“Index Fund”…กับโอกาสลงทุนหุ้นจีน “A-Share” ผ่านหลากหลายดัชนี-ทางเลือกที่ง่ายกว่า !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 04.08 น. • เผยแพร่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 15.48 น. • กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดาปัจจุบันภาวการณ์ลงทุนใน “ตลาดหุ้นจีน” ยังอยู่ในระดับที่นักลงทุนยังขาดความมั่นใจและความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการกำกับดูแลของภาครัฐที่ยังไม่แน่นอน
แต่ดูเหมือนว่านักลงทุนสถาบันหลายๆ แห่งจะเริ่มมีการส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง ด้วยการเริ่มทยอยกลับมาเข้าซื้อหุ้นจีนอีกครั้ง จึงทำให้นักลงทุนอาจจะเริ่มเห็น แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกครั้ง
ซึ่งหากจะพูดการลงทุนใน “ตลาดหุ้นจีน” ก็คงต้องนึกถึงตลาด “A-Share (SSE+SHZE)” ที่ปัจจุบันใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากตลาดสหรัฐฯ (NYSE+NASDAQ) จึงไม่แปลกนักที่จะได้ความสนใจและการได้รับน้ำหนักการลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลก
และเพื่อแนะนำทางเลือกการลงทุนให้แก่ผู้ที่สนใจหรือผู้อ่าน ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับ “กองทุนรวมตลาดหุ้น A-Share” ที่เป็นประเภท “กองทุนรวมดัชนี (Index Fund)”มาแชร์กันในครั้งนี้
ลงทุน “หุ้นจีน A-Share” ผ่าน “กองทุนดัชนี”…ทางเลือกที่ง่ายและสะดวกกว่า
โดยอย่างแรกต้องเกริ่นนำก่อนว่า “กองทุนรวมดัชนี (Index Fund)” นั้น เป็นกองทุนที่บริหารเชิงรับ (Passive Management) ซึ่งไม่ได้ใช้ฝีมือของผู้จัดการกองทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เน้นลงทุนไปทั้งตะกร้าหุ้นของดัชนีอ้างอิง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายบางประเภทลงไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์, ค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ และค่าใช้จ่ายรวม เป็นต้น
“ซึ่งเมื่อเรามีค่าใช้จ่ายที่น้อยลงก็จะช่วยให้ ‘ผลตอบแทนสุทธิ (Net Return)’ ของเราเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการจะสร้างผลตอบแทนให้แก่พอร์ตในระยะยาว”
สำหรับ “กองทุนรวมดัชนี” จึงเป็นวิธีการที่สะดวกและง่ายสำหรับนักลงทุนไทยที่จะไปลงทุนใน “ตลาดหุ้นต่างประเทศ” ไม่ยุ่งยากเหมือนการไปลงทุนใน “หุ้นรายตัว” ปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนของไทย ได้มีการเปิดกองทุนขึ้นมาลงทุนในหลากหลายประเทศและมีประเภทกองทุนต่างๆ มาให้นักลงทุนได้เลือกกันมากมาย
“หนึ่งในตลาดหุ้นที่นักลงทุนไทยสนใจลงทุนกันค่อนข้างมาก ได้แก่ ‘หุ้นจีน A-Share’ เพราะถือเป็นตลาดที่มีหุ้นในกลุ่ม New Economy ของจีนอยู่เป็นจำนวนมาก และยังมีความสำคัญมากขึ้นในเวทีการลงทุนโลกหลังที่ได้รับการปรับเพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI ในช่วงที่ผ่านมา”
“ChinaAMC CSI 300 Index ETF”…คว้าโอกาสลงทุนหุ้นจีนในดัชนี ‘CSI300’
โดยในตลาด “A-Share” ที่มีบลจ.ไทยได้เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถจับจองกันก็มีอยู่ 4 กองทุนใหญ่ๆ ไม่นับรวมประเภทของกองทุนที่ได้แยกออกมาตามกลุ่มผู้ลงทุน
ในส่วนของ “กองทุนหลัก (Master Fund)” นั้น กองทุนทั้ง 4 กอง ก็จะมีความเหมือนกันในบางกองทุนและแตกต่างกันออกไป โดยกองทุนหลักอันแรกมีชื่อว่า “ChinaAMC CSI 300 Index ETF” ที่จะประกอบไปด้วยหุ้น A Share หรือหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ 300 ตัว ซึ่งกลุ่มหุ้นดังกล่าวจะเน้นไปที่การบริโภคภายในประเทศจีน อาทิ Moutai เหล้าขาวชื่อดัง, Pind An ประกันภัย และอื่นๆ
“ซึ่งความน่าสนใจของ ‘หุ้นจีน’ ที่เน้นการบริโภคในประเทศที่นอกจากจะมีอัตราการเติบโตในด้านผลการดำเนินงานที่มีความเสถียรภาพ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยลบในกรณีพิพาทระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา และกฎหมายควบคุมการผูกขาดของกลุ่มเทคโนโลยีในจีน”
สำหรับกองทุนไทยที่มีการลงทุนในกองดังกล่าวจะมีอยู่ด้วยกัน 2 กองทุน คือ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นจีนเอแชร์” หรือ “SCBCHA” จาก ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ และ “กองทุนเปิด ทิสโก้ไชน่าA-Shares อิควิตี้ชนิดหน่วยลงทุน A” หรือ “TISCOCHA-A” จาก ‘บลจ.ทิสโก้’
“CSOP FTSE China A50 ETF (RMB)”…ลงทุนหุ้นจีนใน ‘FTSE China A50’ กับ ‘CSOP’
กองทุนหลักถัดมา คือ “กองทุน CSOP FTSE China A50 ETF (RMB)” ซึ่งเป็นกองทุนอีทีเอฟที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นของประเทศจีน และมีกลยุทธ์เชิงรับ (Passive Strategy) เพื่อมุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี ‘FTSE China A50’(ดัชนีอ้างอิง) มากที่สุดซึ่งกลุ่มหุ้นที่ถูกคำนวณในกองทุนดังกล่าวจะประกอบไปด้วยหุ้นขนาดใหญ่สุด 50 ตัวของจีน โดยจะครอบคลุมในกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ๆ อย่างธนาคาร ประกันภัย และบริโภค เป็นต้น
“ในส่วนของกองทุนไทยที่ได้ให้ความสนใจกับ กองทุน CSOP FTSE China A50 ETF (RMB)ก็คือ ‘กองทุนเปิดเค ดัชนีหุ้นจีน’หรือ ‘K-CHX’จาก ‘บลจ. กสิกรไทย’ซึ่งเพราะกองทุนใช้สกุลเงินลงทุนเป็นเงินหยวน กองจึงมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศไว้ปิดความเสี่ยงเพิ่มเติม”
“iShares FTSE A50 China Index ETF”…ลุยหุ้นดัชนี ‘FTSE A50 China’ กับ ‘BlackRock’
และกองทุนหลักอันดับสุดท้ายก็คือ “iShares FTSE A50 China Index ETF” ที่ตัวนโยบายก็จะมีความคล้ายคลึงกันกับกองทุนก่อนหน้าเพียงแต่ว่า กองทุนดังกล่าวถูกจัดตั้งและบริหารจัดการโดย ‘BlackRock Asset Management NorthAsia Limited’ ภายใต้กลยุทธ์ที่มุ่งหวังให้ผลการดำเนินงานเคลื่อนไหวตามดัชนี (passive management)
สำหรับกองดังกล่าวได้ ‘บลจ. ทหารไทย’ เข้าไปลงทุนโดยใช้ชื่อกองว่า“กองทุนเปิดทหารไทย China Equity Index” หรือ“TMBCHEQ” ที่นอกจากนี้บริหารจัดการในเรื่องกลยุทธ์แล้ว ยังมีการบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ จนสามารถทำให้ผู้ลงทุนใช้เงินลงทุนขั้นต่ำแค่เพียง 1 บาทเท่านั้นอีกด้วย
“กองทุนที่เราได้ยกตัวอย่างมาในครั้งนี้ก็เป็นเพียงแค่ส่วนของผลิตภัณฑ์กองทุนรวมในตลาด ซึ่งยังมีความหลากหลายทั้งในด้านนโยบาย กลุ่มอุตสาหกรรมของสินทรัพย์ และกลยุทธ์ต่างๆ อีกมากมายที่เป็นตัวเลือกให้แก่ผู้ลงทุนได้ ซึ่งการนำเสนอข้อมูลในครั้งนี้ของทาง ‘Wealthy Thai’ ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนในตลาดหุ้นจีน”