ในสระน้ำก็กลายเป็นแสงสีเงินลอยมาดักข้างหน้านาง แล้วปรากฏกายในร่างของหญิงสาวที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวสะอาด เส้นผมสีเงินปลิวไสวตามแรงลม ใบหน้าสมส่วนได้รูป ดวงตาคม นัยน์ตาสีทับทิมน่าหลงใหล มองโดยรวมแล้วดั่งเทพเซียนก็ไม่ปาน จ้าวเยว่ซินเผลอมองตาค้างร่างกายไม่แม้แต่ขยับหนี นางไม่เคยพบสตรีที่งดงามขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
"เจ้าอย่าเพิ่งรีบร้อน การพบกันครั้งนี้ของเราถือเป็นวาสนา" หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ท่าน ท่านเป็นผู้ใดกันแน่" สตรีตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์แน่ ๆ จ้าวเยว่ซินยังจับต้นชนปลายไม่ถูกจึงได้แต่เอ่ยถามออกไป
"ข้าคืออสรพิษสวรรค์ และคือผู้ที่ช่วยชีวิตเจ้าขึ้นมาจากน้ำ" หญิงสาวยังใช้น้ำเสียงนุ่มนวลเช่นเคย เหมือนว่ากำลังพูดคุยกันเรื่องทั่วไป ในขณะที่อีกฝ่ายยังมีสีหน้าแตกตื่น
"ขอบพระคุณที่ช่วยชีวิตเจ้าค่ะ แต่ท่านจะไม่กินข้าใช่หรือไม่" เจ้าเยว่ซินนึกไปถึงงูยังสีเงินที่เห็นก่อนหน้านี้แล้วยังนึกกลัว แต่ก็รู้สึกขอบคุณที่อีกฝ่ายช่วยให้นางรอดชีวิตมาได้
โดยพื้นเพแล้วนางก็เป็นคนที่รู้ความมิใช่น้อย นางรู้จักที่จะขอโทษ และขอบคุณผู้อื่นจากใจจริง แต่ที่นางแสดงกิริยาร้ายกาจก็เพราะถูกสอนแบบผิด ๆ จนมีนิสัยเอาแต่ใจเกินไป แต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้าย เรื่องฉาวของนางส่วนใหญ่ที่แพร่ออกไปล้วนถูกผู้เป็นน้องสาวและคนที่หลอกลวงว่าเป็นมารดา ใส่สีตีไข่ให้ดูแย่ก็เท่านั้น
"ข้ามิกินเจ้าหรอก หากข้าจะกินเจ้าข้าจะช่วยเจ้าขึ้นมาทำไมกัน" แววตาสีทับทิมของหญิงสาวทอประกายขบขัน เมื่อเห็นท่าทีของเจ้าเยว่ซินที่ดูเหมือนจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
"ก็ ท่านอาจจะชอบกินมนุษย์ที่ยังเป็น ๆ อยู่ก็ได้นี่เจ้าคะ" จ้าวเยว่ซินยังไม่ไว้ใจ
"ข้าสัญญาจะไม่ทำร้ายเจ้า แต่ข้าอยากให้เจ้าช่วยข้าเรื่องหนึ่ง" หญิงสาวเอ่ยคำมั่น และขอให้อีกฝ่ายช่วยเหลือ
"ช่วยหรือเจ้าคะ มีอะไรที่ข้าช่วยได้ท่านกล่าวมาได้เลย" นางเป็นคนที่มีบุญคุณต้องทดแทนมีแค้นต้องชำระ เมื่ออีกฝ่ายสัญญาแล้วว่าจะไม่ทำร้าย นางจึงคลายความหวาดกลัวลง และอยากช่วยเหลือเพื่อตอบแทนบุญคุณอสรพิษสวรรค์
"บุตรของข้า เจ้าช่วยรับเขาไปเลี้ยงได้หรือไม่" หญิงสาวยื่นมือมาตรงหน้าจ้าวเยว่ซิน ทันใดนั้นก็มีอสรพิษตัวน้อยเลื้อยออกมาจากแขนเสื้อของหญิงสาว แล้วขดตัวบนฝ่ามือ มันชูคอจ้องมองไปทางจ้าวเยว่ซินอย่างสงสัย รูปร่างของมันถอดแบบมาจากอสรพิษตัวใหญ่ที่นางเจอก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่ากันหลายเท่า
"น่ารักจัง แต่จะให้ข้าเลี้ยงหรือ" เมื่ออสรพิษตัวนี้ขดตัวเป็นก้อนเล็กเท่าฝ่ามือกลับมองดูแล้วน่าเอ็นดูไม่น้อยในสายตาหญิงสาว มิได้น่ากลัวเหมือนอสรพิษสวรรค์ร่างยักษ์ผู้เป็นมารดาสักนิด
"ข้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจเลี้ยงดูเขาได้ จึงจำต้องฝากไว้ที่เจ้า" หญิงสาวที่แท้จริงคืออสรพิษสวรรค์ผู้บำเพ็ญตบะหลายหมื่นปีจนมีร่างเซียนได้เล่าเรื่องราวของตนให้จ้าวเยว่ซินฟัง
นางมีนามว่าฉางมี่ เป็นเผ่าอสรพิษสวรรค์ ที่อาศัยอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่ที่ดินแดนนั้นไม่ได้มีเพียงเผ่าของนางเผ่าเดียว ยังมีเผ่าพันธุ์อื่น ๆ อีกมากมาย และศัตรูทางธรรมชาติของพวกนาง อย่างเผ่าวิหคสวรรค์ก็อยู่ที่นั่นด้วย ทั้งสองเผ่าต่อสู้กันมายาวนานยังไม่รู้แพ้ชนะ
นางในฐานะผู้นำที่ปกครองเผ่าอสรพิษสวรรค์ เป็นกำลังหลักในการต่อต้านเผ่าวิหคสวรรค์มาตลอด เพราะนางมีตบะสูงกว่าผู้นำเผ่าวิหคอยู่ขั้นหนึ่ง พวกนั้นจึงรอจังหวะที่นางกำลังจะคลอดบุตรและมีกำลังอ่อนแอลง ฉวยโอกาสบุกเข้ามาโจมตีเผ่าอสรพิษสวรรค์จนทุกตนต้องหนีเอาตัวรอด และดินแดนถูกเผ่าวิหคสวรรค์ยึดครองไป
นางที่บาดเจ็บหนัก พาลูกน้อยหนีมายังดินแดนมนุษย์ และได้พบสระน้ำทิพย์ในหุบเขาแห่งนี้ จึงใช้เป็นที่ซ่อนตัวและฟื้นฟูร่างกาย แต่พลังวิเศษของดินแดนมนุษย์นั้นเบาบางเกินไป คงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่านางจะฟื้นฟูตบะให้กลับมาสมบูรณ์ได้ ระหว่างนั้นนางจึงอยากจะซ่อนอสรพิษน้อยผู้เป็นบุตรชายไว้ไกลตัว เผื่อกรณีที่ศัตรูหานางพบบุตรชายจะได้ไปเป็นอันตราย
"ข้าก็อยากจะช่วยท่าน แต่ชีวิตข้ายังเอาตัวไม่รอดเลย" จ้าวเยว่ซินทอดถอนใจ ตอนนี้ชีวิตนางถือว่าย่ำแย่ ไร้ที่พึ่งพิง ขนาดคนที่นางเชื่อมาตลอดว่าเป็นมารดายังทำร้ายนางได้อย่างเจ็บปวดแสนสาหัส แล้วนางจะยังเชื่อใจใครได้อีก ชีวิตข้างหน้าก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรต่อ
เมื่อนึกไปถึงอดีตมารดาและน้องสาวที่นางทั้งรักทั้งไว้ใจ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้นจนฉางมี่สัมผัสได้จึงพอเข้าใจสถานการณ์ของหญิงสาวตรงหน้า
"หากข้าสามารถช่วยเจ้าย้อนเวลาได้ เจ้าจะยินดีหรือไม่" ฉางมี่เสนอ ด้วยตบะของนางตอนนี้สามารถส่งเจ้าเยว่ซินและบุตรชายข้ามกาลเวลากลับไปยังอดีตได้แม้ต้องแลกกับการที่นางต้องยืดเวลาการบำเพ็ญเพียรเพิ่มอีกหลายปีก็ตาม แต่วิธีนี้จะสามารถช่วยให้หญิงสาวได้กลับไปแก้ไขอดีตและยังสามารถซ่อนอสรพิษน้อยได้อย่างแนบเนียนอีกด้วย
"ย้อนกลับไปยังอดีตหรือเจ้าคะ" เจ้าเยว่ซินตาลุกวาวอย่างมีความหวัง หากนางย้อนกลับไปได้นางจะสามารถเอาคืนสองแม่ลูกนั่นได้ แถมยังสามารถปกป้องเสี่ยวอี้ไม่ให้ถูกฆ่าตายได้ด้วย และแน่นอนจุดจบของนางจะต้องไม่ใช่การตกหน้าผาแล้วปล่อยให้พวกนั้นเสวยสุขกันอย่างทุกวันนี้
"ใช่ แต่ข้ายังมีเงื่อนไขอีกข้อ ซึ่งมันอาจจะทำให้เจ้าเจ็บปวดนิดหน่อย" ฉางมี่กล่าวด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ จ้าวเยว่ซินมองแล้วก็คิดได้ว่า ไอ้ที่บอกว่าเจ็บปวดนิดหน่อย คงจะเป็นเจ็บมาก ๆ เสียมากกว่า
"ข้าตกลง ขอแค่ข้าได้ย้อนกลับไป ต่อให้เจ็บเจียนตาย ข้าก็ยอม" จ้าวเยว่ซินตัดสินใจอย่างมุ่งมั่น โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อย ๆ หากนางปฏิเสธ ก็ไม่แน่ว่าชาตินี้นางจะมีโอกาสกลับไปแก้แค้นได้อีกหรือไม่
"ดี เจ้าเตรียมใจให้พร้อม ข้าจะให้เจ้าหลอมรวมกับลูกปราณอสรพิษ เมื่อหลอมรวมแล้วทั้งร่างกายและเลือดเนื้อของเจ้าจะมีพิษที่ร้ายแรงที่สุดของข้าไหลเวียนอยู่ จงใช้เลือดของเจ้าเลี้ยงดูลูกข้าให้เติบใหญ่ ส่วนผลประโยชน์ที่เจ้าจะได้รับคือภูมิปัญญาเรื่องพิษของเผ่าข้า และตัวเจ้าจะเรียกได้ว่าร้อยพิษมิอาจกล้ำกราย" หญิงสาวผู้เป็นผู้นำเผ่าอสรพิษสวรรค์อธิบาย
ลูกปราณอสรพิษนั้นก็คือลูกแก้วพลังปราณที่นางบำเพ็ญเพียรมาอย่างยาวนานจนสามารถหล่อหลอมขึ้นมาได้ ในนั้นอัดแน่นไปด้วยภูมิความรู้ที่นางได้รับการสืบทอดมาในเผ่า อีกทั้งยังเป็นแหล่งสะสมพิษและพลังของนางอีกด้วย
ถ้าเป็นอสรพิษสวรรค์ระดับล่างหากสูญเสียลูกปราณนี้ไปจะทำให้สูญเสียตบะทั้งหมด และกลายเป็นงูธรรมดา แต่ในตอนนี้ฉางมี่บรรลุเซียนแล้วหากเสียลูกปราณอสรพิษไป ก็เพียงทำให้นางอ่อนแอลงแต่ยังสามารถฟื้นฟูตบะและสร้างลูกปราณอสรพิษดวงใหม่ขึ้นมาได้
"ข้าพร้อมแล้วเจ้าค่ะ" จ้าวเยว่ซินเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมแล้วจึงเริ่มการหลอมรวมกับลูกปราณอสรพิษ ทันทีที่ลูกแก้วสีเขียวสุกใสที่อัดแน่นไปด้วยไอพิษลอยเข้าสู่กลางอกของนาง ร่างทั้งร่างของนางเหมือนถูกมดนับร้อยรุมกัดไปทั่วร่าง หญิงสาวได้แต่ดิ้นทุรนทุรายอย่างเจ็บปวด ร่างกายเหมือนกำลังถูกแยกเป็นเสี่ยง ๆ หรือไม่ก็ถูกบดขยี้จนแหลกเหลว
ฉางมี่เห็นดังนั้นจึงใช้พลังที่เหลือของนางแทรกซึมเข้าไปในร่างของจ้าวเยว่ซินเพื่อช่วยนางบรรเทาความเจ็บปวด และได้ส่งเสียงผ่านกระแสจิตบอกนางให้อดทน หากผ่านความเจ็บปวดนี้ไปได้ทุกอย่างก็จะสำเร็จ
ผ่านไปถึงหนึ่งชั่วยามกับความทรมานเจียนตาย ในที่สุดจ้าวเยว่ซินก็สงบลง สีหน้าของนางดูไม่ทรมานเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ฉางมี่จึงบอกให้นางทำสมาธิต่ออีกหนึ่งชั่วยามเพื่อให้ร่างกายและดวงจิตของนางปรับสมดุลพลัง
ตอนนี้ลูกปราณอสรพิษได้หลอมรวมกับดวงจิตของจ้วาเยว่ซินอย่างสมบูรณ์แล้ว ภูมิปัญญาเรื่องพิษทั้งหมดไหลเวียนเข้าสู่สมองของนางจนตอนนี้นางนับว่าเป็นผู้รอบรู้เรื่องพิษก็ว่าได้
"ฝากลูกข้าด้วย" ฉางมี่เอ่ยย้ำครั้งสุดท้าย ก่อนส่งลูกอสรพิษนามเสี่ยวป๋ายเลื้อยไปพันแขนจ้าวเยว่ซิน หลังจากนั้นทั้งสองก็กลายเป็นแสงสีเงินแล้วลอยหายไปในอากาศ
จ้าวเยว่ซินลืมตาขึ้นอีกครั้งบนเตียงที่นางใช้ตอนเด็ก นางลืมตาขึ้นช้าดวงตาทอประกายแสงสีทับทิมออกมาครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทดังเดิม
นางลุกจากเตียงมองสำรวจไปทั่วห้องพบว่านี่เป็นข้าวของเครื่องใช้ที่นางใช้ตอนหกเจ็ดขวบน่าจะได้ นางมองสำรวจร่างกายของตนที่กลายเป็นเด็กหญิงตัวน้อย ที่แขนข้างขวายังมีอสรพิษน้อยสีเงินเกี่ยวพันอยู่ ดวงตาสีแดงทับทิมยังจ้องมองมาที่นางและมองสำรวจไปทั่วห้องอย่างอยากรู้อยากเห็น
จ้างเยว่ซินในวัยเจ็ดขวบจ้องมองตนเองผ่านกระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ในห้อง มองดูนิ้วมือที่เรียวเล็กและเรียบเนียนเหมือนไม่เคยหยิบจับสิ่งใด เส้นผมสีดำสลวยที่ถูกดูแลอย่างดี ผิวพรรณขาวอมชมพูผุดผ่อง ต่างกับตอนที่ถูกเนรเทศไปที่ห่างไกลด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลอย่างสิ้นเชิง
"ข้ากลับมาแล้วจริง ๆ"
คู่หมั้น
ตลอดสามเดือนที่ได้กลับมาใช้ชีวิตในร่างของตนเองตอนเด็ก จ้าวเยว่ซินยังคงแสดงเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาได้อย่างแนบเนียน นางยังคงแสร้งทำเป็นว่าเชื่อฟังมารดาเหมือนเคย เมื่ออีกฝ่ายเสแสร้งมา นางก็เสแสร้งกลับ ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นเด็กทำให้นางหลอกลวงมารดาเลี้ยงได้อย่างไม่มีใครจับสังเกต
นอกจากนี้นางยังแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดกับบรรดาบ่าวไพร่ที่ทำอะไรไม่ได้อย่างใจนาง รวมทั้งยังทำนิสัยเอาแต่ใจอยู่เสมอเพื่อให้หลิวซูเจินตายใจ จะมีก็แต่สาวใช้คนสนิทที่นางไว้ใจอย่างเสี่ยวอี้เท่านั้นที่นางจะแสดงด้านที่อ่อนโยนให้เห็น
หลายวันก่อนนางยังแสร้งใช้ความโมโหร้ายบังหน้าสั่งลงโทษและขับไล่สาวใช้บางคนที่นางจับได้ว่าเป็นคนที่หลิวซูเจินส่งมาจับตาดูนางที่เรือนอีกด้วย เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลยก็ว่าได้ ทั้งได้ทำอะไรตามใจ ทั้งได้ตบตาศัตรู แถมยังกำจัดคนของมารดาจอมปลอมได้อีกด้วย
"ฮูหยินให้มาแจ้งว่าหากคุณหนูรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วให้ไปที่ศาลาริมบึง ช่วงบ่ายคุณชายฟ่านเสียนจะมาพบเจ้าค่ะคุณหนู" เสี่ยวอี้ที่กลับมาพร้อมถาดอาหารหลังจากไปแจ้งนายหญิงของตระกูลว่าจ้าวเยว่ซินไม่สบาย เมื่อได้รับการบอกกล่าวว่าคุณชายฟ่านเสียนจะมาจึงรีบแจ้งแก่คุณหนูของตน เพราะทุกครั้งคุณหนูจะยินดีอย่างมากหากได้พบคุณชายฟ่านผู้เป็นคู่หมั้นคู่หมาย
"บ่ายนี้เขาจะมาหรือ" จ้าวเยว่ซินพึมพำ เมื่อนึกไปถึงสามีในอดีตที่มักจะเย็นชากับนาง และสุดท้ายยังทำร้ายนางอยางเจ็บปวดแสนสาหัส
นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วหันไปกินอาหารเช้าที่เสี่ยวอี้ยกมาให้ต่อด้วยท่าทีเมินเฉย ไม่ได้ยินดียินร้าย หรือรู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบเขา
"คุณหนูไม่ดีใจหรือเจ้าคะ" เสี่ยวอี้เห็นคุณหนูของตนไม่มีท่าทีกระตือรือร้นเหมือนเคยจึงถามด้วยความแปลกใจ
"ดีใจสิ ทำไมจะไม่ดีใจล่ะ ก็เขาเป็นคู่หมั้นของข้านี่" จ้าวเยว่ซินตอบออกไป แต่ต่อท้ายในใจว่า 'คู่หมั้นที่ข้าจะไม่มีวันแต่งด้วยอีกเป็นอันขาดยังไงล่ะ'
หลังทานอาหารเสร็จจ้าวเยว่ซินคิดว่าอย่างไรก็ต้องพบกัน ไม่สู้ออกไปพบเขาวันนี้ให้จบ ๆ ไปดีกว่า ไม่ว่าตอนนี้นางจะรังเกียจเขาเพียงใด นางก็ยังต้องแสดงเป็นรักเขาไปก่อน เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่เคยเป็น นางจะได้วางแผนรับมือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไม่ผิดพลาด
"เสี่ยวอี้ ให้บ่าวเตรียมน้ำให้ข้าด้วย ข้าจะอาบน้ำแต่งตัวไปพบคุณชายฟ่าน" จ้าวเยว่ซินสั่งการ เสี่ยวอี้ไม่รอช้า สั่งให้สาวใช้อีกสองคนที่ประจำที่เรือนมู่ตานแห่งนี้เตรียมน้ำอุ่น ส่วนตนเองรีบไปเตรียมชุดที่งดงามที่สุด และมาปรนนิบัติคุณหนูอาบน้ำแต่งตัว
บ่ายวันนั้นที่ศาลาริมบึง ฟ่านเสียนในวัยสิบขวบรูปร่างสมส่วน ผิวขาวเนียนตามแบบฉบับคุณชาย ใบหน้าคมสัน คิ้วเรียวดุจกระบี่ ฉายแววหล่อเหลาออกมาแต่เด็ก แต่ใบหน้าที่หล่อเหลานั้นกลับกำลังแสดงอารมณ์หงุดหงิด ทุกครั้งที่เขาไปที่ใดไม่เคยมีใครให้เขาต้องมายืนรอ แต่สตรีที่น่ารำคาญผู้นั้นกลับกล้าให้เขาต้องรอเช่นนี้ ช่างน่าตายนัก
แท้จริงจ้าวเยว่ซินแต่งตัวเสร็จนานแล้ว แต่นางกลับทำเพียงนั่งจิบชาประวิงเวลาไม่ยอมออกไปพบอีกฝ่ายเสียที
"คุณหนู คุณชายฟ่านมาถึงแล้วนะเจ้าคะ ไม่รีบไปหรือเจ้าคะ" เสี่ยวอี้ที่รินชาถ้วยที่สองให้เจ้านายตนเอ่ยเตือน
"รออีกหน่อยเถอะ อย่าเพิ่งเข้าไปขัดเรื่องดี ๆ ของผู้อื่นเลย" จ้าวเยว่ซินกล่าวอย่างเรียบนิ่งแล้วจิบชาต่ออย่างไม่รีบร้อน เสี่ยวอี้แม้จะไม่เข้าใจสิ่งที่เจ้านายพูด แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก เพราะเกรงคุณหนูจะอารมณ์เสียเอาได้
จ้าวเยว่ซินยังจำเรื่องราววันนี้ได้ดี ครั้งนั้นนางมัวแต่แต่งตัวเพื่อที่จะได้งดงามที่สุดในสายตาเขา ทำให้นางไปพบเขาช้าเช่นครั้งนี้ เมื่อไปถึงจึงได้เห็นน้องสาวที่รักกำลังพูดคุยกับคู่หมั้นของนางอย่างถูกคอ แต่ตอนนั้นนางเชื่อใจน้องสาวมากจึงไม่ได้คิดอะไร แต่ครั้งนี้นางรู้แล้วในเมื่อพวกเขามีใจให้กันนางก็จะไม่ไปขัดขวาง อีกทั้งจะส่งเสริมอีกด้วย
ด้านคุณชายฟ่านที่เห็นว่านานแล้วอีกฝ่ายยังไม่มา เริ่มไม่พอใจจึงคิดจะกลับ แต่เมื่อหันหลังจะเดินออกมาจากศาลาไม่ทันระวังทำให้ชนเข้ากับร่างของเด็กหญิงอีกคนที่สวมอาภรณ์สีชมพูอ่อนหวาน ด้วยสัญชาตญาณที่ถูกฝึกมาเขาจึงรีบคว้าร่างของนางไว้ ก่อนที่นางจะล้มลงไป สตรีตัวน้อยวัยหกขวบจึงตกอยู่ในอ้อมแขนของเขาทันที
ทั้งสองมองสบตากัน ต่างก็เกิดความชื่นชอบต่อรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายทันที แม้จะเป็นความชอบแบบเด็ก ๆ แต่ความประทับใจต่อกันในครั้งนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความรักเมื่อทั้งสองเติบโตขึ้น
"ขออภัยคุณหนู เจ้าเจ็บหรือไม่" ฟ่านเสียพยุงให้เด็กหญิงยืนอย่างมั่นคงและเอ่ยขอโทษ เขามองสำรวจเด็กหญิงตรงหน้า ทั้ง ๆ ที่เขาเคยมาที่นี่สองสามครั้งแต่เพิ่งจะเคยพบนางเป็นครั้งแรก คงเพราะที่ผ่านมาจ้าวเยว่ซินเอาแต่ตามติดจนเขารำคาญแล้วรีบกลับทุกครั้ง จึงไม่ทันได้สังเกตเห็นเด็กคนนี้ 'ช่วงน่ารักน่าทะนุถนอมเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบก็ไม่ปาน'
"ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ" เด็กหญิงเขินอายตอบกลับเสียงเบา
"ข้าชื่อฟ่านเสียนแล้วเจ้าเล่า" ฟ่านเสียนต้องการทำความรู้จักกับคนตรงหน้า
"ข้ามีนามว่าจ้าวเหมยอิงเจ้าค่ะ" เด็กหญิงแนะนำตัว
"คุณหนูรองตระกูลจ้าวนั่นเอง" ฟ่านเสียนเคยได้ยินชื่อของนางแต่เพิ่งเคยพบกันวันนี้
ทั้งสองคนเริ่มทำความรู้จักกัน และนั่งเล่นพูดคุยกันที่ศาลาริมบึงอย่างถูกคอ จ้าวเยว่ซินที่เดินมาใกล้ถึงแล้ว มองไปเห็นทั้งคู่กำลังคุยกันอย่างมีความสุข จึงจงใจหยุดเดินเพื่อชมต้นไม้ดอกไม้ในสวนต่ออีกสักพัก เพื่อให้ทั้งคู่ได้สานสัมพันธ์กันต่ออีกหน่อย
ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ทั้งสองได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำให้เกิดความผูกพันและเปลี่ยนเป็นความรัก ฟ่านเสียนจะได้ตัดสินใจยกเลิกหมั้นหมายกับนางได้ง่ายขึ้น ซึ่งการจะยกเลิกการหมั้นหมายครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันคือคำสัญญาของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย อีกทั้งยังเป็นสมรสพระราชทาน การที่นางจะเดินไปบอกว่าจะขอถอนหมั้นนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย
ฉะนั้นจึงต้องทำให้เป็นฝ่ายฟ่านเสียนที่ต้องการดิ้นรนถอนหมั้นไปเอง หากเขามีใจรักน้องสาวของนางมากพอ คงไม่ต้องการให้นางเป็นแค่อนุเหมือนในชาติก่อน เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้แต่งจ้าวเหมยอิงเป็นฮูหยินเอกอย่างแน่นอน
นางก็แค่ต้องระมัดระวังตัวและผลักดันพวกเขาสองคนก็เท่านั้น ส่วนการแก้แค้นนั้น แน่นอนว่าต้องทำเช่นกัน
แท้จริงแล้วในวันนี้ที่ทั้งสองได้พบกันนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ จ้าวเหมยอิงนั้นรู้นานแล้วว่าฟ่านเสียคือคู่หมั้นของพี่สาว นางแอบมองพวกเขาอยู่ด้วยกันหลายครั้ง แต่ยังไม่มีโอกาสเข้าไปทำความรู้จัก เพราะทุกครั้งฟ่านเสียนจะมาเพียงครู่เดียวแล้วหาเรื่องรีบกลับ จ้าวเหมยอิงแม้จะยังเด็กแต่กลับมีจิตใจที่ริษยาไม่น้อย นางอิจฉาและต้องการแย่งชิงทุกอย่างที่เป็นของพี่สาว รวมถึงคู่หมั้นผู้นี้ด้วย เมื่อสบโอกาสนางจึงแสร้งเดินมาชนเขาจึงเกิดเหตุการณ์เมื่อครู่ที่ดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจขึ้น
ถึงเวลาอันสมควรแล้วจ้าวเยว่ซินจึงเลิกชมนกชมไม้แล้วเดินยิ้มแป้นไปที่ศาลา จงใจเข้าไปนั่งแทรกกลางระหว่างทั้งสองคน เพื่อแยกทั้งคู่ออกจากกัน
"ท่านพี่ฟ่านเสียน รอนานหรือไม่เจ้าคะ" จ้าวเหมยอิงเข้าไปเกาะแขนฟ่านเสียน ทำเสียงหวานเอ่ยถามเขา
"ไม่นานหรอก พอดีมีอิงเอ๋อร์นั่งคุยเป็นเพื่อนน่ะ" ฟ่านเสียแกะมือนางออกและเอ่ยชื่อจ้าวเหมยอิงอย่างสนิทสนม
"โอ้ อิงเอ๋อร์ ขอบใจเจ้ามากนะที่ช่วยคุยเป็นเพื่อนคู่หมั้นของพี่สาว" จ้าวเยว่ซินหันไปยิ้มให้น้องสาวแล้วเอ่ยขอบคุณ แต่กลับย้ำเตือนอีกฝ่ายว่าบุรุษผู้นี้มีฐานะเช่นไร
"พอดีข้าบังเอิญเดินผ่านมา แล้วถูกท่านพี่ฟ่านเสียนช่วยไว้ไม่ให้ล้ม เลยได้พูดคุยกันนิดหน่อยน่ะเจ้าค่ะพี่หญิง" จ้าวเหมยอิงรีบอธิบายเพื่อไม่ให้พี่สาวเข้าใจผิด แต่ในใจยิ่งลุกไหม้ด้วยเพลิงริษยา นางจะต้องแย่งเขามาเป็นของนางให้ได้ ยิ่งพี่สาวหวงมากเท่าไรนางยิ่งต้องได้มาครอบครอง
"เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน" ฟ่านเสียนไม่อยากเสวนากับคู่หมั้นผู้น่ารำคาญของเขาให้มากความ จึงรีบขอตัวกลับ ที่เขาต้องมาพบนางบ่อย ๆ นั้นล้วนถูกท่านพ่อบังคับมาทั้งนั้น เขาจึงแค่ต้องพบนางให้จบ ๆ ไป แล้วรีบชิ่งหนี
"จะกลับแล้วหรือเจ้าคะ เรายังไม่ได้คุยกันเลยนะ ท่านพี่จะกลับได้ยังไง" จ้าวเยว่ซินถามอย่างไม่พอใจ แสดงนิสัยเอาแต่ใจตัวเองออกมาเหมือนอย่างเคย เมื่อก่อนนางไม่รู้ตัวเลยว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้คนอื่นไม่ชอบใจ แต่ตอนนี้นางรู้แล้ว แต่ก็ยังตั้งใจทำเพื่อให้เขาเกลียดนาง
"ข้ามารอเจ้าตั้งนาน แต่เจ้าไม่มาพบข้าเองจะให้ข้าทำอย่างไร นี่ถึงเวลาที่ข้าต้องกลับแล้ว เจ้าก็เลิกโวยวายเสียที" ฟ่านเสียนกล่าวตำหนินาง และยืนยันที่จะกลับ
"ก็ได้เจ้าค่ะ งั้นข้าจะไปส่งท่าน" จ้าวเยว่ซินยอมสงบลง แต่ไม่ยอมปล่อยเขาง่าย ๆ นางเดินไปเกาะแขนเขาแล้วตามไปส่งถึงรถม้า ไม่สนใจธรรมเนียมว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดเลยสักนิด ในจวนไม่มีผู้ใดกล้าตำหนินาง เพราะหลิวซูเจินคอยให้ท้าย ตอนนี้ประมุขของจวนอย่างแม่ทัพจ้าว ไปรบอยู่ชายแดนหลายปี อำนาจทั้งหมดจึงเป็นของฮูหยินใหญ่อย่างหลิวซูเจินเพียงผู้เดียว
ฟ่านเสียจำต้องเดินไปกับนางอย่างช่วยไม่ได้ ทิ้งให้จ้าวเหมยอิงมองตามอย่างเจ็บใจ และในที่สุดเขาก็ขึ้นรถม้าออกไปด้วยท่าทีรำคาญใจ
"เสี่ยวอี้ เตรียมน้ำให้ข้าด้วย ข้าจะอาบน้ำ" หลังจากที่เด็กหนุ่มจากไปแล้ว จ้าวเยว่ซินรีบกลับเรือนทันที สั่งให้เสี่ยวอี้เตรียมน้ำให้นางอาบใหม่
"คุณหนูเพิ่งอาบไปไม่นานนะเจ้าคะ" เสี่ยวอี้ไม่เข้าใจ คุณหนูของนางเพิ่งจะอาบน้ำก่อนออกไปพบคุณชายฟ่านเพียงไม่นาน นี่กลับต้องการอาบน้ำอีกแล้ว
"ข้าร้อน" นางตอบสั้น ๆ เพราะไม่อยากอธิบายอะไรมาก แต่แท้จริงแล้วเป็นเพราะนางขยะแขยงที่ต้องไปใกล้ชิดบุรุษผู้นั้นต่างหาก จึงอยากจะอาบน้ำเพื่อล้างเสนียดออกจากตัว
ขณะที่แช่นะอ่างน้ำอุ่นที่สาวให้เตรียมไว้ให้ จ้าวเยว่ซินไม่ให้เสี่ยวอี้อยู่ปรนนิบัติ เมื่ออยู่ลำพังนางขัดถูที่แขนตัวเองอย่างรังเกียจ ที่ก่อนหน้านี้ต้องเกาะแกะแนบชิดกับเขา เมื่อขัดถูจนพอใจจึงแล้วจึงแช่น้ำต่อพลางนึกถึงอดีตที่ผ่านมา