ซีอีโอ JPMorgan เตือนตลาดประเมินความเสี่ยง “หนี้สหรัฐ-เงินเฟ้อ” ต่ำเกินจริง stagflation อาจสูงกว่าที่รับรู้ 2 เท่า
ซีอีโอ JPMorgan เตือนตลาดประเมินความเสี่ยง “หนี้สหรัฐ-เงินเฟ้อ” ต่ำเกินจริง stagflation อาจสูงกว่าที่รับรู้ 2 เท่า พร้อมคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนร่วงเหลือศูนย์กลางปีนี้ ฉุดหุ้นสหรัฐ
วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า เจมี่ ไดมอน ประธานและซีอีโอของ JPMorgan Chase กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ตลาดการเงินและธนาคารกลางทั่วโลกประเมินความเสี่ยงจากการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงภาษีการค้ากับความตึงเครียดระหว่างประเทศ ต่ำกว่าความเป็นจริง
ในการประชุมนักลงทุนประจำปีของธนาคาร ณ นครนิวยอร์ก ไดมอนกล่าวว่า มองว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และแม้กระทั่งภาวะ “stagflation” หรือภาวะเศรษฐกิจซบเซาพร้อมกับเงินเฟ้อ ยังไม่ได้สะท้อนในมูลค่าตลาดหุ้นอย่างเหมาะสม แม้ตลาดจะฟื้นตัวขึ้นมาหลังจากร่วงลงในเดือนเมษายน
“มีหนี้ขาดดุลจำนวนมหาศาล และมีธนาคารกลางที่ผมคิดว่าชะล่าใจเกินไป …พวกคุณคิดว่าธนาคารกลางจะจัดการทุกอย่างได้ ผมไม่คิดอย่างนั้น” ไดมอนกล่าว พร้อมเสริมว่า คนในตลาดรู้สึกสบายใจเกินไป เพราะยังไม่เห็นผลกระทบที่แท้จริงของภาษีการค้า
“ตลาดเคยร่วงลง 10% แล้วก็กลับขึ้นมา 10% นั่นแสดงถึงความชะล่าใจอย่างมาก”
คำกล่าวของไดมอนเกิดขึ้นหลังจาก Moody’s เพิ่งปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ด้วยความกังวลต่อภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ตลาดการเงินยังคงผันผวนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่าจะทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นและเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว
ไดมอนกล่าวเพิ่มเติมว่า เขาเชื่อว่าประมาณการผลประกอบการของบริษัทในดัชนี S&P 500 ซึ่งได้ถูกปรับลดลงแล้วในช่วงเริ่มต้นนโยบายการค้าของทรัมป์ น่าจะถูกลดลงอีกในอนาคต เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ชะลอหรือปรับลดเป้าหมายรายได้ภายใต้ภาวะไม่แน่นอนเช่นนี้
“อีก 6 เดือนข้างหน้า จะเห็นประมาณการเติบโตของกำไรกลายเป็นศูนย์ จากที่เคยอยู่ราว 12% เมื่อต้นปี ถ้าเป็นแบบนั้น ราคาหุ้นก็คงจะลดลงตาม”
และยังระบุด้วยว่า “ผมคิดว่าประมาณการกำไรจะลดลง ซึ่งหมายความว่า ค่า P/E (Price to Earnings Ratio) ก็จะลดลงเช่นกัน”
ไดมอนยังเตือนว่าความเสี่ยงของการเกิด “stagflation” หรือภาวะเงินเฟ้อในช่วงเศรษฐกิจถดถอย อาจสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ถึง 2 เท่า
ในอีกประเด็นหนึ่งทรอย โรห์ร์บัฟ ผู้บริหารร่วมของฝ่ายวาณิชธนกิจและธุรกิจเชิงพาณิชย์ของ JPMorgan กล่าวว่า ลูกค้าธุรกิจยังคงรอดูสถานการณ์อยู่ในเรื่องของการควบรวมกิจการหรือดีลอื่น ๆ รายได้จากวาณิชธนกิจ (investment banking) คาดว่าจะลดลงระดับกลางของตัวเลขสองหลักเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่รายได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ (trading revenue) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นระดับกลางถึงสูงของตัวเลขหลักเดียว
เมื่อถูกถามเรื่องกำหนดเวลาที่เขาจะลงจากตำแหน่งซีอีโอ ไดมอนตอบว่า ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนจากปีที่แล้ว โดยเขาเคยกล่าวไว้ว่าน่าจะดำรงตำแหน่งอีกไม่เกิน 5 ปี
ในวันเดียวกันนั้น มาเรียนน์ เลค หัวหน้าฝ่ายธุรกิจธนาคารรายย่อยของ JPMorgan ใช้เวลานำเสนอมากที่สุดถึงหนึ่งชั่วโมง และเธอก็ถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีโอกาสขึ้นเป็นซีอีโอคนต่อไป โดยเฉพาะหลังจากเจนนิเฟอร์ เพียปแซค ประธานฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ประกาศว่าจะไม่ขอรับตำแหน่งสูงสุดนี้
อ้างอิง : cnbc.com