โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดจดหมายจาก "อินจัน" เผยชีวิตหลังฉากทั้งสุข-ทุกข์ในครอบครัว สะท้อนแฝดสยามรักลูกแค่ไหน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 26 ก.ค. 2566 เวลา 05.44 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2566 เวลา 01.00 น.
รูปถ่าย อิน-จัน แฝดสยาม พร้อม ภรรยา และ ลูกชาย ฝ่ายละคน อินอยู่ซ้ายมือของคนดู ภรรยาของอิน(ซาราห์)อยู่ซ้ายสุด ภรรยาของจัน(แอดีเลด)อยู่ขวาสุด (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม, พฤษภาคม 2549)

…หลังจากใช้ชีวิตออกตระเวนแสดงจนสร้างฐานะได้ระดับหนึ่งแล้ว อิน-จัน ได้ตัดสินใจปลีกตัวจากสายตานับคู่ไม่ถ้วนของผู้ชม และปักหลักใช้ชีวิตอย่างสงบที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในมลรัฐนอร์ทแคโรไลนา พร้อมรับชื่อสกุล “บังเกอร์” มาเป็นของตัว ก่อนพบสองพี่น้องจากตระกูลเยตส์ และเริ่มต้นชีวิตครอบครัวแบบที่ไม่มีใครในครั้งนั้นกล้าคิด

อีก 5 ปีให้หลัง อิน-จัน ซึ่งขณะนั้นมีวัยใกล้ 40 ปี และห่างเหินจากการออกแสดงมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ได้ตัดสินใจออกเดินทางไปเปิดการแสดงอีกครั้งในเดือนเมษายน พ.ศ. 2392 (ค.ศ. 1849) ที่กรุงนิวยอร์ก

ทว่าชาวนิวยอร์กในเวลานั้นกลับหันไปสนใจกับของใหม่แปลกตาล่าสุดคือ “ทอม ทัมป์” ซึ่งเป็นชายแคระสูง 25 นิ้ว

6 สัปดาห์ อันเหงาหงอยในนิวยอร์กผ่านไป ทั้งสองจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านในนอร์ทแคโรไลนาด้วยความผิดหวัง ผู้จัดรายการจ่ายค่าตัวให้เพียง 1 ใน 3 ของที่ตกลงกันไว้…ในเวลาอีก 2-3 ปีต่อมา

ฤดูใบไม้ผลิของปี พ.ศ. 2396 (ค.ศ. 1853) มาถึงพร้อมกับคําทาบทามจากบุรุษชื่อฮาวส์ [3] ให้อิน-จันออกแสดงอีกครั้ง แม้ทั้งสองยังรู้สึกเศร้าใจกับการไปนิวยอร์กคราวก่อน แต่นายฮาวส์ก็เกลี้ยกล่อมว่า ครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งนั้น เพราะเป็นการออกตระเวนแสดงในเมืองต่างๆ ตามชายฝั่งทะเลตะวันออก และมุ่งหน้าสู่แคนาดา อิน-จันตอบตกลง โดยมีข้อแม้ว่า ต้องนําลูกๆ ไปด้วย

นายฮาวส์ไม่ปฏิเสธ อินเลือกแคทเธอรีน [4] เพราะเป็นลูกสาวคนโตและเป็นลูกคนแรก ส่วนจันเลือกคริสโตเฟอร์ [5] ลูกคนที่ 2 ซึ่งเป็น ลูกชายคนโต

ในช่วง 12 เดือนถัดมา อิน-จันใช้ชีวิตตระเวนแสดงตามที่ต่างๆ โดยมีแคทเธอรีนและคริสโตเฟอร์ ร่วมแสดงด้วยการออกเต้นรําและร้องเพลง

สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองยึดปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอในระหว่างเดินทาง คือการส่งจดหมายแลกเปลี่ยนข่าวสารกับครอบครัวและเพื่อนสนิท รวมทั้งเพื่อจัดการธุรกิจและธุระในบ้าน แต่ที่พิเศษกว่าครั้งก่อนๆ คือ นอกจากจดหมายที่ลูกๆ ช่วยเขียนแทนแล้ว ยังมีจดหมายที่อิน-จันเขียนเองรวมอยู่ด้วย

จดหมายที่นํามาถ่ายทอดในบทความนี้ ส่วนใหญ่ได้รับริ้วรอยที่กาลเวลาประทับตราไว้ เพื่อยืนยันความเก่าแก่ ทุกฉบับมีสีเหลืองเนื่องจากเกรียม เวลาที่ผ่านมาราว 150 ปี บางฉบับมีรอยแหว่ง หรือเปื้อนน้ำจนข้อความจางหาย ฉบับที่ (เดาว่า) อิน-จัน เขียนเองประกอบด้วยประโยคเรียบง่ายตามประสาผู้ชาย แต่สอดแทรกความรักใคร่ห่วงใยที่มีต่อครอบครัวไว้ในช่องว่างระหว่างบรรทัดตัวอักษรจนเต็มแปล้ จดหมายเก่า ๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นอีกมิติหนึ่งในชีวิตของ “อิน-จัน” ได้เป็นอย่างดี…มิติที่มีทั้งรอยยิ้มและน้ำตาอย่างที่รูปถ่ายไม่สามารถเปิดเผยให้เห็นได้

จดหมายของอิน-จัน

ข้อความในจดหมายมีคําที่สะกดผิดแทรกอยู่ที่นี่บ้างที่โน่นบ้าง ซึ่งเป็นธรรมดาของจดหมายที่เขียนโดยชาวบ้านในสมัยนั้น อย่าลืมว่าอิน-จันเดินทางออกจาก สยามตั้งแต่อายุ 18 ปี จึงคงไม่ได้ร่ำเรียนมากไปกว่าการขีดเขียนภาษาไทยและจีนขั้นพื้นฐาน ทั้งสองใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงปลายวัยรุ่นถึงช่วงผู้ใหญ่ตอนต้นไปกับการตระเวนแสดงตามที่ต่างๆ

การที่อิน-จันเรียนรู้ภาษาอังกฤษจนสามารถเขียนสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ และอ่านออกจนถึงขั้นสามารถชื่นชมกวีนิพนธ์ของนักประพันธ์อย่างเอดการ์ แอลเลน โป [6] ได้ จึงถือเป็นผลพวงจากสติปัญญาและความมานะพยายามในการเรียนรู้ไม่ใช่น้อย

ในครั้งนั้น ชาวอเมริกันแท้ๆ เองจํานวนมากยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ด้วยซ้ำไป ดูเหมือนว่า อินชอบขีดเขียนมากกว่าจัน และอาจเป็นผู้ที่เขียนจดหมายทั้งหมดที่หลงเหลือมาจนทุกวันนี้ อย่างไรก็ตามท้ายจดหมายมักลงชื่อว่า“C & E” ซึ่งอาจเป็นมารยาทในการยกชื่อฝ่ายที่ไม่ใช่ผู้เขียนขึ้นก่อน หรือไม่อีกทีก็เป็นเพราะตั้งแต่ออกตระเวนแสดงมา ชื่อของจันเป็นชื่อต้นเสมอ

อีกอย่างหนึ่งที่น่ายกย่องเกี่ยวกับอิน-จันและภรรยาคือ ทุกคนให้ความสําคัญในเรื่องการศึกษาของลูกๆ จนถึงกับช่วยลงทุนสร้างโรงเรียนเพื่อให้ลูกและเด็ก ๆ ในละแวกบ้านได้มีโอกาสเรียนหนังสือ

จดหมายส่วนใหญ่มักขึ้นต้นว่า “ภรรยาและลูก ๆ ที่รัก” (Dear wives and children) ถ้าฝ่ายภรรยาเขียนก็จะเป็น “สามีและลูก ๆ ที่รัก” (Dear husbands and children) โปรดสังเกตคําว่าสามีหรือภรรยาที่อยู่ในรูปพหูพจน์ ซึ่งแสดงว่าเป็นการเขียนถึงทั้ง 2 ครอบครัวในเวลาเดียวกัน จดหมายเกือบทั้งหมดที่นํามาลงให้อ่านนี้เป็นจดหมายที่อินหรือลูกของอินเป็นผู้เขียน และมักพูดถึงธุระของอินกับลูกก่อน พอถึงคราวพูดเรื่องธุระของฝ่ายจันก็จะเปลี่ยนไปพูดว่า “อาฝากบอกว่า…”

จดหมายที่ลูกๆ เป็นคนเขียน ช่วยให้ทราบว่า ลูก ๆ เรียกพ่อของตนว่า “ป๊ะป๋า” (Papa) จดหมายฉบับหนึ่งที่นํามาลงให้อ่านกันนี้ เขียนโดยภรรยาของจันคือแอดีเลด [8]

จดหมายลงวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2396 (ค.ศ. 1853) ส่งถึงบ้าน ขณะที่ทั้งสองเปิดการแสดงที่เมืองบัฟฟาโล ในมลรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำไนแองการาที่ไหลขึ้นเหนือไปทิ้งตัวลงจนกลายเป็นน้ำตกชื่อดังชื่อเดียวกันในฝั่งประเทศแคนาดา จดหมายฉบับนี้บอกเราว่า ลูกๆ ของอิน-จัน รู้สึกสนุกกับการได้เดินทางไปเปิดหูเปิดตากับพ่อตามเมืองต่างๆ

“หวังว่าจดหมายฉบับนี้จะมาถึงเมื่อทุกคนสบายดี เราได้รับจดหมายลงวันที่ 19 จากพวกเธอหลายวันแล้ว เราดีใจมากที่ทุกคนสบายดี และเก็บเกี่ยวพืชผลได้ดี เรามาถึงน้ำตกไนแองการาวันอาทิตย์ที่แล้ว ซึ่ง ทําให้เด็ก ๆ ร่าเริงมาก เราและลูกๆ เดินกันทั้งวัน เราและลูกๆ ได้เดินทางกันไกลพอสมควรในเรือไอน้ำ ผู้หญิงและเด็ก ๆ ในเรือหลายคนเมาเรือกัน แต่ลูกของเราไม่มีใครเมาเรือสักคน…เราคาดว่าจะอยู่ในกรุงนิวยอร์กประมาณ 4 หรือ 5 สัปดาห์ เราไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่ เราอยากให้พวกเธอเขียนถึงเราถ้ามีเวลาว่าง เราอยากให้พวกเธอเขียนถึงเราบ่อยขึ้น”

ใจความอีกส่วนหนึ่งในจดหมายฉบับเดียวกันมีว่า

“ดูเหมือนนานมากแล้วที่เราออกจากบ้านมา เราเกือบเป็นโรคคิดถึงบ้านแล้ว ลูกๆ มีความสุขมากและสุขภาพของทุกคนดีจริงๆ เราคิดว่าลูกๆ โตขึ้นเยอะ เราคิดว่าพอเรากลับบ้าน ลูกเล็ก ๆ ที่บ้านคงจะลืมเราไปแล้ว พวกเธอต้องหารองเท้าดีๆ ให้ลูกทุกคนใส่เร็วๆ นะ คริสต์ [10]

กําชับให้บอกว่า เขาซื้อหินเฌล [11]ให้เธอด้วยเงินของเขาเองเชียวล่ะ เป็นแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นกันในเมืองเมาต์แอรี เขาพูดถึงวิคและแมรี่ [12] มากกว่าพี่น้องคนอื่น ๆ ทั้งหมด บอกว่ายังไม่อยากกลับบ้าน เราซื้อเสื้อโค้ท กางเกง รองเท้าบู๊ต และผ้าคลุมใหม่ให้เขาด้วย เขาบอกว่าเขาอยากส่งเสื้อผ้าเก่ากลับบ้านไปให้พวกน้องๆ เราซื้อเสื้อโค้ท กางเกง และ เสื้อเชิ้ตให้เขา 4 ชุด ทั้งหมดนี้ทําให้เขาดูตัวใหญ่ขึ้น”

ข้อความข้างต้นเป็นสาระปกติของจดหมายที่ส่งถึงบ้าน ซึ่งมักเล่าถึงสุขภาพของลูก ๆ เมืองที่กําลังเปิดการแสดง กําหนดการเดินทาง และกิจกรรมจิปาถะอื่น ๆ นอกจากนี้แล้ว ธุระหรืองานในไร่ที่คนทางบ้านควรเอาใจใส่ และการถามไถ่ทุกข์สุขของลูกๆ ตลอดจนเพื่อนบ้านก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติในจดหมายเหล่านี้

บ่อยครั้งที่อิน-จันพูดถึงบรรดาทาสผิวดําในความดูแลด้วย จดหมายฉบับนี้มีประโยคที่พาดพิงถึงทาสเหล่า นั้นว่า “เราอยากให้พวกเธอยกกางเกงและเสื้อโค้ทเก่าๆ ของเราให้พวกนิโกร”

อุบัติเหตุของลูกสาว

หลังจากการออกตระเวนแสดงได้หลายเดือน จดหมายจากทางบ้านฉบับหนึ่งก็เดินทางมาถึง แต่คราวนี้มีเรื่องที่คงทําให้จิตใจของคนเป็นพ่อปั่นป่วน ทางบ้านแจ้งข่าวเรื่องอุบัติเหตุของลูกสาวมาด้วย จดหมายข้างล่างนี้เป็นจดหมายตอบจากอิน โดยลงวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2396 (ค.ศ. 1853) เขียนจากนิวยอร์ก ถึงซาราห์หรือแซลลี [13] ภรรยาของอิน เพราะเป็นเรื่องที่อินต้องสะสาง เนื้อหาตอนนี้ใช้คําว่า “เรา” บ้าง “ฉัน” บ้าง

“เราเพิ่งได้รับข่าวร้ายเกี่ยวกับอุบัติเหตุของเธอ และเราเสียใจที่รู้ว่าลูกของเราถูกลวก [14] อย่างสาหัสยิ่ง เธอบอกได้ไหมว่าเป็นความผิดของใคร เราอยากรู้ ช่วยบอกเราในจดหมายฉบับหน้าด้วย หวังว่าอุบัติเหตุครั้งนี้จะทําให้เธอระมัดระวังมากขึ้นในวันข้างหน้า ก่อนหน้านี้ เราเขียนถึงเธอบ่อยๆ ให้ดูแลลูกๆ ให้ดี อย่างไรก็ตามหวังว่าจะไม่ได้ยินเรื่องแบบนี้อีก ซาราห์ที่รัก ฉันไม่ได้โกรธ [15] เธอนะ แต่อยากให้เธอระมัดระวัง ดูแลลูก ๆ ทุกคน ฉันไม่อยากให้เธอทํางานอะไรเลย อยากให้เธอดูแลลูกๆ ก่อน แล้วถ้าเธอมีเวลาทําอย่างอื่นก็จะดี แต่ต้องดูแลลูกๆ ก่อน”

เนื้อความในจดหมายไม่ได้ระบุชื่อของลูกคนที่ถูกน้ำร้อนหรือไฟลวก แต่ข้อมูลจากแหล่งอื่นบอกว่า ลูกสาวของอินชื่อโรซาลิน อ. บังเกอร์ (Rosalyn Etta Bunker) ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2395 (ค.ศ. 1852) เสียชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน

โดยในวันที่เกิดเหตุนั้น เธออยู่บ้านตามลําพังกับทาสหญิงคนหนึ่ง ซึ่งละเลยต่อหน้าที่จึงเกิดอุบัติเหตุตกลงไปในกองไฟ ขณะที่เขียนบทความเรื่องนี้ ยังไม่ทราบว่าเหตุการณ์ทั้งสองนี้เป็นเหตุการณ์เดียวกันหรือไม่ เพราะปีที่เกิดเหตุนั้นต่างกัน อินเขียนจดหมายฉบับนี้ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2396 (ค.ศ. 1853) ไม่น่าเป็นไปได้ว่า ภรรยาของอินจะรอเขียนจดหมายแจ้งข่าวเรื่องลูกถูกน้ำร้อนหรือไฟลวกนานเพียงนั้น หรือจดหมายเดินทางช้าเป็นปี

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ ภรรยาของอินคงไม่ได้บอกว่า ลูกสาวคนนี้เสียชีวิต เพราะสํานวนจดหมายของอินขาดอารมณ์ของพ่อที่สูญเสียลูก บางทีผู้เป็นแม่อาจไม่ต้องการบอกความจริงทั้งหมดให้ทราบในระหว่างที่สามีกําลังออกตระเวนแสดง และต้องการบอกด้วยตนเองเมื่อสามีกลับถึงบ้านแล้ว ทว่าเหตุผลนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเสียทีเดียว เพราะเมื่อลูกสาวอีกคนหนึ่งเสียชีวิต ลูกสาวคนโตของอินเป็นผู้เขียนไปบอกพ่อหลังจากเกิดเหตุแล้วเพียง 1 เดือน

จดหมายฉบับเดียวกันนี้ ยังมีข้อความที่แสดงให้เห็นความห่วงใยของพ่อแฝดคู่นี้ที่มีต่อประสบการณ์ในวัยเด็กของลูก ๆ ด้วยว่า “เธอต้องบอกเบอร์รี่ว่า เวลาฆ่าหมู ต้องไม่ให้เด็ก ๆ อยู่ใกล้”

อิน-จันคงไม่ต้องการให้ลูกเล็ก ๆ เห็นภาพที่สยดสยองเกินไปสําหรับเด็ก เช่น เดียวกับพ่อแม่ทุกคน แม้ในกรณีที่การกระทํานั้นเป็นส่วนหนึ่งของการดํารงชีวิตปกติก็ตาม

ของฝากและของขวัญ

ดูเหมือนภารกิจประจําอย่างหนึ่งของอิน-จันในระหว่างการตระเวนแสดงคือ การออกจับจ่ายซื้อของแปลกๆ ใหม่ๆ เพื่อเป็นของฝากให้สมาชิกในครอบครัว ในจดหมายฉบับดังกล่าวมีข้อความที่ยืนยันนิสัยนี้ได้ดี

“อยู่ที่นี่อีกนานเท่าไหร่หลังปีใหม่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะกลับถึงบ้านก่อนกลางเดือนเมษายนปีหน้า แบนเนอร์เขียนบอกว่า คนของเราเก็บเกี่ยวข้าวโพดได้เยอะ เราดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น เธอบอกพวกนั้นด้วยว่า เมื่อเรากลับบ้าน เราจะมีของฝากให้ทุกคน ยกเว้นลีแอนน์ เราคิดว่า จอช อิสระ [16] จะดูแลเธอเอง”

ไม่ทราบว่า ลี แอนน์ และจอช เป็นใคร

จดหมายลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2397 (ค.ศ. 1854) เขียนจากนิวยอร์กถึงภรรยาและลูก ๆ ข้อความที่ว่า “ตอนนี้เคทกับคริสต์หลับปุ๋ยไปแล้ว” ทําให้นึกถึงภาพอิน-จันนั่งที่โต๊ะทํางาน เขียนจดหมายถึงบ้านใต้แสงตะเกียงริบหรี่ พร้อมชําเลืองดูลูก ๆ ที่นอนหลับอย่างเหนื่อยอ่อนอยู่ในเตียงนอนใกล้ ๆ เป็น ครั้งคราว

ใจความส่วนหนึ่งในจดหมายยังบอกเราด้วยว่า นอกจากการซื้อของฝากเพื่อเป็นที่ระลึกยามเดินทางแล้ว อิน-จันยังสรรหาของขวัญส่งไปให้ลูกๆ เมื่อถึงวาระสําคัญด้วย ทั้งสองไม่ยอมเสียโอกาสที่จะร่วมฉลองวันเกิดกับลูก ๆ ด้วยการส่งของขวัญจากถิ่นไกล เพื่อกระชับสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก

ขณะเดียวกัน ก็ไม่ลืมกําชับผู้ใหญ่ที่บ้านให้ทําหน้าที่ของตนในไร่ด้วย

“เราเขียนถึงเธอสัปดาห์หนึ่งมาแล้ว และในจดหมายนั้น เราสอดแหวนวงหนึ่งมาให้โจเซฟิน [17] เป็นของขวัญวันเกิด ถ้าได้รับแหวนแล้ว เราหวังว่าเธอคงเขียนตอบ และเราจะส่งอีกวงหนึ่งให้จูเลีย [18] เป็นของขวัญวันเกิดเช่นกัน เธอบอกดีเคเตอร์ [19] ด้วยว่า เราซื้อมีดให้แล้ว เธอบอกในจดหมายว่า หมาเข้ามากัด แกะของเราตาย ทําไมเบอร์รี่ไม่ยิงหมาเสียล่ะ เรามีดินปืนกับตะกั่วตั้งเยอะ เธอบอกเบอร์รี่ด้วยว่า เราอยากให้เขาฆ่าหมาทุกตัวที่เข้ามาในรั้วของเรา แล้วโยนทิ้งในลําห้วยโดยไม่ต้องปริปากบอกใคร เธอบอกว่า เธอหรือเบอร์รีเลี้ยงหมูแค่ 14 ตัว ทําไม ทําไมไม่เลี้ยงมากกว่านั้น เราหวังว่าเธอคงเลี้ยงหมูเพิ่ม เราจะได้มีเนื้อสด ๆ กินตลอดฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน เอาอีก 4 หรือ 5 ตัว”

จดหมายลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2397 (ค.ศ. 1854) เขียนโดยภรรยาของจันคือแอดีเลด หลังจากคําขึ้นต้นว่า “สามีและลูก ๆ ที่รัก” (Dear husbands and children) แล้ว เธอก็กล่าวถึงลูกสาวคนโตของอิน คือแคทเธอรีน ซึ่งเพิ่งหายป่วยจากอาการหวัด ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างครอบครัวทั้งสองได้อย่างหนึ่ง

“เราได้รับจดหมายลงวันที่ 5 ของเธอแล้ว เราดีใจที่รู้ว่าพวกเธอสบายดี หวังว่าแคทเธอรีนคงสบายดี เราทุกคนสบายดี”

หลังจากนั้น เธอก็รายงานกิจกรรมต่าง ๆ ในไร่ แล้วเล่าเรื่องแหวนที่ผู้เป็นพ่อส่งมาให้ลูกสาว

“โจเซฟีนพอใจกับแหวนของเธอเป็นที่สุดเท่าที่เคยเห็น เธอได้รับก่อนวันเกิดของเธอ และสวมมันทุกวัน แนนซี [20] บอกว่าคุณต้องซื้อต่างหูให้เธอคู่หนึ่ง”

นอกจากนี้แล้ว เธอก็เล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ซึ่งไม่ขอนํามาลงในที่นี้เนื่องจากไม่มีรายละเอียดพอให้จับเค้าเกี่ยวกับบุคคลและเรื่องราวเหล่านั้น แอดีเลด ลงท้ายไว้ในจดหมายฉบับนี้ว่า

“เราจะดีใจมากที่เห็นพวกเธอทุกคนกลับบ้าน ดูเหมือนเวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน บอกคริสโตเฟอร์ว่า ฉันเสียใจมากที่เขาลืมฉันเสียแล้ว เขาบอกว่า เขาไม่อยากเจอแม่”

ใจความตรงนี้ทําให้นึกถึงจดหมายที่กล่าวไว้ข้างต้น ที่ว่าอิน-จันห่วงว่าลูก ๆ ที่บ้านจะจําตนไม่ได้เมื่อกลับถึงบ้าน ดูเหมือนฝ่ายภรรยาเองก็รู้สึกทํานองเดียวกันเกี่ยวกับลูกที่ออกเดินทางร่วมกับสามี

ทั้งนี้เพราะการเดินทางแต่ละครั้งกินเวลานานมากความห่างเหิน ทําให้ลูก ๆ ซึ่งมีอายุน้อยลืมหน้าพ่อหรือแม่ที่ตนไม่ได้เห็นไปนานอย่างช่วยไม่ได้ ด้วยเหตุนี้หรือเปล่าที่อิน-จันชดเชยความรู้สึกนั้นส่วนหนึ่งด้วยการซื้อของแปลกใหม่กลับมาฝากลูก ๆ ที่บ้านเสมอ

ในเดือนเมษายนของปี พ.ศ. 2397 (ค.ศ. 1854) ทั้งสี่ก็มุ่งหน้ากลับบ้านด้วยรายได้ที่คุ้มค่าเหนื่อย อิน-จันวางมือจากการออกตระเวนปรากฏตัวเป็นเวลาอีก 5 ปี ก่อนออกเดินทางอีกในปี พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860) และกลับบ้านในปีถัดไป ไม่มีการเดินทางไปไหนอีกพักใหญ่ และอาจไม่มีอีกเลยถ้าไม่เป็นเพราะสงครามกลางเมือง ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2404-8 (ค.ศ. 1861-5) และนําความสูญเสียมาสู่ฐานะของครอบครัวจนเป็นแรงผลักดันให้ อิน-จัน ในวัย 55 ปี ต้องออกจากบ้านอีกครั้ง

จดหมายลงวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2409 (ค.ศ. 1866) เขียนจากเมืองฟิตซ์เบิร์ก มลรัฐแมสซาชูเซตส์ [21] โดยขึ้นต้นว่า “ถึงพี่/น้องสาวที่รัก” (Dear Sister) แต่ไม่ลงชื่อว่าเป็นใคร ทว่าเนื้อความในจดหมายฉบับ นี้และฉบับถัดไปทําให้เดาว่า น่าจะเป็นสตีเฟน ดีเค เตอร์ ลูกชายของอิน แม้ลายเซ็นย่อว่า “เอส เอฟ ปี” นั้นชวนให้สงสัยอยู่บ้าง

เนื้อความในจดหมายพาดพิงถึงน้องชาย 2 คน ซึ่งอาจชอบเล่นมากกว่าช่วยงานที่บ้าน

“บอกเฟดริก [22] และวิลเลียมให้ทําตัวฉลาดหน่อย ช่วยเก็บแอปเปิ้ลและเลี้ยงหมู แล้วฉันจะเอาอานม้ากลับไปให้”

หลังจากพูดธุระหรืองานที่ต้องทําในไร่ของฝ่ายอินเสร็จแล้ว ก็แทรกธุระของฝ่ายจันไว้ดังนี้

“อัลเบิร์ต [23] ฝากให้บอกคริสโตเฟอร์ว่า อย่าปล่อยให้ปืนของเขาหมอง และหล่อลื่นให้ดี บอกมอนต์โกเมอรีให้เก็บปืนของเราให้ดี และหล่อลื่นปืนพก อย่าปล่อยให้ขึ้นสนิม เรามีปืนพกกระบอกหนึ่งอยู่กับคุณ… [24] ช่วยไปรับมา และจ่ายเงินให้เขาด้วย แล้วจ่ายหนี้เล็ก ๆ น้อย ๆ สําหรับค่าทํารองเท้า และค่า เทอมด้วย” และ “อาฝากบอกคริสโตเฟอร์ให้ใส่ยางใหม่กับเกวียนเก่าเล่มนั้น”

ข้อความประโยคหนึ่งที่จันฝากถามไว้ในจดหมายฉบับนี้ ไม่ทําให้รู้สึกแปลกใจเลย หากรู้นิสัยของเจ้าตัว
“เขียนไปบอกด้วยว่า ทําบรั่นดีไว้มากแค่ไหน” จันนิยมดื่มสุรามากกว่าอิน

ก่อนจบจดหมาย ก็ยังมีการฝากเงินให้ลูกชายคนเล็กของอิน “ให้เงิน 10 เซ็นต์นี้แก่บ๊อบ” [25]

จดหมายลงวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2409 (ค.ศ. 1866) เขียนจากเมืองโทลีโด มลรัฐโอไฮโอ [26] ซึ่งห่างจากฉบับข้างต้นไม่นาน จดหมายฉบับนี้ไม่ขึ้นต้นถึงภรรยาและลูก ๆ อย่างเคย และลงท้ายด้วยชื่ออินคนเดียว ทว่าเมื่ออ่านถึงกลางหน้าแรกก็พบประโยคที่ช่วยให้รู้ว่าเป็นจดหมายที่อินบอกให้ลูกที่เดินทางไป ด้วยเขียนให้อีกเช่นกัน ประโยคตอนต้นจดหมายเป็นคําสารภาพผิดของผู้เป็นพ่อต่อลูกชายวัยขวบกว่าคนนี้

“ป๊ะป่าบอกว่าลืมส่งเงิน 10 เซ็นต์ให้บ๊อบ แต่คราวนี้จะส่งให้ 25 เซ็นต์เป็นการแก้ตัว”

จดหมายฉบับนี้ก็เช่นเดียวกับฉบับอื่นๆ ที่อินมีเรื่องฝากเตือนลูกๆ บางคนเป็นรายตัว คือ

“ป๊ะป่าบอกอย่าให้มอนต์โกเมอรี [27] และ แพทริก [28] กินน้ำตาลจนหมดก่อนที่เรากลับถึงบ้าน”

ใจความอีกส่วนหนึ่งช่วยให้ทราบด้วยว่า นอกจากของที่ระลึกที่นํากลับมาฝากเป็นประจําแล้ว อิน-จัน ยังซื้อของแปลกตาระหว่างเดินทาง เพื่อให้ลูกนําออกขายในเมืองที่อาศัยอยู่ เป็นการเสริมรายได้ หรือฝึกให้ลูกของตนรู้จักการทําธุรกิจย่อย ๆ ตั้งแต่เป็นเด็ก เช่นเดียวกับที่ตนเองเคยทํามาก่อนเมื่อครั้งยังใช้ชีวิตในเมืองแม่กลอง ราชอาณาจักรสยาม

“บอกมอนต์โกเมอรีให้เขียนบอกไปด้วยว่าขายนาฬิกาข้อมือหมดแล้วหรือยัง ถ้าหมดแล้ว เราจะซื้อเพิ่มให้อีก”

อิน-จันไม่ลืมถามไถ่ถึงพวกคนงานผิวดํา ซึ่งในปีที่เขียนจดหมายนี้ เป็นช่วงหลังสงครามกลางเมืองไปแล้ว ฉะนั้น คนงานเหล่านี้จึงไม่ใช่ทาสอีกต่อไป ว่ากันว่าอิน-จันพยายามจ้างอดีตทาสผิวดําของตนไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่สมัครใจอยู่กัน

“บอกไปด้วยว่า พวกนิโกรเป็นยังไง และยังมีการขโมยกันอยู่หรือเปล่า”

อีกครึ่งหนึ่งของจดหมายเป็นส่วนของจัน ซึ่งเป็นอาของผู้ที่เขียนจดหมายฉบับนี้ “อาสั่งให้คริสต์ใส่อิฐในเตา ซื้อข้าวโพดจากเจฟ ครีด พยายามซื้อ 100 บาร์เรล”

ข้อความถัดมาเป็นการกําชับเรื่องดูแลฟาร์ม “ให้อาหารหมูเสียแต่ตอนนี้ ขณะที่อากาศยังดีอยู่” รวมทั้งเรื่องเล็กน้อยประเภท “บอกแนนซีว่าอย่าขี่ม้ามากนัก จนอานสึกและอย่าให้ใครยืม ยกอานเก่าให้มารีแอนา [29]เสีย”

จดหมายเหล่านี้ช่วยให้เดาได้ว่าลูกๆ ของ อิน-จัน คงมีความสุขตามประสาเด็กท้องไร่ ลูกชายรู้จักยิงปืนและขี่ม้า ส่วนลูกผู้หญิงก็คงได้โอกาสทัดเทียมกันในเรื่องการขี่ม้า ก่อนจบจดหมายยังมีประโยคที่ดูเหมือนจะระวังไม่ให้ลูกสาวคนโตของอินรู้สึกน้อยใจ

“เคท ป๊ะป่าบอกว่า ถ้าเธออยากได้อานม้าอย่างแนนซี ให้เขียนบอกไป แล้วเราจะซื้อให้เธอ”

เนื้อหาและชื่อของลูกๆ ที่อยู่ในจดหมายทั้ง 2 ฉบับข้างต้นทําให้สรุปได้อีกอย่างหนึ่งว่า ลูกชายร่างสูงที่ถ่ายกับอิน-จัน ควรเป็นลูกคนที่ 3 และลูกชายคนโตของอิน ชื่อสตีเฟน ดีเคเตอร์

หลังจากนั้นไม่นาน จดหมายลงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2408 (ค.ศ. 1865) จากลูกสาวที่อินเกรงว่า อาจจะอยากได้อานม้าก็เดินทางมาถึง แต่เธอไม่ได้พูดถึงอานม้า เธอเล่าให้ผู้เป็นพ่อทราบถึงข่าวร้ายที่คงทําให้ฝ่ายหลังรู้สึกปวดร้าวใจมากกว่าตนหลายเท่านัก

“เป็นหน้าที่อันปวดร้าวของหนูที่ต้องบอกพ่อว่า จอร์จินนา [30] ไม่อยู่กับเราอีกต่อไปแล้ว น้องเสียชีวิต ในวันที่ 28 กันยายน ด้วยโรคคอตีบและครูป [31] น้องเป็นโรคคอตีบประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วเป็นหวัด ซึ่งต่อมากลายเป็นครูป อาการของน้องดูดีพอใช้ตลอดเวลา เป็นเวลา 4 วันก่อนเสียชีวิตที่น้องไปฟังสวดกับเราทุกวัน น้องสวมเสื้อคลุมและลูกปัดซึ่งน้องภูมิใจมาก ก่อนวันที่น้องจากไปน้องเล่นในห้องและไปทานอาหารเช้าในครัว น้องทานอาหารได้ตลอดเวลา

คืนต่อมา น้องมีอาการชักรุนแรงมาก และมีมาเรื่อยจนวันถัดมา(28) เวลา 12 นาฬิกาจึงเสียชีวิต น้องจากไปอย่างกะทันหันโดยที่ทุกคนไม่คาดคิดกันเลย น้องน้อยของเราทุกข์ทรมานมากเหลือเกิน แต่น้องก็ไปดีแล้ว เราทุกคนคิดถึงน้องมาก บ้านดูเงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยวเมื่อไม่มีน้อง น้องพูดถึงพ่อบ่อย ๆ น้องจะถามแม่ทุกวันว่า พ่อไปไหน แม่ก็บอกว่า พ่อไปทางเหนือแล้ว น้องก็จะไปบอกพี่น้องคนอื่นต่อว่าพ่อเดินทางไปเหนือ”

การสูญเสียครั้งนี้เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ครั้งที่ 2 ของอินในปีนี้ เพราะในเดือนกุมภาพันธ์ อินต้องเสียลูกสาวอายุ 20 ปีที่ชื่อจูเลียไปแล้ว 1 คน การเป็นพยานต่อวาระสุดท้ายของลูกเป็นเหตุการณ์อย่าง
หนึ่งที่คนเป็นพ่อแม่ภาวนาไม่ให้เกิดในชั่วชีวิตของตน

อินต้องตกอยู่ในภาวะนี้ถึง 3 ครั้ง ความรู้สึกเช่นว่านี้ คงทวีคูณเป็นอย่างน้อย เมื่อต้องได้รับข่าวยามอยู่ไกลจากบ้าน เพราะเจ้าตัวคงรู้สึกว่า ตนมิได้ทําหน้าที่เสาหลักทางอารมณ์ให้แก่ครอบครัวอย่างที่ผู้นําครอบครัวพึงกระทําในวาระเยี่ยงนี้

ในแง่ความถูกต้องทางประวัติศาสตร์แล้ว จดหมายจากเคทฉบับนี้ ยังช่วยแก้ความเข้าใจผิดที่แหล่งข้อมูลเก่าเคยระบุว่า จอร์จินนาเสียชีวิตเพราะถูกน้ำร้อนลวกอีกด้วย

อิน-จันคงเป็นพ่อที่ลูกๆ รักและยกย่อง เพราะไม่ปรากฏหลักฐานว่า ลูกๆ ของอินรู้สึกในทางลบกับความเป็นแฝดของพ่อ หรือไม่พอใจกับการร่วมเดินทางไปปรากฏตัวในที่ต่างๆ ฉะนั้น จึงไม่แปลกเลยที่เมื่อชีวิตของพ่อวางวายลง ลูกๆ ย่อมเป็นเดือดเป็นแค้นนักที่เพื่อนบ้าน และแม้กระทั่งแม่ของตนเองยกร่างไร้วิญญาณคู่นั้นให้คณะแพทย์ย้ายไปชันสูตรที่เมืองฟิลาเดลเฟีย แม้มีเหตุผลที่ดีทางการแพทย์ก็ตาม…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[4] Katherine Marcellus Bunker เกิดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2387 (ค.ศ. 1844) ไม่เคยสมรส และเสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 7 ปีในปีพ.ศ. 2414 (ค.ศ. 1871) ด้วยวัณโรค

[5] Christopher Wrenn Bunker เกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2388 (ค.ศ. 1845) เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) เมื่ออายุได้ 47 ปี

[6] Edgar Allan Poe (พ.ศ. 2352-2392 หรือ ศ.ศ. 1809-49) ชาวอเมริกันนามกระเดื่อง ซึ่งเป็นกวี นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และนักวิจารณ์วรรณกรรม

[7] ข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับการไม่รู้หนังสือในสหรัฐเริ่มมีการบันทึกอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในช่วงปี พ.ศ. 2412-13 (ค.ศ. 1869-70) ผู้เยาว์อายุ 5-19 ปี เข้าเรียนในโรงเรียนเพียงร้อยละ 50 โดยที่ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างเพศหญิงและชาย

[8] Adelaide Yates

[9] Niagara Falls มีทั้งในฝั่งสหรัฐและฝั่งแคนาดาซึ่งมีความสวยงามมากกว่า

[10] Christopher Bunker ลูกชายคนโตของจัน

[11] ต้นฉบับคือ Shale ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร ไม่น่าใช่กระดานชนวน

[12] น้องสาวของคริสโตเฟอร์

[13] Sarah หรือ Sallie Yates

[14] เนื้อความในจดหมายไม่ได้ระบุว่าเป็นไฟหรือน้ำร้อน

[15] ต้นฉบับเขียนว่า I am not mede with you. เดาว่าเป็น I am not mad with you.

[16] ต้นฉบับเขียนว่า free Josh ซึ่งอาจหมายถึงคนผิวดำที่เคยเป็นทาสมาก่อน

[17] Josephine Virginia Burker ลูกสาวของจัน เกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2387 (ค.ศ. 1844) ไม่เคยสมรส และเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 23 ปี ในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1867)

[18] Julia Ann Bunker ลูกสาวของอิน เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2388 (ค.ศ. 1845) และเสียชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2408 (ค.ศ. 1865)

[19] Stephen Decatur Bunker ลูกชายของอิน เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2389 (ค.ศ. 1846) และเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1920)

[20] Nancy Adelaide Bunker ลูกสาวของจัน เกิดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2390 (ค.ศ. 1847) และเสียชีวิตขณะอายุเพียง 27 ปี เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2417 (ค.ศ. 1874)

[21] Fitchburg, Massachusetts

[22] ในที่นี้เขียนว่า Fedric แต่ในข้อมูลอื่น ๆ เขียนว่า Fredrick

[23] Albert Lemuel Banker ลูกชายคนเล็กขอจัน เกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2400 (ค.ศ. 1857) แสดงว่าออกตระเวนไปกับพ่อ

[24] อ่านชื่อไม่ออก

[25] คงหมายถึงลูกชายคนเล็ก คือโรเบิร์ต บังเกอร์ (Robert Edward Bunker) ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียงขวบเศษ

[26] Toledo, Ohio

[27] James Montgomery Bunker เกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2391 (ค.ศ. 1848) เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2464 (ค.ศ. 1921)

[28] Patrick Henry Bunker เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2393 (ค.ศ. 1850 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938)

[29] Susan Mariana Bunker น้องสาวของแนนซี่ ลูกของจัน เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2392 (ค.ศ. 1849) และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922)

[30] Georgiana Columbia Bunker เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2406 (ค.ศ. 1863)

[31] Croup ยาการหดเกร็งของลาริงซ์ทําให้หายใจลําบาก คล้ายหลอดลมอักเสบ บางแห่งแปลว่าโรคซาง

[32] คำว่า เรา ในที่นี้น่าจะหมายถึงสตีเฟน ดีเคเตอร์ และ เจมส์ มอนต์โกเมอรี ผู้เป็นน้องชาย

[33] ต้นฉบับคือ Wi ซึ่งคงหมายถึง William. แต่ไม่ทราบ คือวิลเลียมที่เป็นลูกคนหนึ่งของอิน หรือนายแพทย์วิลเลียมที่เป็นคนสนิทคนหนึ่งของครอบครัว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง :

ข้อมูลเรื่องการรู้หนังสือของชาวอเมริกัน จากเว็บไซต์ http://inces.ed.gov/naalhistoricaldata/litenroll.asp

วิลาส นิรันดร์สุขศรี, แฝดสยาม อิน-สัน คนคู่สู้ชีวิต. มติชน, 2549.

หนังสือพิมพ์ New York Herald ฉบับประจําวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2417 (ค.ศ. 1874)

Hunter, Kay. Duet for a Lifetime. London: Michael Joseph, 1964.

Wallace, Irving และ Wallace, Amy. The Two. New York: Simon & Schuster, 1978.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “อิน-จัน มิติใหม่ของแฝด” เขียนโดย วิลาส นิรันดร์สุขศิริ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนพฤษภาคม 2549, เรียบเรียงโดย ธนพงศ์ พุทธิวนิช

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 มิถุนายน 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...