“พฤษภา-ปีมะเส็ง” เดินหน้าฝ่าตลาดโลกผันผวน... ด้วยพื้นฐานสุดแกร่งไปกับ “กองหุ้นอินเดีย” & “กองหุ้นจีน” !!!
ลายแทงกองทุน: ท่ามกลางมรสุม “Trade War” ที่ “Donald Trump” เปิดศึกไปทุกแนวรบทั่วโลกอย่างพร้อมเพรียงนั้น ยังคงมี 2 ประเทศที่แกร่งเกินกว่าที่สหรัฐคาดคิดไว้ นั่นก็คือ คู่มหาอำนาจแห่งเอเชีย “อินเดีย-จีน” นั่นเอง
เพราะเศรษฐกิจที่มีพลังของการบริโภคในประเทศจำนวนมหาศาลเป็นพื้นฐานที่หนุนหลังให้สามารถยืนหยัดได้ในท่ามกลาง “Trade War” ในครั้งนี้นั่นเอง
ล่าสุด ทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) ยังคาดการณ์เศรษฐกิจ “อินเดีย” จะโตได้ 6.2% และ 6.3% ในปี25 และ26 ตามลำดับ (ที่มา: World Economic Outlook, April 2025) ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับเศรษฐกิจใหญ่ในโลก ไม่เพียงเท่านี้ยังคาดว่าอินเดียจะกลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่ “อันดับ 3” ของโลกภายในปี27 แซงหน้าเยอรมนีและญี่ปุ่นอีกด้วย
ส่วน “จีน” ซึ่งเป็นเป้าหมายของสหรัฐในครั้งนี้ก็มีเซอร์ไพรส์เกินคาด หลังการเจรจาล่าสุด “สหรัฐ-จีน” ตกลงจะลดภาษีระหว่างกันครั้งใหญ่ โดย “จีน” จะลดภาษีสินค้าสหรัฐบางรายการเหลือ 10% จาก 125% ส่วน “สหรัฐ” จะลดภาษีให้จีนเหลือ 30% จาก 145%
นี่ไม่นับรวมการที่ “ธนาคารกลางจีน”(PBOC) ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายโดยลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลง 0.10% พร้อมลดการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลงอีก 0.50% เพื่อหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เป็นไปตามเป้าที่รัฐบาลวางไว้ปีนี้จะโต 5% สูงกว่าที่ IMF คาดว่าจะโต 4% ให้ได้อีกด้วย
ทั้ง “หุ้นอินเดีย-จีน” จึงเป็น 2 ตลาดที่สุดแกร่ง พร้อมฝ่ามรสุม “Trade War” ไปได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
วันนี้ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ จึงได้คัดสรร “4 กองทุนเด่น” พฤษภา-ปีมะเส็ง กับ 2 ธีมที่น่าสนใจ “กองทุนหุ้นอินเดีย” และ “กองทุนหุ้นจีน” มาฝากกัน
"KT-INDIA-A" ลุย "หุ้นอินเดีย" สร้างการเติบโตของเงินระยะยาว
มาเริ่มกันที่ “KT-INDIA-A: กองทุนเปิดเคแทม อินเดีย อิควิตี้ ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า” ของบลจ.กรุงไทย ที่เน้นลงทุน "หุ้นอินเดีย" เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตของเงินทุนระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก ‘Invesco India Equity Fund – Class A’ ที่บริหารจัดการโดย Invesco Management S.A.
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 มี.ค. 25) มีการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) Financials 29.7%, 2) Consumer Discretionary 22.4%, 3) Industrials 17.3%, 4) Information Technology 10.3% และ 5) Health Care 7.0%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) HDFC Bank ADR 6.2%, 2) Bharti Airtel 5.6%, 3) ICICI Bank ADR 4.4%, 4) Cholamandalam Investment and Finance 3.6% และ 5) REC 3.5% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘KT-INDIA-A’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -24.74%
"SCBCEH" กระจายลงทุน "หุ้นจีน" H-Share สไตล์ Passive
สลับมาที่ “SCBCEH: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นจีน THB เฮ็ดจ์” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ที่กระจายลงทุน "หุ้นจีน" H-Share เพื่อสร้างผลตอบแทนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนี ‘Hang Seng China Enterprises Index (H-Share Index)’ ให้มากที่สุด ผ่านกองทุนหลัก ‘Hang Seng China Enterprises Index ETF’ ที่บริหารจัดการโดย Hang Seng Investment Management Limited
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 มี.ค. 25) มีการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) Consumer Discretionary 32.70%, 2) Financials 25.87%, 3) Information Technology 19.67%, 4) Energy 6.41% และ 5) Telecommunications 5.83%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) Tencent Holdings 7.95%,2) Alibaba Group Holding-W 7.86%,3) Xiaomi-W 7.64%,4) China Construction Bank 7.60% และ5) Meituan-W 7.59% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘SCBCEH’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -59.26%
"ES-INDAE" เฟ้น "หุ้นอินเดีย" คุณภาพดีสร้างผลตอบแทนสูง
ถัดมาเป็น “ES-INDAE: กองทุนเปิดอีสท์สปริง India Active Equity” ของบลจ.อีสท์สปริง ที่เน้นลงทุน "หุ้นอินเดีย" คุณภาพดีเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงอย่างน้อย 2 ใน 3 ของ NAV ผ่านกองทุนหลัก ‘Goldman Sachs India Equity Portfolio Class I Shares (Acc.)’ ที่บริหารจัดการโดย Goldman Sachs Asset Management Global Services Limited
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 มี.ค. 25) มีการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) Financials 27.6%, 2) Consumer Discretionary 19.1%, 3) Information Technology 10.8%, 4) Health Care 8.9% และ 5) Industrials 8.2%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ICICI Bank Ltd 6.8%, 2) Infosys Ltd 4.3%, 3) Reliance Industries Ltd 4.2%, 4) Bharti Airtel Ltd 3.3% และ 5) HDFC Bank Ltd 3.2% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘ES-INDAE’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -26.40%
"UCHINA" ลุย "หุ้นจีน" คุณภาพดีทั่วโลก
ปิดท้ายกันด้วย “UCHINA: กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ออล ไชน่า อิควิตี้ ฟันด์” ของบลจ.ยูโอบี ที่เน้นลงทุนในลงทุน “หุ้นจีน" คุณภาพดีทั่วโลก เพิ่มค่าเงินลงทุน ผ่านกองทุนหลัก ‘UBS (Lux) Equity SICAV - All China (USD) I-A1-acc’ ที่บริหารจัดการโดย UBS Fund Management (Luxembourg) S.A.
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 มี.ค. 25) พบว่ามีการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) Communication Services 22.90%, 2) Consumer Discretionary 19.64%, 3) Financial Services 17.11%, 4) Consumer Staples 14.44% และ 5) Health Care 11.27%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) Tencent Holdings Ltd 10.0%, 2) Kweichow Moutai Co Ltd 9.4%, 3) NetEase Inc 9.2%, 4) China Merchants Bank Co Ltd 5.9% และ 5)Alibaba Group Holding Ltd 5.9% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘UCHINA’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -65.62%
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินโลก จากนโยบายของ “Donald Trump” แต่ยังคงมี 2 ประเทศที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มีความพร้อมทั้งนโยบายการเงิน-การคลัง ที่จะสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ “อินเดีย-จีน” นั่นเอง ซึ่งถือเป็นอีก 2 ตลาดที่น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์นักลงทุนที่มองภาพในระยะยาวได้เป็นอย่างดี
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน