กองทุนน้ำมันติดลบแสนล้าน งัดกฎหมายคุมค่าการตลาดเบนซิน
อัพเดตล่าสุด 4 ตุลาคม 2566 เวลา 11.47 น.
นโยบายลดราคาพลังงานทันทีทำกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอ่วมหนักจ่อติดลบ 100,000 ล้านบาท หลังราคาดีเซลตลาดโลกขยับขึ้น สกนช.จำเป็นต้องกู้เงินจากแบงก์ “ออมสิน-กรุงไทย-กรุงเทพ” อีก 50,333 ล้านบาท ขยายเวลาใช้หนี้ 5 ปี เสนอรัฐบาลดูแลราคาน้ำมันปีหน้าขยายเงินกู้รอบใหม่ ลดภาษีสรรพสามิต หรือขยับกรอบตรึงดีเซลสูงขึ้น “พีระพันธุ์” งัดกฎหมายคุมค่าการตลาดน้ำมันเบนซิน
จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ให้ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงประมาณ 2.50 บาทต่อลิตร (มีผลตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.-31 ธ.ค 2566) เพื่อที่จะส่งผลให้น้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศลดลงไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ควบคู่ไปกับการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องจ่ายเงินอุดหนุนอยู่ระหว่างลิตรละ 2-8 บาทภายใต้นโยบายลดราคาพลังงานทันทีตามที่ได้หาเสียงกันเอาไว้นั้นปรากฏ
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นจากที่ประมาณการการลดภาษีสรรพสามิตในช่วงนั้นอยู่ที่ 87.27 เหรียญ/บาร์เรล แต่ในปัจจุบันราคาน้ำมันดิบได้ขยับขึ้นมาถึง 92.94 เหรียญ/บาร์เรล (ดิบดูไบ) ในขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลตลาดสิงคโปร์อยู่ที่ 125 เหรียญ/บาร์เรล
ด้านสถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ใช้อุดหนุนราคาพลังงานในประเทศก็ไม่ดีนัก จากเทอมเงินกู้ที่มีการออกพระราชกำหนดผ่อนผันให้ กระทรวงการคลัง ค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 ที่วางกรอบไว้ 150,000 ล้านบาท ก็กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 5 ตุลาคม 2566
ล่าสุด สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้ทยอยกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินไปแล้วรวม 105,333 ล้านบาท โดยปัจจุบัน สกนช.เบิกเงินกู้ยืมแล้ว 55,000 ล้านบาท และมีทำสัญญากู้เพิ่มอีก 50,333 ล้านบาท ยังคงเหลือวงเงินกู้ที่ยังไม่ได้กู้อีก 44,667 ล้านบาท
กู้เพิ่ม 50,333 ล้านสนองนโยบายรัฐ
นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กล่าวว่า ขณะนี้ สกนช.ได้ทำสัญญาเงินกู้ 50,333 ล้านบาท จากสถาบันการเงิน 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกรุงเทพ มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3% จากเดิมที่กองทุนน้ำมันฯได้กู้เงินมาแล้ว 55,000 ล้านบาท เพื่อมาใช้ในการดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ
โดยการทำสัญญากู้เงินครั้งนี้ยังไม่ถึงกรอบตามที่ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 วงเงิน 150,000 ล้านบาท หรือเหลืออีกประมาณ 40,000 ล้านบาท
สำหรับแผนการใช้เงินกู้หลังจากนี้ สกนช.จะทยอยเบิกเงินงวดละ 5,000 ล้านบาท เพื่อนำออกมา “ชดเชย” ช่วยเหลือราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ในระดับ 30 บาท/ลิตร ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2566 คิดเป็นการชดเชยเฉลี่ย 6-8 บาท/ลิตร ซึ่งจะใช้เงินประมาณ 10,000-12,000 ล้านบาท/เดือน โดยระดับราคาดีเซลเดือนกันยายนถึงสิงหาคม 2566 เฉลี่ยอยู่ที่ 116.72 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ราคาดีเซลสำเร็จรูปในตลาดโลกเฉลี่ย 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) 2566 ยังคงอยู่ที่ 103.69 เหรียญ/บาร์เรล
“แนวโน้มราคาดีเซลตอนแรก เราแถลงว่า ปี’66 จะไม่ร้อนแรงเหมือนปี 2565 แต่ล่าสุดปรับขึ้นมาอยู่ที่ 125 เหรียญ/บาร์เรล สะท้อนถึงความร้อนแรงของราคา ประกอบกับยังมีตัวแปรต่าง ๆ ที่จะต้องติดตามอีก 3-4 เรื่องในช่วงไตรมาส 4 นี้ด้วย ทั้งเรื่องของค่าเงินเหรียญสหรัฐ อัตราดอกเบี้ยจากการปรับขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) การขยายตัวเศรษฐกิจจีนที่เป็นประเทศผู้ใช้พลังงานสูง การประชุมกลุ่มโอเปกและโอเปก พลัส ในวันที่ 4 ตุลาคมจะมีปรับลดกำลังการผลิตต่อเนื่องหรือไม่ และค่าเงินบาทไทย ซึ่งปัจจุบันอ่อนค่ามาอยู่ที่ 37 บาท/เหรียญ ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลที่นำเข้ามีความผันผวน” นายวิศักดิ์กล่าว
ดีเซล 130 เหรียญกองทุนติดลบแสนล้าน
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปในตลาดโลกปรับขึ้นไปเฉลี่ย 130 เหรียญ/บาร์เรล สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคาดการณ์ว่า ในปีนี้กองทุนน้ำมันฯมีโอกาสจะติดลบถึง -90,000-100,000 ล้านบาท แต่ก็ยัง “ต่ำกว่า” ภาพรวมกองทุนน้ำมันฯในปี 2565 ที่เคยติดลบถึง -130,000 ล้านบาท เนื่องจากในขณะนั้นราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นไปสูงถึง 176 เหรียญ/บาร์เรล
“ปี 2566 ก่อนหน้านี้กองทุนน้ำมันฯติดลบอยู่ที่ -49,000 ล้านบาท และเคยเก็บเงินเข้ากองทุนได้ แต่ภายหลังจากการเลือกตั้งมีการปรับเปลี่ยนนโยบายด้วยการนำภาษีสรรพสามิตที่คืนไป 5 บาท ทำให้สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯลดลง และยังมีการสนับสนุนเรื่องการตรึงราคาดีเซลจาก 32 บาทต่อลิตร เป็น 30 บาทต่อลิตร ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2566 ขณะเดียวกันก็ยังตรึงราคาก๊าซหุงต้ม LPG อยู่ที่ถังละ 423 บาท ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้ขณะนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบกว่า -65,000 ล้านบาท”
ทั้งนี้ ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สุทธิ ณ วันที่ 1 ต.ค. 2566 ติดลบอยู่ที่ -65,732 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันติดลบ -20,806 ล้านบาท บัญชีก๊าซ LPG ติดลบ -44,926 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ผลจากการกู้เงินของ สกนช.ในรอบใหม่ที่ 50,333 ล้านบาทนั้น จะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถบริหารจัดการราคาพลังงานต่อไปได้ไปจนถึงสิ้นปี 2566 แต่หลังจากนี้จะต้องมีการเตรียมแผนบริหารจัดการในเรื่องของการดูแลราคาน้ำมันในปี 2567 ต่อไป
โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปในตลาดโลกจะเฉลี่ยอยู่ที่ 115-130 เหรียญ/บาร์เรล จากปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกและโอเปกพลัส อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐยังคงทรงตัวสูง ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดย สกนช.เตรียมจัดทำแนวทางการดูแลเพื่อเสนอสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ภายในเดือนพฤศจิกายน 2566
“ซีนาริโอในการดูแลราคาน้ำมันปี 2567 จะสรุปให้ได้ภายใน พ.ย. มีหลายแนวทางคล้ายกับที่เคยดำเนินการในช่วงปี 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนั้นเราเคยตรึงราคาน้ำมันที่ 35 บาท โดยเข้าไปชดเชยให้ลิตรละ 14 บาท ตอนนั้นราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกปรับสูงขึ้นมาก แต่ตอนนี้ยังไม่สูงเท่ากับระดับปี 2565 แต่หากต้องเพิ่มการชดเชยจาก 8 บาท ไปจนถึง 10 บาทต่อลิตร ก็ยังพอรับได้”
ถกคลังเรื่องหนี้สาธารณะ
สำหรับแนวทางที่จะดูแลราคาน้ำมันปี 2567 อาจจะ 1) การขอวงเงินกู้เพิ่มจากกระทรวงการคลัง เนื่องจากกรอบกู้เดิม 150,000 ล้านบาท พ.ร.ก.จะสิ้นสุด 5 ต.ค.นี้ 2) การปรับกรอบการตรึงราคาดีเซลจากปัจจุบันอยู่ที่ 30 บาท/ลิตร ให้ขึ้นไปให้สอดรับการราคาตลาดโลก 3) การลดภาษีเรื่องภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และ 4) การกำหนดมาตรการช่วยเหลือแบ่งเป็นรายเฉพาะกลุ่ม
“ทุกอย่างจะต้องกลับไป set zero กันใหม่ เรามีแผน 1 แผน 2 เพราะรัฐบาลให้ตรึงราคาดีเซล 30 บาท/ลิตร ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2566 แน่นอนว่าจะมีการหารือกับกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะ หาก สกนช.จะต้องมีการกู้เงินเพิ่ม ซึ่งในปี 2565 เราก็ขยายกรอบเงินกู้โดยใช้มาตรา 26 วรรค 3 จากเดิมที่กู้ได้ 20,000 ล้าน ก็ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาจนทำให้ขยายกรอบเป็น 150,000 ล้านบาท แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับระดับนโยบายตัดสินใจ” นายวิศักดิ์กล่าว
ล่าสุดมีรายงานข่าวเข้ามาว่า การขอวงเงินกู้เพิ่มจะติดเพดานหนี้สาธารณะที่ไม่น่าจะขยายได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นหากรัฐบาลยังคงยืนยันที่จะใช้นโยบายลดราคาน้ำมันดีเซล หลังวันที่ 1 มกราคม 2567 ต่อไป วิธีที่จะเป็นไปได้ก็คือ การลดภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นจนเต็ม 5 บาท/ลิตร หรือการขยายเพดานราคาน้ำมันดีเซลให้สูงกว่า 30 บาท/ลิตร ในขณะที่ฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเองก็จะไม่มีความสามารถในการก่อหนี้ได้อีก
แผนคืนหนี้เงินกู้ 5 ปี
ต่อประเด็นที่ว่า หากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องติดลบในปีนี้ถึง 90,000-100,000 ล้านบาทแล้ว แนวทางจ่ายคืนเงินกู้จะทำอย่างไร นายวิศักดิ์อธิบายว่า สถานะของเงินหมุนเวียนของกองทุน ณ ปัจจุบันมีเงินไหลเข้ากองทุนวันละ 153.54 ล้านบาท และมีเงินไหลออกวันละ 573.48 ล้านบาท เท่ากับหักลบแล้ว เงินกองทุนเน็ตจะติดลบอยู่ที่ -419.94 ล้านบาท
ขณะที่การใช้คืนเงินกู้เวลา 5 ปี โดยในช่วง 2 ปีแรกของการกู้จะเป็นช่วงเกรตพีเรียดให้จ่ายเฉพาะ “ดอกเบี้ย” จะแบ่งเป็น การใช้ในส่วนของดอกเบี้ยที่จะเริ่มใช้คืนเดือนละ 160-170 ล้านบาท หรือสูงสุดประมาณ 200-240 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับการใช้เงินกู้ในแต่ละลอตว่า จะเบิกมาเท่าไร แต่ในส่วนของเงินต้นจะเริ่มชำระคืนหนี้กู้ก้อนแรกในเดือนพฤศจิกายน 2567 เป็นเงิน 30,000 ล้านบาท
“กรณีที่เงินไหลเข้ากองทุนเพียงแค่วันละ 153 ล้านบาท ซึ่งยังไม่เพียงพอกับการจ่ายดอกเบี้ยที่เดือนละ 160-170 ล้านบาทนั้นมองว่า ประเด็นนี้ทางกองทุนยังสามารถบริหารจัดการได้ เพราะยังมีเงินส่วนอื่นที่จะเข้ามาช่วยและมั่นใจว่าสถานะของกองทุนจะไม่ทำให้กองทุนเป็น NPL แน่นอน
เพราะจากในปี 2565 ที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเคยติดลบ -130,000 ล้านบาทมาแล้ว แต่เมื่อระดับราคาน้ำมันลดลงก็สามารถดึงเงินกลับเข้ากองทุนและใช้หนี้ได้เร็วขึ้น” นายวิศักดิ์กล่าว
ใช้ กม.คุมค่าการตลาดน้ำมัน
ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ได้หารือถึงแนวทางในการดูแลแก้ปัญหา “ค่าการตลาดน้ำมัน” ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการปรับลดราคาน้ำมันเบนซินลดลงได้ โดยจากนี้ไปจะดำเนินการแก้ไขกฎหมายเพื่อกำกับดูแลค่าการตลาดให้เป็นไปตามที่ กระทรวงพลังงาน กำหนด ไม่ว่าจะอัตราเท่าไรก็ตาม ซึ่งการแก้ไขกฎหมายอาจจะมีการกำหนดบทลงโทษด้วย เพราะน้ำมันเป็นสินค้าการเมือง มีผลต่อความมั่นคง หากผู้ใดไม่ปฏิบัติก็ต้องมีบทลงโทษ
“ขณะนี้ค่าการตลาดทุกอย่างถูกกำหนดอยู่ที่ไม่เกินลิตรละ 2 บาท แต่ประเด็นก็คือ จะกำกับดูแลอย่างไรให้ปฏิบัติตาม จากเดิมที่เป็นลักษณะขอความร่วมมือ แต่เมื่อราคาน้ำมันดิบลดลงในส่วนของราคาขายดีเซลลดลง แต่ราคาเบนซินสูงขึ้นไป 4-6 บาท จากค่าการตลาดน้ำมันที่สูงเกินกว่าที่กระทรวงกำหนดไว้ 2 บาท
โดยทาง สนพ.รายงานว่า ได้คำนวณค่าการตลาดจากพื้นฐานข้อมูลต่าง ๆ ที่ถูกต้องแล้วคิดว่า ควรอยู่ที่ประมาณ 2 บาท/ลิตร แต่ผู้ประกอบการกำหนดค่าการตลาดสูงกว่า” นายพีระพันธุ์กล่าว
ส่วนการที่เอกชนมีข้อโต้แย้งเรื่อง “สูตรการคำนวณ” ค่าการตลาดที่แตกต่างกันระหว่างเอกชน และ สนพ.นั้น เป็นหน้าที่เอกชนต้องเอาข้อมูลมาหารือกับเราว่า ต้นทุน เขาเป็นเท่าไร เพื่อที่เราจะปรับได้ แต่เอกชนกลับไม่ยอมเปิดเผยและบอกว่า เป็นความลับทางการค้า เมื่อกระทรวงขอดูรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ และมาบอกว่าที่ สนพ.คำนวณ ไม่ถูกต้องตรงกัน ดังนั้นจึงต้องมาหารือในวันนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไรและอาจจะต้องแก้กฎหมาย
“ประเด็นการเข้าไปดูแลค่าการตลาดน้ำมันจะไม่ไปกระทบต่อกลไกตลาดเสรีของการขายน้ำมัน ไม่กระทบอะไรขนาดนั้น อย่าไปเชื่อมากเลย นักธุรกิจนักลงทุน ถ้าไม่มีกำไรเค้าไม่ทำหรอก ถ้ายังทำอยู่ก็แปลว่า ยังมีกำไร” นายพีระพันธุ์กล่าว
ทั้งนี้ ค่าการตลาดน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2566 แก๊สโซฮอล์ 95 E10 อยู่ที่ 3.4506 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.6546 บาท/ลิตร, E20 อยู่ที่ 3.7406 บาท/ลิตร และ E85 อยู่ที่ 4.0714 บาท/ลิตร ซึ่งจัดว่า สูงมาก ส่วนความคืบหน้าของการปรับลดราคาค่าไฟงวด 3 เหลือ 3.99 บาท/หน่วยนั้น ได้ประกาศไปหมดแล้ว ใครไม่ทำตามก็จะมีความผิดตามกฎหมาย “ปตท. และ กฟผ. ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องทำตามมติ ครม. ซึ่งไม่มีปัญหา กฟผ.ก็ยืดเวลาจ่ายหนี้ออกไป”