โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ทำหนังผีสะท้อนคน เล่าชีวิตใหม่หลังผ่านวิกฤตสุขภาพ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 01.45 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 03.04 น.

‘อ๊อฟ’ ทำหนังผีสะท้อน ‘คน’ เล่าชีวิตใหม่หลังผ่านวิกฤตสุขภาพ มองการเปลี่ยนแปลงวงการบันเทิงคือ สัจธรรม

“ทุกคนมีปอบในตัว” อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง เปิดใจเบื้องหลัง ‘ห่าก้อม’ หนังผีที่ผู้กำกับมากฝีมือย้ำหนักแน่นว่าไม่ใช่แค่เรื่องของผี แต่เป็นการเล่าเรื่อง ‘คน’ ผ่านตำนานพื้นบ้านและความเชื่อของคนอีสาน ภาพยนตร์ผลงานล่าสุดที่กำลังโลดแล่นอยู่ในโรงภาพยนตร์ในขณะนี้ให้ฟังว่า

“ห่าก้อมมันคือคนมีวิชา ปลอมตัวเป็นใครก็ได้ เป็นสัตว์อะไรก็ได้ มีฤทธิ์เยอะและตายยาก ถ้าตายก็เฮี้ยนอีก” อ๊อฟเล่าอย่างจริงจัง “แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำผิด ชั่ว มันย่อมแพ้ภัยตัวเอง ไม่มีอะไรอยู่ยั่งยืน โลกนี้มันมีเกิด ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป”

‘ห่าก้อม’ กลายเป็นสัญญะในหนัง ที่สะท้อนการกล่าวหาโดยไร้การพิสูจน์ในสังคม

“ถ้ายุคนี้ก็คือโซเชียล สังคมที่พร้อมกล่าวหากันตลอดเวลา แต่ไม่พิสูจน์ว่าคุณเป็นหรือเปล่า ถ้าคุณอยู่ไปเรื่อยๆ แล้วคุณเคลิ้มตามสิ่งที่ผิด มึงปอบนะ ระวังเจอปอบในตัวเอง”

หากจะพูดว่าเป็นหนังผีที่เล่าเรื่องของคน นั่นก็ใช่ แต่กระนั้นหลักนึงของการทำภาพยนตร์สิ่งแรกคือความสนุกสนานต้องมาก่อน แล้วสอดแทรกด้วยเนื้อหาสาระที่ต้องการจะส่งต่อ

“เพราะฉะนั้นผมต้องทำให้ตกใจ ต้องหลอก สะพรึงขวัญแน่นอน ความสนุกของหนังผีก็คือตรงนี้ อันดับหนึ่งต้องมาคือเอ็นเตอร์เทนเมนต์ อันดับสองคือสิ่งที่สอดแทรกอยู่ข้างใน เนื้อหาสาระที่อยู่ในเรื่องนี้”

เมื่อถามถึงการตีความตำนานแบบไทยๆ ให้คนต่างประเทศเข้าใจ อ๊อฟย้ำว่า “เราไม่ได้ทำสารคดี เราเล่าแบบเอ็นเตอร์เทน เรื่องที่เป็นตำนานเราก็แต่งเติมเพื่อความสนุก แต่ต้องรีเสิร์ชจริงจัง ใส่คัลเจอร์ลงไปจริงๆ เพื่อให้สมจริงและเคารพขนบธรรมเนียมแต่ละภาค”

ทั้งนี้ กับการที่ได้ จิ๋ม-กุณกนิช คุ้มครอง มารับบท “ยายพร” หญิงแก่ผู้ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นปอบ อ๊อฟก็เผยว่า เป็นคนหนึ่งที่ร่วมงานกันมาหลายเรื่องจนมั่นใจในฝีมือการแสดง

“เขาเล่นจนกลัวตัวเอง ขับรถกลับไม่กล้ามองกระจกหลัง” อ๊อฟเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

“สองคำพูดที่คนดูต้องจำให้ได้คือ ‘กูตายไปไม่ต้องเผานะ ขี้เกียจเกิด’ กับ ‘ชาติหน้าฉันใดอย่าเป็นคนจนให้เขาดูถูกอีก’ นั่นคือแก่นในใจยายพร”

“ในแง่ของการเตรียมงานเราก็อ่านบทกัน ประโยคนี้มันพูดออกมาเพราะอะไร เราตีความแต่ละประโยค ทุกคำพูดของตัวละครเรื่องนี้มันมีความหมายหมด”

ในฐานะคนทำหนัง อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ก็ว่า “หวังนิดนึง แต่หน้าที่เราคือทำให้ดีที่สุด ที่เหลือคือของคนดู เพราะเขาต้องจ่ายเงิน”

“สำหรับผม ผมชอบ แต่ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน”

ทั้งนี้ อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ยังเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตที่พลิกผันหลังเป็นสโตรก จนต้องกายภาพบำบัดยาวนานกว่า 7 ปี และมองโลกในมุมใหม่ โดยเริ่มจากอัพเดตอาการ ณ ปัจจุบันที่กลับมาทำงานได้เต็มที่อีกครั้งว่า

“ทุกวันนี้เดินได้ พูดได้ แขนยังอ่อนหน่อย แต่เราออกกองได้แล้ว งานทำให้เราอยู่กับสังคม ออกนอกบ้านได้”

จากแรกเริ่มที่ไม่มีแรงเลย ก็ต้องไปทำกายภาพบำบัด “อาการของโรคนี้คือไม่มีแรง กล้ามเนื้อส่วนนึงหายไปเลย ประสาท สมองส่วนที่ควบคุมด้านนี้เสียหาย อาการที่ตามมาสิ่งแรกคือห้อย ไม่มีแรง อย่างที่สองคือค่อยๆ เริ่มเกร็ง ถ้าคุณไม่รักษามันก็คงอยู่ มันถึงมีศาสตร์ของการกายภาพบำบัด”

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่เป็นสโตรก ทำให้ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากแนะนำความรู้ไปบอกต่อให้กับคนได้เยอะมาก นั่นคือ “โรคนี้ถ้าคุณทำกายภาพบำบัดถ้าคุณต่อสู้กับมัน มันดีขึ้นทุกวัน บางคนเล่นนิดเดียวแล้วคุณจะท้อ แต่จงเชื่อเถอะว่าหนึ่งปี ทุกคนบอกดีขึ้น อีกปีคนทักพูดเป็นภาษาคนได้แล้ว มันมาจากการที่เราฝึก พี่แดง (ธัญญา วชิรบรรจง) ภรรยาผมบอกทุกวันให้บริหารปาก บางทีเราลืม เขาก็เตือนทุกวัน”

รวมถึงการต้องก้าวผ่านความรู้สึกเมื่อต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ซึ่งสำหรับตนนั้นใช่เวลา 3 วันในการหาคำตอบของสิ่งนี้

“ตอนเป็นวันแรก พูดคำเดียวกับตัวเองในใจว่า ‘เสร็จมัน’ แล้วผมบอกลูกเลยว่า ‘พ่อไปละ’ เพราะจะตายหรือเปล่าไม่รู้”

สาเหตุที่เกิดสโตรกคือ 5 ข้อหลัก ทั้งความดันสูงไม่กินยา, ทานอาหารมันเพราะคิดว่าตัวเองเป็นคนออกกำลังกาย, นอนน้อย, เครียดสะสม และดื่มน้ำน้อย กินแต่กาแฟเพราะคิดว่าทดแทนกันได้ ซึ่งทั้งหมดเกิดจาก “ความถือดี”

“พอรอดตื่นมา เหลือบไปเห็นหน้าเมีย ผมก็ขอโทษเขา คือจริงๆ แค่สาเหตุเดียวคนเขาก็เป็นแล้ว แต่ผมครบเลย มันไม่แปลกหรอกที่บอกว่าขอโทษ เพราะทั้งหมดเกิดจากตัวเองล้วนๆ”

หลังจากนั้นก็ขอเวลาไปรักษาตัวอยู่ 1 ปีเต็ม เป็นคนป่วยได้อย่างสบายใจ ก่อนจะกลับมาทำงานอีกครั้ง พร้อมทั้งฝากข้อคิดถึงคนที่ใช้ชีวิตหนักหน่วงแบบตนในอดีตไว้ว่า

“การป่วยไม่ใช่แค่คุณคนเดียว ครอบครัวคุณก็ป่วยไปด้วย เพราะฉะนั้นรีบรักษาให้ดีขึ้นเร็วที่สุด”

นอกจากนี้ ก็เล่าถึงชีวิตที่ยังคงขับเคลื่อนงานในวงการบันเทิงด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแพชชั่น และความเข้าใจในธรรมะที่ช่วยหล่อเลี้ยงใจให้ไม่ยึดติดกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง

“แพชชั่น สำหรับผม มันคือแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมลุกขึ้นมาทุกวัน ผมอาศัยงาน อาศัยการกายภาพบำบัด หรือแม้แต่การออกจากบ้าน เพื่อเข้าสู่สังคมภายนอก”

อ๊อฟเล่าถึงพลังที่ผลักดันให้เขายังยืนอยู่แถวหน้าในวงการ ทั้งที่ต้องใช้เวลาฟื้นตัวจากอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงมากมาย
“ผมฝึกเดินจากหน้ามอนิเตอร์ไปหน้าเซต ไป-กลับ เหมือนฝึกเดินขึ้นเขา ทีมงานเคยจัดให้ปีนจริงๆ ก็ทำมาแล้ว”

เมื่อถามถึงการเปลี่ยนแปลงของวงการบันเทิงที่กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนทั้งแพลตฟอร์ม คนดู และเทคโนโลยี เจ้าตัวก็ว่าไม่ได้รู้สึกหวั่นไหว เขามองทุกสิ่งด้วยความเข้าใจและยอมรับตามหลักของธรรมะ

“ทุกอย่างมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เป็นธรรมดา เราผ่านยุคบอกบท มาอนาล็อก ดิจิทัล จนถึงวันนี้ที่ทีวีกลายเป็นเครื่องประดับบ้าน มันก็ไหลไปตามเทคโนโลยี”

เขาย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การฝืนวิถีโลก แต่คือการปรับตัวให้เหมาะกับยุค “ถ้าคุณทำไม่ได้ ก็หาคนอื่นทำ คอนเทนต์คุณจะไปออกกี่แพลตฟอร์มผมไม่สนใจ ความจริงอย่างนึงคือคุณต้องใช้คอนเทนต์ผมแน่นอน”

สำหรับการทำงานในยุคที่บัดเจ็ตน้อยลงจากอิทธิพลของโซเชียลมีเดียและการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ชม เขายอมรับว่า “มันส่งผลให้คุณภาพลดลงบ้าง แต่ก็มีทางรอดคือสตรีมมิ่ง ซึ่งยังต้องการคอนเทนต์ดีๆ อยู่”

เมื่อพูดถึงความทุกข์จากสภาพวงการในปัจจุบัน เขาตอบอย่างหนักแน่นว่า “จะทุกข์ไปทำไม ทุกข์มันมีประโยชน์อะไร ไปหาอย่างอื่นทำก็ได้ ดาราหลายคนก็หันไปขายของ ขายหมูปิ้ง ไก่ย่าง”

และยังฝากแง่คิดถึงสังคมออนไลน์ที่ชอบตีตราศิลปินเพราะอาชีพเสริมว่า “ใช้คำว่า ‘พระเอกคนนี้กลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว’ คือจะสื่ออะไร เขากำลังทำมาหากินอยู่ต่างหาก”

“มันคือสิ่งที่ถูกต้อง อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ทำหนังผีสะท้อนคน เล่าชีวิตใหม่หลังผ่านวิกฤตสุขภาพ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...