โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

โลกไม่เหมือนเดิม ความยั่งยืน 2024 เทรนด์เปลี่ยนธุรกิจ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ก.ย 2566 เวลา 01.33 น. • เผยแพร่ 21 ก.ย 2566 เวลา 00.48 น.

“ความยั่งยืน” เป็นเทรนด์มาแรงที่สุดในขณะนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคกำลังให้ความสำคัญ ขณะที่ภาคธุรกิจจากอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องปรับตัวไปตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ผ่านมา มีงานอีเวนต์ใหญ่ชื่อว่า “Sustrends 2024” คืองานสัมมนาว่าด้วยเทรนด์ความยั่งยืนที่กำลังเปลี่ยนโลก จัดโดย The Cloud และองค์กรด้านความยั่งยืนทั้งจากภาครัฐ เอกชน ประชาชน รวมถึงเยาวชน รวมแล้วกว่า 20 องค์กร และมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 20 ท่าน มาร่วมนำเสนอเทรนด์การทำงานด้านความยั่งยืนในอนาคต ณ พิพิธภัณฑ์สวนเบญจกิติ

ภายในงานมีการนำเสนอเทรนด์ความยั่งยืนหลากหลายมิติ ทั้งเรื่่องการท่องเที่ยว อาหาร พลังงาน ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนเรื่องสุขภาพ การใช้ชีวิต ฯลฯ

โอกาสธุรกิจสู่ความยั่งยืน

“ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ” ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UN Global Compact Network Thailand) กล่าวว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนคือการพัฒนาที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนในยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้ความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นหลังลดน้อยลง

คำถามวันนี้คือธุรกิจที่เราทำสามารถตอบสนองความต้องการของคนยุคปัจจุบัน และคนรุ่นหลังต่อไปเรื่อย ๆ ได้อย่างไร เนื่องจากทุกการทำธุรกิจเราใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาล และทรัพยากรนั้นไม่สามารถคงอยู่ได้เหมือนเดิมตลอดไป

“ทรัพยากรมีวันเสื่อมโทรม จะเห็นจากปรากฏการณ์ทะเลเป็นกรด น้ำแข็งละลาย ฝนตกพายุถล่ม สภาพอากาศที่ร้อนจัด เกิดภัยแล้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหาร ต้นไม้ พืชพันธุ์ต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไป ผลผลิตทางการเกษตรอาจน้อยลง ถ้าหนักสุดอาจถึงขั้นไม่ออกผลผลิตเลย”

“ดร.ธันยพร” กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นวิกฤตโลกร้อนยังส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว และบริการในทุกมิติเช่นกัน ยกตัวอย่าง บางพื้นที่การใช้น้ำของนักท่องเที่ยวต่อคน ปริมาณมากกว่าคนท้องถิ่นถึง 8 เท่า ส่วนพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น โดยเฉพาะโซนทะเลจะทำให้แนวปะการังถูกทำลายไปมากกว่าปกติ 3 เท่า กอปรกับแต่ละปีประมาณ 18% ของอาหารที่ถูกนำเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการกลายเป็นขยะ สิ่งเหล่านี้เป็นผลกระทบบางส่วนเท่านั้น

“ดังนั้น สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องทำอย่างแท้จริงเพื่อสนับสนุนสู่เป้าหมายพัฒนายั่งยืน คือลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ โรงแรมอาจจะทำได้ แต่ถ้าเป็นภาคขนส่งอาจจะยากหน่อย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเดินทาง ถ้าเป็นท่องเที่ยวทางไกลมีการใช้เครื่องบิน ตอนนี้ยังไม่ได้มีการใช้เชื้อเพลิงสะอาดอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมการบินเท่าไหร่นัก

แต่สิ่งที่ดิฉันเห็นในภาคการท่องเที่ยวตอนนี้คือ เทรนด์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เริ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับสัดส่วนของนักท่องเที่ยวที่แสวงหาการพักผ่อนหย่อนใจด้วยการสัมผัสกับธรรมชาติ เพื่อต้องการลดผลกระทบต่อธรรมชาติให้มากที่สุดก็เริ่มเห็นแนวโน้มมากขึ้น”

ดังนั้น ถ้าภาคการท่องเที่ยวไทยจะสนับสนุนเรื่องความยั่งยืน เป้าหมายจะไม่ใช่แค่การลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ต้องร่วมมือกับพันธมิตรหลายภาคส่วนช่วยกันเน้นให้เกิดท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่าเน้นปริมาณเข้าประเทศ

อย่างตอนนี้ World Bank และ International Finance Corporation (IFC) มีทุนสนับสนุนภายใต้โครงการที่ชื่อว่า Better Hospitality Initiaive สำหรับธุรกิจที่ออกแบบการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนให้กับประเทศกำลังพัฒนา ตรงนี้จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยด้วย

เนื่องจาก Sustainable Hospitality Alliance (SHA) ประกอบด้วย 50,000 กว่าโรงแรมทั่วโลกกำลังสนใจ และพยายามเปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยจึงควรรีบปรับตัว รวมถึงหาพันธมิตรเพื่อให้ได้รับการการันตีเรื่องความยั่งยืนจาก SHA ด้วยฉลากเขียว ไม่เช่นนั้นอาจตกเทรนด์ได้ง่าย

ความยั่งยืนคือบริหารความเสี่ยง

“ดร.ศรพล ตุลยเสถียร” หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า มุมมองที่มีต่อความยั่งยืนเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน จากที่เคยเป็นสิ่งที่ “ทำก็ดี” กลายเป็นสิ่งที่ “ต้องทำ” เพราะการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐเข้มงวดขึ้น แต่เทรนด์ที่เราจะเห็นในปี 2024 คือความยั่งยืนกลายเป็นสิ่งที่หลายธุรกิจ “อยากจะทำ” เพราะประโยชน์ที่ได้นั้นจะตกอยู่ที่คนในสังคมโลก และผลกำไรของบริษัทเอง

“ในมุมของฝั่งนักลงทุนแต่เดิมมองว่าบริษัทที่ลงทุนกับความยั่งยืนมีต้นทุนสูงกว่า และผลตอบแทนต่ำกว่าบริษัทอื่น แต่ในปี 2024 บริษัทที่ลงทุนกับความยั่งยืนจะถูกมองว่ามีการบริหารความเสี่ยงและลดโอกาสถูกฟ้องจากประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืน

ฉะนั้น เราจะเห็นกองทุนจำนวนมากหันมาลงทุนในหุ้นยั่งยืน ปัจจุบันมีกองทุนเกี่ยวกับการลงทุนด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จาก 10 ปีที่แล้วมีแค่ 2 กองทุน ปัจจุบันมีมากกว่า 80 กองทุน สินทรัพย์บริหารรวมกว่า 5 หมื่นล้านบาท และกำลังจะขยายขึ้นเรื่อย ๆ

ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนต้องการคือข้อมูล และคนวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพิสูจน์ให้นักลงทุนเห็นถึงการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ตรงนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น และเป็นแรงจูงใจให้บริษัท และนักลงทุนหันมาลงทุนกับความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง”

พัฒนา กทม.สู่เมืองที่ยั่งยืน

“ศานนท์ หวังสร้างบุญ” รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงมุมมองพัฒนาเมืองว่า กรุงเทพมหานครเป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ เรามีแผนพัฒนาเมืองหลากหลายด้าน แต่สิ่งที่จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนคือการมีส่วนร่วมของคนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งเรามีการหาเครื่องมือ และกิจกรรมมาทำให้ความร่วมมือเป็นเรื่องง่ายขึ้น

“ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม Traffy Fondue รับแจ้งทุกประเด็นปัญหาของกรุงเทพฯผ่านไลน์ และสภาเมืองคนรุ่นใหม่ เพราะเป็นเวทีเปิดรับความคิดเห็นประชาชนทุก ๆ 3 เดือน รวมถึงปรับพื้นที่ทางกายภาพ เช่น เพิ่มทางเท้า 1,000 กิโลเมตร เพิ่มการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ ปรับปรุงจุดจอดจักรยาน และเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั่วเมืองผ่านนโยบาย ‘สวน 15 นาที’

โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนเข้าถึงพื้นที่สีเขียว หรือสวนสาธารณะภายในเวลา 15 นาที หรือห่างจากชุมชนบ้านเรือนประมาณ 800 เมตร ซึ่งเป็นการเข้าถึงสวนสาธารณะใกล้บ้าน โดยไม่ต้องเดินทางไกลไปสวนสาธารณะใหญ่ ๆ”

แม้แต่การปรับกฎหมายกรุงเทพมหานคร ตอนนี้กำลังพยายามร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อปรับกฎหมายให้เกิดการใช้งานพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองอย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น เช่น ควบคุมการเข้าออกของรถบรรทุกเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ปรับผังเมืองเพื่อให้เกิดการขยายเมือง และสร้างตึกสูงอย่างปลอดภัย

นอกจากนั้นยังเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับผู้อยู่อาศัยในบริเวณนั้น ๆ การตั้งราคาขยะเพื่อกระตุ้นให้คนแยกขยะมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการปรับพื้นที่ใต้ทางด่วนเพื่อให้เกิดประโยชน์ และย้ายท่าเรือคลองเตยเพื่อลดมลพิษในชุมชนโดยรอบ เป็นต้น

ใส่ใจความหลากหลายชีวภาพ

“ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์” อดีตประธานมูลนิธิโลกสีเขียว และผู้ร่วมก่อตั้งทุ่งน้ำนูนีนอย กล่าวถึงมุมมองด้านสิ่งแวดล้อม โดยยกประเด็นเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นเทรนด์ที่ต้องใส่ใจในปี 2024 พร้อมกับยกตัวอย่างผลการเจรจากรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออล ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montreal Gobal Biodiversity Framework) ที่แสดงให้เห็นว่า สังคมโลกมีความเห็นร่วมกันถึงกรอบแนวทางปฏิบัติที่จะประเมิน ติดตาม และตรวจสอบแนวโน้มการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ

ขณะที่หลาย ๆ ประเทศมีมาตรการตามแนวทางปฏิบัติดังกล่าวอย่างชัดเจน เช่น ประเทศอังกฤษ ออกกฎหมายที่กำลังจะมีผลบังคับใช้เพื่อให้เกิดการพัฒนาเมือง หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่ต้องออกแบบให้เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพอย่างน้อย 10% เป็นต้น

การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพจะทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ทำหน้าที่ในการฟื้นกลไกการทำงานของระบบนิเวศที่ล่มสลายไปแล้วขึ้นมาใหม่ และเปิดโอกาสให้ธรรมชาติจัดสรรตัวเอง แต่ในบางกรณีเราอาจต้องช่วยกันริเริ่มกระบวนการฟื้นฟู รวมถึงการ rewild จากเรื่องเล็ก ๆ รอบตัว เช่น การปล่อยให้หญ้าท้องถิ่นขึ้นมาแทนสนามหญ้าที่เรามักจะตัดให้เตียน เพื่อฟื้นประชากรแมลงที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เป็นต้น

“เพราะธรรมชาติมีความซับซ้อนอยู่เหนือความเข้าใจ และความสามารถของคน เราไม่ควรเข้าไปควบคุม หรือกำกับ ควรปล่อยให้อยู่ตามธรรมชาติ ตอนนี้เริ่มมีกฎหมายเพื่อให้มนุษย์ยอมรับในสิทธิโดยชอบธรรมของธรรมชาติ โดยที่ธรรมชาติไม่ต้องพิสูจน์คุณค่า หรือมูลค่าของตัวเอง

ฉะนั้นในปี 2024 ดิฉันคิดว่าเราจะเห็นเทรนด์การเปลี่ยนทัศนคติจากการมองเห็นมูลค่าทางเศรษฐกิจของธรรมชาติ ไปสู่การตระหนักในคุณค่าของธรรมชาติที่อุ้มชู และแยกออกจากชีวิตเราไม่ได้เลย ดังนั้น ความอดทนอดกลั้นกับการทำลายธรรมชาติควรจะต้องเป็นศูนย์ (Zero Tolerance) เพราะเราสูญเสียธรรมชาติไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...