โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทรัมป์-สี จิ้นผิง : เกมนี้ต้องมีผู้ชนะ-ผู้แพ้เท่านั้นหรือ?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 พ.ค. 2568 เวลา 09.43 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. 2568 เวลา 02.53 น.

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

ทรัมป์-สี จิ้นผิง

: เกมนี้ต้องมีผู้ชนะ-ผู้แพ้เท่านั้นหรือ?

พอเกิดสงครามการค้ารอบใหม่ที่ดูจะดุเดือดและรุนแรงกว่ารอบแรก ผมก็พยายามจะหาคำตอบว่าการเผชิญหน้าระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง รอบนี้จะยืนยันทฤษฎีของหนังสือชื่อดังในอดีตเล่มนี้หรือไม่

Destined for War : Can America and China Escape Thucydides’s Trap? ของ Graham Allison ที่โด่งดังเมื่อสิบกว่าปีมาก่อน

หนังสือเล่มนี้มีแนวทางวิเคราะห์ว่า “เบอร์หนึ่ง” อเมริกาจะไม่มีวันยอมให้ “เบอร์สอง” อย่างจีนแซงหน้าเป็นอันขาด

ดังนั้น วอชิงตันจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อสกัดกั้นการเติบใหญ่ของปักกิ่ง

แม้จะต้องถึงขั้นทำสงครามใหญ่ก็ตาม

ในการเจาะลึกถึงสัมพันธ์ระหว่าง “มหาอำนาจที่กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง” กับ “มหาอำนาจที่เป็นเจ้าผู้ครองโลกอยู่” อลิสันหยิบยกแนวคิดจากนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกโบราณชื่อทิวซิดิดีส (Thucydides) ที่ตั้งทฤษฎีว่า “เมื่ออำนาจใหม่กำลังผงาดขึ้นมาแทนที่อำนาจเดิม ความขัดแย้งและสงครามมักจะตามมา”

แม้อาจารย์ฮาร์วาร์ดคนนี้จะย้ำว่าสงครามไม่ใช่เส้นทางตายตัวที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ แต่เขาเตือนว่าบทเรียนประวัติศาสตร์บอกเราว่ามันมีความเสี่ยงอันใหญ่หลวงที่อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าโดยไม่ตั้งใจของทั้งสองฝ่าย

หนังสือเล่มนั้นเน้นเรื่องความขัดแย้งทางทหาร แต่ผมลองขยับแว่นขยายไปพิเคราะห์ “สงครามการค้า” ที่กำลังเดือดพลุ่งพล่านวันนี้ระหว่างจีนกับสหรัฐ ก็ได้ข้อคิดที่น่าสนใจหลายประการ

ข้อแรกที่น่าวิเคราะห์คือ “กับดักของทิวซิดิดีส” คือสาเหตุแห่งความหวาดระแวงเชิงยุทธศาสตร์ของเบอร์หนึ่งกับเบอร์สอง

เมื่ออำนาจเก่าหวาดกลัวว่าอำนาจใหม่จะมาแทนที่ตน ก็ไม่ต่างกับที่สปาร์ตาหวาดระแวงเอเธนส์ในอดีต

ไม่ต้องสงสัยว่าทุกวันนี้ ทรัมป์ก็กำลังตื่นตระหนกต่อการผงาดขึ้นของจีนในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอิทธิพลระหว่างประเทศ

สงครามการค้าระหว่างสองยักษ์ระดับโลกเริ่มต้นในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก และดำเนินต่อมาภายใต้รัฐบาลชุดต่อๆ มาแม้ในยุคโจ ไบเดน เป็นตัวอย่างของการเผชิญหน้าในรูปแบบที่ไม่ใช่ทางทหาร แต่สะท้อนถึงความกลัวว่าจีนจะมาแทนที่สหรัฐ ในฐานะผู้นำโลกผ่านระบบการค้าที่ทรัม์ปเห็นว่าอเมริกา “ถูกเอาเปรียบจากทุกคน, ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู”

บางคนเรียกสงครามการค้าวันนี้ว่าเป็น “ศึกที่ไร้เลือดแต่เต็มไปด้วยแผลที่บาดลึก”

แม้ไม่มีการใช้กระสุนหรือขีปนาวุธแต่สงครามการค้าก็สร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงรุนแรง

ไม่ว่าจะเป็นการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก การขึ้นราคาสินค้า และการตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีทั้งสองฝ่าย

ทรัมป์ชี้นิ้วใส่สี จิ้นผิง กล่าวหาจีนว่าค้าขายไม่เป็นธรรม ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และใช้รัฐสนับสนุนธุรกิจเกินขอบเขต

จึงตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้าจีนมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์

มีหรือที่สี จิ้นผิง จะยอมสยบ จึงตอบโต้ด้วยมาตรการด้านเกษตรกรรมและเทคโนโลยี

การเปิดหน้าชกเช่นนี้สอดคล้องกับตรรกะแบบ “ได้-เสีย” ซึ่งอลิสันเตือนว่าอาจนำไปสู่การปะทะที่รุนแรงเกินความสามารถที่จะควบคุมได้หากไม่มีความยับยั้งชั่งใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง…หรือทั้งสองฝ่าย

ที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือสนามรบในสงครามการค้านั้นสามารถขยายแนวรบไปได้อย่างกว้างขวางไร้ขอบเขต เช่น การฟาดฟันกันด้านเทคโนโลยี

ยิ่งนับวันยิ่งชัดแจ้งว่าสงครามการค้าในยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินค้า แต่ลุกลามไปสู่สนามเทคโนโลยี

ซึ่งอาจมีเดิมพันที่สูงกว่าสงครามใดๆ ในอดีต

สหรัฐจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน เช่น ชิพเซมิคอนดักเตอร์ อีกทั้งยังห้ามการใช้ผลิตภัณฑ์ของ Huawei และพยายามบังคับให้จีนขายหุ้น TikTok ออก

ส่วนหนึ่งเพราะกังวลว่าจีนจะเป็นผู้นำในด้าน AI, 5G และคอมพิวเตอร์ควอนตัมจนอเมริกาตามไม่ทัน

คำถามที่สำคัญอย่างยิ่งยวดวันนี้ก็คือยังสามารถหลีกเลี่ยงสงครามได้หรือไม่?

ประวัติศาสตร์ชี้ว่าความขัดแย้งระหว่างอำนาจใหม่กับอำนาจเก่ามักนำไปสู่สงคราม แต่อลิสันก็นำเสนอว่าโลกจะต้องมีความหวังว่ามนุษย์จะไม่ทำลายล้างกันเองจนเกิดหายนะระดับสากล

หลายกรณีในอดีตก็ชี้ว่าคู่กรณีในความขัดแย้งสามารถหลีกเลี่ยงสงครามได้

ด้วยการเจรจาต่อรองผ่านการทูต ความยืดหยุ่น และท้ายที่สุดต้องยอมรับการดำรงอยู่ของกันและกัน

เพราะนี่ไม่ใช่ Zero Sum Game ที่ฝ่ายหนึ่งชนะอีกฝ่ายหนึ่งต้องแพ้ราบคาบอย่างหมดสภาพ

เป็นไปได้หรือไม่ที่จีนกับสหรัฐจะตระหนักถึงความจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติเพราะต่างคนต่างต้องพึ่งพากัน หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ

ในอดีต ทั้งวอชิงตันกับปักกิ่งอาจจะไม่ต้องพึ่งพากันทางเศรษฐกิจกันมากเท่าทุกวันนี้

แต่โลกเล็กลงเพราะเทคโนโลยี และไม่ว่าทรัมป์จะยอมรับหรือไม่อเมริกากับจีนมีความเชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง

ต่างต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันซึ่งเป็น “กันชน” ที่ช่วยลดแรงกระแทก และเป็น “จุดเปราะบาง” ที่อ่อนไหวต่อแรงกดดัน

แม้ว่าทรัมป์จะปากแข็ง และตอกย้ำเสมอว่า “จีนต้องการอเมริกามากกว่าอเมริกาต้องการจีน” แต่ในความเป็นจริงก็คือสหรัฐไม่อาจจะให้โรงงานอเมริกันที่ไปผลิตสินค้าต่างๆ ในต่างประเทศกลับบ้าน

เพราะค่าแรงและปัจจัยผลิตต่างๆ ของอเมริกาไม่สามารถแข่งขันกับจีนและประเทศอื่นๆ ได้อีกต่อไป

อีกทั้งสินค้าที่ผลิตในอเมริกาก็ต้องพึ่งพาตลาดจีนหากจะขยายการผลิตให้ได้ขนาดที่คุ้มค่ากับการลงทุนในอนาคต

อีกปัจจัยที่สำคัญต่อการตัดสินใจของทั้งทรัมป์และสี จิ้นผิง คือบทบาทของการเมืองภายใน

หนังสือเล่มนี้มุ่งเน้นวิเคราะห์ไปในแนวทางภูมิรัฐศาสตร์เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงทางทหาร แต่สงครามการค้ามีปัจจัยที่ซับซ้อนกว่ามากนัก

เพราะความขัดแย้งระดับสากลมักถูกขับเคลื่อนโดยการเมืองภายในประเทศ

มีทั้งแรงกดดันจากสังคม เสียงของประชาชน และความนิยมทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง

การเมืองจีนกับอเมริกามีความแตกต่างที่อาจจะเป็นทั้งด้านบวกและลบให้กับผู้นำทั้งสอง

แม้จะไม่มีการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองในประเทศ แต่สี จิ้นผิง ก็ต้องกระตุ้นความรู้สึกชาตินิยมจีนเพื่อพร้อมทำสงครามการค้ายืดเยื้อกับอเมริกา

ขณะที่ทรัมป์เจอแรงกดดันการเมืองในประเทศจากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเดโมแครต, นักวิชาการ, สื่อและกลุ่มต่างๆ ในสังคมที่ต่อต้านนโยบายหลายด้านของทรัมป์

อีกทั้งยังต้องกังวลกับโพลทั้งหลายที่คอยสะท้อนความรู้สึกของประชาชนต่อสิ่งที่ทรัมป์ทำหรือไม่ได้ทำใน 6 เดือนแรกของการดำรงตำแหน่งรอบสอง

มิหนำซ้ำยังต้องเผชิญกับความท้าทายของการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นไปปีเศษๆ นี้

หากเกิดอาการพลาดท่าเสียทีในนโยบายหลักๆ บางเรื่อง พรรครีพับลิกันอาจจะเสียที่นั่งในสภาล่างและสภาบนในการเลือกตั้งระหว่างกาลที่สามารถพลิกเกมการเมืองในประเทศได้อย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทรัมป์-สี จิ้นผิง : เกมนี้ต้องมีผู้ชนะ-ผู้แพ้เท่านั้นหรือ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...