คุณหนูตัวปลอมขอลาก่อนนะคะ
ข้อมูลเบื้องต้น
คุณหนูตัวปลอมขอลาก่อนนะคะ
ซ่งเซียนอวี่เป็นชื่อที่พ่อกับแม่มอบให้เธอ ชีวิตของเซียนอวี่เหมือนคุณหนูทั่ว ๆ ไป แต่ใครจะคิด ว่าวันหนึ่งจะมีเรื่องบ้า ๆ เกิดขึ้น เธอไม่ใช่ลูกสาวที่แท้จริงของพ่อกับแม่ แต่เป็นเด็กที่เก็บมาเลี้ยงเพื่อแทนที่ลูกสาวตัวจริงที่หายตัวไป
เรื่องนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ทันทีที่พ่อกับแม่พาลูกสาวที่แท้จริงกลับมาที่บ้าน เธอก็ถูกเตะส่งให้ไปรับชะตากรรมแทนลูกสาวที่แท้จริงทันที
"เป็นค่าตอบแทนที่ตระกูลซ่งชุบเลี้ยงเธอมาอย่างดี ทำเพื่อน้องแค่นี้เอง"
หลังจากนั้นเธอก็ถูกส่งไปเป็นเยาวชนในชนบท ชีวิตคุณหนูที่ไม่เคยแม้แต่จะล้างจานที่ตัวเองกินเสร็จ เธอต้องทำงานลำบากแทบตาย สุดท้ายพ่อกับแม่ติดต่อมาว่าจะช่วยให้กลับไปอยู่ด้วยกันได้ แต่ต้องแลกกับการที่เธอยอมผ่าตัดเปลี่ยนไตของตัวเองให้น้องสาว…แน่นอนว่าเธอยอม
แต่นั่นเป็นความคิดที่โง่มาก โชคดีที่เธอมีโอกาสได้กลับมาแก้ไขมัน
โอกาส
“นี่คือ อาหนิง ซ่งหนิงหนิง ทำความรู้จักกันไว้นะลูก อาหนิงเป็นลูกสาวของพ่อกับแม่เหมือนกันกับลูก ก่อนหน้านี้อาหนิงเกิดเรื่องนิดหน่อย น้องเลยอยู่กับเราไม่ได้ แต่ตอนนี้ไม่มีเรื่องแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว เซียนเซียน…ดีกับน้องหน่อยนะลูก”
เซียนเซียน หรือชื่อเต็มที่พ่อกับแม่ตั้งให้ก็คือ ซ่งเซียนอวี่ เด็กสาวจากตระกูลซ่ง ลูกสาวคนเดียวของตระกูลซ่ง อันที่จริงจะพูดว่าเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลซ่งก็ไม่ถูก เพราะตอนนี้แม่ซ่งพึ่งจะแนะนำเด็กสาวแปลกหน้าว่าเป็นน้องสาวของเธอไปหมาด ๆ
เซียนอวี่มองหน้าน้องสาวคนใหม่ด้วยสีหน้าสับสน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นงุนงง ในหัวของเธอทั้งสับสน ทั้งงุนงง เธอตกใจจนเกือบกรี้ดออกมา แต่ดีที่เธออึ้งจนพูดอะไรไม่ออกไปเสียก่อน
ภาพตรงหน้าของเธอ ทำไมมันช่างแสนคุ้นเคย เธอจำเหตุการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี เหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไป จากคุณหนูหนึ่งเดียวของตระกูลซ่ง ผู้ที่ชีวิตโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ
แต่หลังจากวันนี้ ไม่สิ…หลังจากเหตุการณ์นี้ต่างหาก ชีวิตของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป แน่นอนว่าเป็นในทางที่แย่ สถานะที่แท้จริงของเธอคือลูกสาวตัวปลอม หรือที่คนรอบข้างเรียกกันว่าคุณหนูซ่งตัวปลอม เพราะคนที่พึ่งถูกพาตัวกลับเข้ามาอย่างซ่งหนิงหนิงคือลูกสาวที่แท้จริงของบ้านซ่ง
แน่นอนว่าตามนิสัยแล้ว การที่พ่อกับแม่พาเด็กสาวแปลกหน้าเข้ามาในบ้าน พร้อมกันแนะนำว่าคือน้องสาวคนใหม่ของเธอ เธอต้องกรีดร้องโวยวายพร้อมกับทำลายข้าวของอย่างไม่ยินยอม แต่ว่านะ…ครั้งนี้เธอจะไม่ทำอะไรโง่ ๆ แบบนั้นอีก
“…น้องสาว สินะคะ พ่อคะ แม่คะ หนูขอตัวกลับห้องก่อนนะคะ” หลังจากที่ต้องทุกทรมานมาแล้วรอบหนึ่ง เธอไม่มีทางทำตัวโง่ให้ตัวเองลำบากอีกแน่นอน
พ่อแม่ซ่งได้แต่พยักหน้ายอมให้ลูกสาวตัวปลอมของพวกตนกลับขึ้นห้องไป อย่างไรเด็กคนนั้นก็ถูกพวกเขาเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงม ขนาดยังไม่บอกเรื่องที่ตนเองไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของพวกเขา เซียนอวี่ยังมีท่าทางขนาดนี้ ถ้าหากบอกไปว่าตนเองไม่ใช่สายเลือดของคนบ้านนี้ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถึงอย่างไรพวกเขาก็เลี้ยงดูเซียนอวี่มาตั้งแต่ยังเด็ก แม้จะรู้อยู่แก่ใจ ว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกที่แท้จริงก็ตาม
พ่อแม่ซ่งถอนหายใจ ก่อนจะมองตามหลังเซียนอวี่ไปจนลับสายตา พวกเขาถึงหันมาสนใจลูกสาวที่แท้จริงที่นั่งก้มหน้าด้วยท่าทางหวาดกลัวปนเสียใจอยู่
“อาหนิง ลูกไม่ต้องกลัว ที่นี่เป็นที่ของลูก เป็นบ้านที่แท้จริงของลูก พ่อกับแม่ก็เป็นพ่อแม่ที่แท้จริง ไม่มีใครทำร้ายลูก พวกเราจะชดเชยให้ลูก แม่ขอโทษที่ไม่หาตัวลูกให้เจอเร็วกว่านี้” ตอนนั้นเธอรู้ว่าลูกหายตัวไป นานหลายเดือนก็ไม่อาจทำใจได้
สุดท้ายสามีของเธอจึงได้ตัดสินใจพาเธอไปเลือกเด็กอ่อนพึ่งคลอดมาเลี้ยงแทนลูกสาวที่พลัดพรากไปก่อนตั้งใจว่า หากตามตัวลูกสาวกลับมาได้ ก็จะเลี้ยงให้เด็กคนนี้เป็นคนสนิทข้างกายของลูกสาว
แต่ใครจะไปคิด ว่านานถึงสิบหกปี พวกเขาถึงจะตามหาตัวลูกของตนเองพบ มีหลายครั้งที่พวกเขาถอดใจ แต่เพราะยังมีความหวัง หวังว่าลูกของตัวเองจะต้องยังมีชีวิตอยู่ ในที่สุดก็พบตัวของเด็กน้อยจนได้
“แต่พี่…พี่ดูเหมือนจะไม่ยอมรับหนู ถ้า ถ้ามันทำให้พี่ไม่พอใจ หนู…หนูยินดีกลับไป-” หนิงหนิงก้มหน้าพูดจาแผ่วเบา ทั้งชีวิตนี้เธอถูกเลี้ยงดูด้วยความรุนแรงและหวาดกลัว ตอนที่รู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกสาวของพ่อกับแม่ แต่เป็นลูกสาวเศรษฐีในเมืองหลวง หัวใจของเธอเกิดคลื่นความดีใจโหมกระหน่ำจนแทบจะอดใจรอไม่ไหว จนในที่สุดเธอก็ได้ถูกรับตัวกลับมา แต่กลายเป็นว่าพ่อกับแม่ของเธอมีลูกคนอื่นอยู่ก่อนแล้ว กับพี่ชายไม่เท่าไหร่ แต่กับพี่สาวที่เธอพึ่งรู้จัก ท่าทางของอีกคนทำให้เธอลำบากใจ
บางที…การปรากฏตัวของเธอคงทำให้พี่สาวคนนั้นไม่พอใจก็ได้ เธอไม่ได้หวังว่าคนในบ้านจะมอบความรักให้แก่เธอมากมายอะไร ขอแค่ไม่รังแกและจิกหัวใช้เธอเหมือนกับบ้านที่เคยอยู่มาก่อนหน้านี้ก็พอแล้ว
“โถ่ อาหนิง…ลูกอย่าคิดอย่างนั้น ที่นี่เป็นบ้านของลูก ซ่งเซียนอวี่ เด็กคนนั้นอายุเท่าลูก เกิดวันเดียวกันกับลูก เพราะเด็กคนนั้นทำให้แม่คิดถึงลูก แม่จึงรับเลี้ยงเด็กคนนั้น ตั้งใจว่าจะให้เป็นคนข้างกายและคอยติดตามลูกตอนที่พบตัวลูก แต่เวลาผ่านไปนานเสียเหลือเกิน เซียนอวี่เติบโตจากการเลี้ยงดูของแม่ แม่ก็รักและเอ็นดูเซียนอวี่มาก แต่ว่า…แม่จะรักลูกคนอื่นมากกว่าลูกของตนเองได้อย่างไรกัน ลูกน่ะ คือตัวจริง ชื่อเซียนอวี่ นั่นก็เป็นชื่อที่แม่ตั้งใจจะให้ลูก อย่าได้คิดมากเลยนะ”
แม่ซ่งกล่าวยืดยาว หวังปลอบใจลูกสาวให้เลิกคิดมากกับเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะเลี้ยงดูและมอบความรักให้เซียนอวี่ก็จริง แต่เธอก็รู้สึกผิดกับลูกสาวที่แท้จริงของตนเองมากกว่า ดังนั้นไม่ว่าอย่างไร เธอก็ต้องเข้าข้างหนิงหนิงอยู่แล้ว
เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นถูกเซียนอวี่แอบมองจากบนชั้นสองของบ้าน ใบหน้าสวยเฉี่ยวเบะปากคว่ำ เธอแอบฟังสามพ่อแม่ลูกนั่งกอดนั่งปลอบกันหลังจากขอแยกตัวออกไป
เธอรู้อยู่แล้วแหละว่าอะไรเป็นอะไร คนที่นี่ถึงจะเลี้ยงเธอมาตั้งแต่เกิด แต่น้ำหนักในใจเธอก็ไม่ได้มากไปกว่าลูกสาวที่คลอดออกมาจากท้องเองเหมือนซ่งหนิงหนิง
คนที่นี่ไม่ยอมที่จะบอกความจริงกับเธอ ว่าจริง ๆ แล้วเธอไม่ใช่ลูกสาวสายเลือดแท้จริงอย่างหนิงหนิง เลือกจะปล่อยให้คนอื่น ๆ มองเธอว่าโง่ กว่าจะรู้ตัว ก็ตอนที่มีจดหมายส่งมาที่บ้าน ทางการออกกฎหมายใหม่ บังคับให้ทุกครอบครัวส่งบุตรหลานทำงาน หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือการส่งตัวเยาวชนไปยังชนบทนั่นแหละ
มันไม่ใช่นโยบายเพื่อประชาชนแต่อย่างใด มันเหมือนเป็นการยึดตัวประกันของแต่ละครอบครัวเอาไว้เสียมากกว่า แน่นอนว่าส่งตัวคุณหนูคุณชายทั้งหลายที่สุขสบายมาทั้งชีวิตไปยังชนบท มีใครบ้างยินดีที่จะไป
พ่อแม่ซ่งไม่ยอมบอกความจริงเรื่องชาติกำเนิดที่แท้จริงกับเธอก็เพราะเรื่องนี้ พวกเขารู้ข่าวมาก่อนแล้ว ว่ารัฐจะให้แต่ละครอบครัวส่งตัวบุตรหลานไปอย่างน้อยหนึ่งคน ดังนั้นพวกเขาก็ไม่ลังเลเลย ที่จะส่งตัวเธอที่พร่ำบอกว่ารักเหมือนลูกไป
แทนที่จะส่งลูกสาวที่พึ่งพบตัวไปลำบากลำบนเป็นครั้งที่สอง แถมยังได้จัดการกับปัญหาหลายอย่างที่ต้องจัดการเกี่ยวกับตัวตนของเธอไปอีกทาง เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว
ได้ทั้งตัวรับกระสุนแทนลูกสาวที่แท้จริง ได้ตัวแทนของครอบครัว ได้กำจัดตัวปัญหาที่จะตามมาก่อกวนครอบครัวอย่างเธอไปอีก เธอจำได้แม่นเลย ตอนที่ถูกส่งตัวไปยังชนบท ครอบครัวซ่งส่งจดหมายไปหาเธอหนึ่งครั้ง
เนื้อหาในจดหมายกล่าวถึงความเสียใจที่ต้องเลือกส่งเธอไปยังที่แบบนั้น ก่อนจะบอกเล่าความจริงทั้งหมด พร้อมทั้งทิ้งท้ายว่าหากรัฐมีนโยบายเรียกตัวกลับเมื่อไหร่ เธอสามารถกลับไปที่บ้านนั้นได้ทุกเมื่อ แต่คงไม่อาจรั้งตำแหน่งคุณหนูของตระกูลไว้ให้ได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะไม่อยากทำให้ซ่งหนิงหนิงเสียใจ
ราวกับว่าการหายตัวไปของเธอเป็นเรื่องน่ายินดีของตระกูลซ่ง หากว่าเรื่องมันจบที่จดหมายฉบับนั้นก็คงดี ลูกสาวที่แท้จริงอย่างซ่งหนิงหนิงกลับรู้สึกผิดเต็มหัวใจ สร้างเรื่องที่ทำให้คนอื่น ๆ วุ่นวาย ทั้งพยายามส่งจดหมายและส่งของมีค่าในบ้านมาให้เธอ สุดท้ายก็กลายเป็นเธอที่ต้องรับผิด เมื่อของที่ซ่งหนิงหนิงส่งมานั้นเป็นของมีค่าของคนในบ้าน
“อยู่กันให้มีความสุขไปเถอะ ชาตินี้ฉันพอแล้วกับครอบครัวน่าขยะแขยงแบบนี้ ฮึ” เธอไม่เอาแล้ว แม้ว่าจะต้องถูกส่งตัวไปให้ลำบากที่ชนบท เธอก็ยินดี เพราะอย่างน้อย ปัญหาเรื่องตัวตนของเธอจะได้จบอย่างง่ายดาย
อย่าลืมว่าเอออายุเพียงสิบหกปี จะให้ไปจัดการอะไรก็ยากเสียยิ่งกว่าอะไร ยิ่งเธอเป็นผู้หญิงด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง แค่จะเรียนหนังสือยังยากเลย ดีที่บ้านนี้รวย เรื่องการศึกษาเลยไม่ใช่ปัญหา
ลูกทุกคนในบ้านหลังนี้ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี ทั้งมารยาท ทั้งความรู้ ทุกอย่างครบถ้วน จะมีก็แต่หนิงหนิงที่ต้องเริ่มเรียนใหม่ตั้งแต่ต้น แน่นอนว่าต้องเรียกอาจารย์มาสอนถึงที่บ้าน เพราะพ่อแม่ซ่งแม้ปากจะบอกว่ารักลูกสาวในไส้มากแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ยังรักหน้าตัวเองยิ่งกว่าสิ่งใด
พวกเขาไม่ต้องการให้ซ่งหนิงหนิงที่ติดคราบความบ้านนอกออกไปสู่สาธารณชน เอาง่าย ๆ ก็คือเธอจะถูกกักตัวให้อยู่แต่ในบ้าน จนกว่ากิริยามารยาทจะเหมือนคุณหนูคนอื่น ๆ ในเมืองถึงจะยอมให้เธอออกไปพบผู้คนและเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงกับสังคม
แน่นอนว่าเรื่องการเปิดเผยตัวตนนั้นรวมไปถึงคู่หมั้นจากตระกูลใหญ่ที่ทำสัญญาเอาไว้ด้วยเช่นกัน เธอจำได้ว่าหลังจากเธอถูกส่งตัวไปยังชนบท คู่หมั้นที่เคยรักและเอ็นดูเธอยิ่งกว่าใคร ๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไป ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นตอนที่เธอไม่อยู่
รู้เพียงแต่ว่า ตระกูลซ่งเปลี่ยนตัวเจ้าสาว จากซ่งเซียนอวี่ กลายเป็นซ่งหนิงหนิง ตอนแรกชายหนุ่มคู่หมั้นของเธอก็ดูไม่ยินยอม ทั้งยังส่งจดหมายมาบอกกล่าวว่ารังเกียจหนิงหนิงยิ่งกว่าอะไร ก่อนจดหมายถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงจะเปลี่ยนเป็นจดหมายตำหนิ ตำหนิว่าเพราะส่งจดหมายไปควบคุมคู่หมั้นแสนจะอ่อนต่อโลกของตนเองจนยัยนั่นทำเรื่องอะไรโง่ ๆ
คำถามเดียวที่เกิดขึ้นในหัวของเธอก็คือ…ถ้าเธอควบคุมซ่งหนิงหนิงได้ขนาดนั้น ทำไมเธอไม่ควบคุมให้นังดอกบัวขาวหน้าโง่นั่นมาลำบากแทนตนเอง ทำไมไม่ควบคุมให้อาหนิงของทุกคนส่งเงินมาทีละหลายร้อยหลายพันหยวนกันล่ะ
ขอปลอกลอกหน่อยนะคะ
คนในบ้านต่างเข้าใจว่าพ่อแม่ซ่งรักเซียนอวี่ไม่ต่างจากลูกในไส้ของตัวเอง เรื่องนั้นเซียนอวี่อยากให้มันเป็นแบบนั้นต่อไป เธอต้องการใช้เวลาอันน้อยนิดก่อนจะมีจดหมายส่งมาถึงบ้านกอบโกยของจากบ้านนี้ให้ได้มากที่สุด แม้ว่าจะเกลียดจะแค้นคนตระกูลนี้มากแค่ไหน แต่เธอก็ต้องทน
อย่างตอนนี้ที่เธอต้องลงมานั่งหันหน้าเข้ากับทุกคนในครอบครัว อาหารเช้าแสนอร่อยวางลงบนหน้าสมาชิกในบ้านทีละคน กลิ่นหอมของอาหารโชยเข้าจมูกกระตุ้นความหิวของเธอได้เป็นอย่างดี
นานมากแค่ไหนแล้วนะที่เธอไม่ได้กินอะไรดี ๆ แบบนี้ ชีวิตที่แสนจะสุขสบายของเธอหายไปราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ใช่…เพราะเธอมันตัวปลอม
เพราะอย่างนั้นตัวปลอมอย่างเธอขอเสพสุขให้เต็มที่ก่อนก็แล้วกัน เซียนอวี่ไม่สนใจใครอีก เมื่อพ่อซ่งเริ่มตักอาหารเข้าปาก เธอจึงเริ่มจัดการอาหารของตัวเองทันที ไม่สนใจสายตาแปลกใจของคนในบ้าน ว่าทำไมวันนี้คุณหนูเซียนอวี่ที่สุดแสนจะกินยากถึงได้กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยขนาดนี้
แต่ก็ได้แค่สงสัย ไม่มีใครกล้าถามออกไปอยู่ดี หนิงหนิงที่อยากจะพูดกับพี่สาวสักคำก็จำต้องเก็บปากไป เพราะอีกคนกินอาหารเช้าแบบไม่สนใจคนบนโต๊ะอาหารเลยสักนิด ก้มหน้าก้มตากินจนเธอไม่กล้าขัด
“พี่คะ คือ คือว่า ฉันอยากจะชวนพี่ออกไปเที่ยวด้วยกัน…ถ้า ถ้าพี่ไม่สะดวกใจก็ไม่เป็นไรนะคะ พอดีคุณแม่อยากพาฉันไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ ฉันเห็นว่าพี่น่าจะเลือกของพวกนี้ได้ดีเลยแค่ เอ่อ อยากชวนไปเดินด้วยกันน่ะค่ะ” หนิงหนิงเปิดปากพูดออกมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ท่ามกลางความเอ็นดูปนคาดหวังของพ่อแม่ซ่งและพี่ชายซ่งที่กำลังมองมา
เซียนอวี่นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะผงกหัวเป็นอันตกลงว่าตัวเองยินดีที่จะไปตามคำชวนของน้องสาวคนใหม่ สร้างความประหลาดใจให้กับทั้งสามคนที่กังวลว่าเด็กสาวจะพูดจาร้าย ๆ ใส่ลูกสาวและน้องสาวของตน
แน่นอนว่าทุกคนต้องแปลกใจน่ะถูกแล้ว เพราะชีวิตก่อนเธอก็ทำอย่างที่คนพวกนี้คิดจริง ๆ เธอด่ากราดซ่งหนิงหนิงว่าเป็นภาระแถมยังบ้านนอกจนสาวน้อยของบ้านน้ำตาเล็ด ทั้งยังมีท่าทางหวาดกลัวเธอจนไม่กล้ามองหน้าอีก
“ไปสิ แม่คะ หนูอยากได้บางอย่างพอดีเลย เดี๋ยวขอขึ้นไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ เสร็จแล้วจะรีบลงมาค่ะ” พูดจบเธอก็ปัดตูดหนีกลับขึ้นห้องทันที เรื่องอะไรจะอยู่ตรงนั้นให้ตัวเองอึดอัด ต้องทนเรียกคนอย่างนั้นว่าแม่ ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้มองว่าเธอเป็นลูกเลยสักนิด ที่ยังอดทนอยู่นั่นก็คงเพราะเธอยังมีประโยชน์ต่อครอบครัวเสียมากกว่า
เพราะอย่างนั้นก่อนที่เรื่องจะเปิดเผยออกมา ว่าเธอคือลูกที่เก็บมาเลี้ยง เธอจะขอสูบเลือดสูบเนื้อคนพวกนี้ให้หนำใจก่อนก็แล้วกัน ตอนถูกเฉดหัวไปบ้านนอกจะได้ไม่ลำบากมาก
ไม่นานสามสาวบ้านซ่งก็มายืนหน้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ของเมือง อันที่จริงจะเรียกว่าห้างสรรพสินค้าก็ไม่ถูกนัก ตอนนี้ประเทศยังไม่ได้เปิดกว้างเหมือนในอนาคต หลายสิ่งหลายอย่างยังไม่ได้รับการอนุญาตจากทางภาครัฐ
ดังนั้นของที่ขายก็มีไม่ได้มากมายอะไร แต่สำหรับเมืองหลวงที่ได้รับการกล่าวขานว่าเมืองสวรรค์ที่รวบรวมคนใหญ่คนโตและคนรวยเอาไว้แล้วนั้น ตลาดที่พวกเขาเดินย่อมไม่ธรรมดาเหมือนชาวบ้านทั่ว ๆ ไป
ซ่งหนิงหนิงมองรอบตัวอย่างตื่นเต้น เธอไม่เคยรับรู้เลยว่าในโลกใบนี้จะมีอะไรที่เจริญหูเจริญตาและโก้ขนาดนี้มาก่อน สาว ๆ แต่งตัวเหมือนในหนังสือพิมพ์ที่เธอเคยเห็นในร้านหนังสือ ผู้ชายก็แต่งตัวกันสุภาพมาก ๆ
“เอาล่ะ เราไปที่ร้านขายเสื้อผ้าก่อนก็แล้วกันนะ” แม่ซ่งกล่าวนำก่อนจะเดินนำลูก ๆ ทั้งสองคนไปยังร้านค้าประจำของตน เซียนอวี่เดินตามไปอย่างสบาย ๆ ต่างจากหนิงหนิงที่เดินก้มหน้าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
เซียนอวี่ยิ้มเยาะให้กับคนหน้าบาง แม่ซ่งคนนี้ แม้จะรักลูกสาวของตนเอง แต่สิ่งที่เธอรักมากยิ่งกว่าก็คือใบหน้าและชื่อเสียง สภาพของซ่งหนิงหนิงตอนนี้ หากแนะนำให้ใครรู้จักว่าเป็นลูกสาวของตนเองคงจะอับอายขายขี้หน้าไม่น้อย เพราะแบบนั้นการชวนเธอออกมาด้วยจึงเป็นเหมือนไม้กันหมา หรือตัวกันคำครหาของชาวบ้านชาวช่องเขานั่นแหละ
ภายในร้านชายผ้าที่ครอบครัวซ่งมาซื้อประจำนั้นมีคนคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่หลายคน แน่นอนว่าหนึ่งในต้องมีคนรู้จักแม่ซ่งอย่างน้อยหนึ่งคนอยู่ด้วย เซียนอวี่จึงถูกไหว้วานจากแม่บังเกิดเกล้า…ของคนอื่น ให้ช่วยดูแลลูกสาวที่แสนดีคนนี้แทนตนเองที ส่วนตนเองจะไปสุมหัวกับพวกคุณนายทั้งหลายรออยู่ห้องรับรอง
“เอาล่ะ เธอชอบสีอะไร” ไหน ๆ ก็กะจะปอกลอกครอบครัวนี้แล้ว เธอจะยอมทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงก็แล้วกัน
ซ่งหนิงหนิงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อคนข้างกายเอ่ยปากพูดด้วยเป็นครั้งแรก เธอกลัวว่าพี่สาวจะไม่ชอบตนเอง กลัวว่าจะรังเกียจที่เธอมาจากบ้านนอก แถมพี่สาวยังสวยมาก ๆ ผิวก็ขาวราวกับน้ำนม ต่างจากเธอที่ทำงานมาอย่างหนักตั้งแต่ไหนแต่ไร
“สะ สี สีหรอคะ อันที่จริง ฉันไม่เคยคิดเรื่องนั้นเลยค่ะ เสื้อผ้า…แค่ใส่แล้วอุ่นก็พอแล้วไม่ใช่หรอคะ” ซ่งหนิงหนิงตอบคำถามออกไปหน้าซื่อ ก่อนจะเกาแก้มเชิน ๆ ใส่เซียนอวี่
แต่คนฟังอย่างเซียนอวี่น่ะหรือ…ในหัวของเธอตอนนี้กำลังคิดคำด่านังดอกบัวขาวนี่เป็นหมื่นเป็นล้านคำ แค่ตอบมาว่าชอบสีอะไรก็พอแล้วไม่ใช่หรือไง จะมาพูดว่าใส่แล้วอุ่นเพื่ออะไร ถ้าอย่างนั้นก็ใส่ผ้าขี้ริ้วที่หอบมาจากบ้านนอกด้วยนั่นต่อไปก็คงไม่เป็นไรสินะ
แต่อยากด่ามากแค่ไหนก็ต้องอดทน เพราะวันนี้เธอมีเป้าหมายว่าจะมาซื้อของแพง ๆ สักชิ้น เอาไว้ตกอับเมื่อไหร่จะได้เอาไปขายเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเสียให้หมด
“อื้ม…แค่เลือกมาสักสีก็พอ อย่าพูดพล่ามอะไรเยอะแยะ คนรอบ ๆ มองพวกเราอยู่ ถ้าเธอไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ต้องอับอายเพราะความใสซื่อของเธอ เลือกมาสักสี ถ้าเลือกไม่ได้ก็หลับตาจิ้มมาสักอัน”
เซียนอวี่พยายามข่มอารมณ์และน้ำเสียงของตัวเองเพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคน เธอไม่ได้ทำตัวสนิทสนมกับหนิงหนิง แต่ก็ไม่ได้ห่างเหินมาก คิดว่าตอนนี้คนรอบข้างคงสงสัยแล้วว่าเด็กสาวท่าทางมอมแมมข้าง ๆ เธอนี่เป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงมาเดินข้างคนถือตัวแบบเธอได้
ซ่งหนิงหนิงถูกพูดใส่แบบนั้นก็สะอึกไปเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าขอโทษที่ตัวเองทำตัวบ้านนอกออกไป ทั้งที่มีคนรอบข้างกำลังมองอยู่แท้ ๆ แต่เธอกลับพูดเรื่องไร้สาระออกไป ก่อนนิ้วเรียวที่ติดด้านของสาวน้อยจะจิ้มเลือกสีชมพูหวาน
เซียนอวี่พยักหน้าเพียงเล็กน้อย ก่อนเธอจะบอกให้หนิงหนิงไปนั่งรอ ส่วนตัวเองจะจัดการเรื่องเสื้อผ้ามาให้เลือกเอง แม้ว่าการกระทำแบบนี้จะทำให้เธอหงุดหงิดนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร เธอจะอดทน อดทนเพื่อให้คุณนายซ่งยอมใจอ่อนจ่ายเงินหลักพันหยวนซื้อของให้เธอ
สำหรับหนิงหนิงแล้ว เธอยิ่งกลัวเซียนอวี่มากขึ้นไปอีก เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่ยอมรับของพี่สาว แน่นอนสิ…เธอเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ อยู่ดี ๆ ก็เข้าบ้านมาแย่งทุกอย่างที่เป็นของตัวเองไป แต่ว่า…เธอเป็นลูกของคุณพ่อคุณแม่จริง ๆ นี่นา แต่พี่เซียนอวี่ไม่ใช่
ซ่งหนิงหนิงพยายามคิดหาคำปลอบใจตนเองให้ไม่กลัว เธออยากจะทำให้พ่อกับแม่ภูมิใจ อยากทำให้ทุกคนรักและเอ็นดูเธอ เพื่อเป็นการชอบคุณที่พยายามตามหาตัวเธอ จนในที่สุดก็เจอตัวเธอ และพาเธอออกมาจากนรกแห่งนั้น
ไม่นานชุดมากมายสีชมพูก็มาแขวนเต็มราวตรงหน้าเธอ เซียนอวี่เลือกชุดที่คิดว่าเข้ากับหนิงหนิงมาให้อย่างตั้งใจ ต้องรู้ก่อนว่าเธอไม่ได้อยากจะกลั่นแกล้งอีกคน เพราะแบบนั้นชุดที่เลือกจึงค่อนข้างดูดี
คุณนายซ่งที่แอบมองมาจากที่ไกล ๆ อดจะพอใจในตัวลูกเลี้ยงไม่ได้ อย่างน้อยเด็กคนนี้ก็มีประโยชน์ต่อหนิงหนิงของเธอไม่น้อย แถมเธอก็ยังเอ็นดูเซียนอวี่จริง ๆ แม้ว่าจะเอนเอียงไปที่ลูกสาวแท้ ๆ ของตนเองมากกว่าก็ตาม
“ชุดสวยมากเลยค่ะ สวยจนเลือกไม่ถูกเลยว่าจะเอาชุดไหน” ซ่งหนิงหนิงยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอชอบมาก พี่สาวเลือกแต่ชุดสวย ๆ มาให้เธอ ไม่ได้จะกลั่นแกล้งเธออย่างที่คิดเอาไว้เลย เป็นเธอที่คิดมากและกังวลจนเกินเหตุจริง ๆ ด้วย
เซียนอวี่เห็นหน้าของอีกคนก็รู้ทันทีว่าคิดอะไรอยู่ แต่เธอไม่คิดจะเปิดโปง ทำเพียงนั่งรอนิ่ง ๆ ให้อีกคนเลือกเสื้อผ้า ก่อนจะต้องถอนหายใจออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่ออีกคนเอาแต่ทำท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่กล้าหยิบจับชุดพวกนั้น
“เลือกได้หรือยัง” บางครั้งเธอก็อยากจะโวยวายแล้วพังราวผ้าตรงหน้านั่นเสีย แค่เลือกชุดที่ชอบมันยุ่งยากตรงไหน ชุดในราวตรงหน้านั้นเธอก็เลือกมาแล้วว่าเข้ากับอีกคน แม้ว่าตอนนี้ผิวพรรณของเจ้าตัวจะยังไม่เข้ากับชุดก็ตาม แต่หากบำรุงดี ๆ อีกไม่นานเกินปีก็คงจะกลมกลืนกับสาว ๆ ในเมืองได้ไม่ยาก
“ชุด ชุดพวกนี้มันสวยมากเลยค่ะ ฉันเลือกไม่ถูกเลย แฮะๆ ไม่รู้ว่าควรเอาชุดไหนดี พี่เลือกมาสวยทุกชุดเลย”
“เลือกไม่ได้ก็เอาทั้งหมด คุณแม่ไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว แถมเธอก็ไม่มีเสื้อผ้าเลย เอาทั้งหมดในราวไปคิดเงินด้วยค่ะ” เซียนอวี่พูดกับหนิงหนิง ก่อนจะหันไปพูดกับพนักงานที่อยู่ไม่ไกล
เซียนอวี่ไม่ได้รู้เลย ว่าคำพูดง่าย ๆ ของตัวเองที่พูดกับพนักงานจะทำให้ใครหลาย ๆ คนแปลกใจ ตามหลักแล้ว เหล่าคุณหนูคุณนายจะไม่พูดจามีหางเสียงกับพนักงานเสียเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นการพูดที่เหมือนออกคำสั่งเสียส่วนใหญ่ แน่นอนว่าคนทั้งร้านเป็นแบบนั้น เมื่อก่อนเซียนอวี่เองก็เป็นแบบนั้น แต่เพราะได้ไปตกระกำลำบากมานานหลายปี ทำให้เธอเผลอลืมตัวพูดออกไปอย่างไม่ทันคิด
นอกจากจะไม่ทันคิดแล้ว เธอยังไม่รู้สึกตัวอีกด้วยว่าทำอะไรลงไป และคนรอบข้างแปลกใจมากแค่ไหน เธอทำเพียงเดินไปเรียกแม่ซ่งให้มาจ่ายเงิน จะได้ออกไปจากร้านขายผ้าแล้วไปร้านอื่นต่อเสียที แค่เลือกเสื้อผ้าก็เสียเวลามากแล้ว ถ้าใช้เวลากับหนิงหนิงไปเยอะ เวลาที่เธอจะได้ซื้อบ้างก็น้อยกันพอดีน่ะสิ
หนูขอนะ
หลังจากเข้าร้านเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เซียนอวี่ก็ลากทั้งแม่และน้องสาวปลอม ๆ ออกจากร้านทันที แน่นอนว่าร้านต่อไปยังไม่ใช่ร้านที่เธออยากไป แต่เป็นร้านขายเครื่องประดับ
เซียนอวี่อดเลิกคิ้วไม่ได้ แม้ว่านี่จะไม่ใช่ร้านที่เธออยากไป แต่ก็ไม่แย่เลย…มีหรือที่พาลูกมาสองคน แต่จะซื้อให้ลูกแค่คนเดียว ไม่มีเสียหรอก เพราะแบบนั้นเซียนอวี่จึงได้แต่ลอบผิวปาก ก่อนจะเดินดูเครื่องประดับให้ตนเองอย่างไม่รีบร้อน
ด้านหลังมีหนิงหนิงเดินตามมาไม่ห่าง คงกำลังคาดหวังว่าเธอจะช่วยเลือกให้เหมือนร้านเสื้อผ้าเมื่อสักครู่สินะ แต่ว่า…ฝันไปเถอะย่ะ เสื้อผ้ามันไม่ใช่ของมีค่าอะไร แถมเธอไม่ได้ถูกไหว้วานให้ไปช่วยอีกคนเสียหน่อย ทำไมต้องไปช่วยคนอื่นด้วย เธอเป็นคนดีหรือยังไงล่ะ ช่างเถอะ
สร้อยคอประดับเพชรชิ้นเล็กถูกหยิบขึ้นมาดูด้วยความสนใจ สร้อยเส้นนี้ทั้งสวยทั้งน่ารัก แต่ราคากลับไม่ได้แพงมากเหมือนเส้นอื่น ๆ ในถาด แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เป้าหมายของเธอ แต่เป็น…
“โอ๊ะ เส้นนี้สวยมากเลยค่ะ พี่ตาถึงมากเลย” หนิงหนิงที่เดิมตามหลังเธอมาต้อย ๆ อยู่ ๆ ก็พูดออกมา แถมยังมองสร้อยเส้นนี้ตาเป็นประกายอีกต่างหาก
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จากคนที่ทำตัวหงิม ๆ เดินตามเธอเงียบ ๆ กลับเปิดปากออกมาเสียงดัง ถ้าถามว่าดังขนาดไหน ก็ดังขนาดที่คุณแม่ซ่งที่อยู่อีกฟากฝั่งของร้านหันมามอง
หญิงวัยกลางคนวางมือจากสิ่งที่กำลังทำอยู่แล้วเดินมาทางลูกสาวและลูกบุญธรรม เธอยิ้มถามลูกสาวเบา ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงร้องเสียงดังจนคนในร้านหันมามองแบบนั้น แถมตอนนี้พนักงานยังมองมาที่พวกเราสามคนด้วยสีหน้าไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แน่นอนว่าเธอรู้ดีว่าเพราะอะไร
“สร้อยเส้นนี้เป็นสร้อยเส้นเล็กน่ารัก เหมาะกับคุณหนูที่ไม่ต้องการใส่เครื่องประดับมากมายบนตัวค่ะ ตัวเรือนเป็นทองคำขาว ส่วนจี้เป็นเพชรน้ำดีที่คัดมาอย่างพิเศษ ถ้าสนใจสามารถลองใส่ได้นะคะ”
แม้ว่าพนักงานจะรู้สึกเหยียดเด็กสาวมากแค่ไหน แต่พวกเธอก็มองผ่านไป คงเป็นสาวใช้ใหม่ที่ยังไม่ค่อยรู้ความที่คุณนายซ่งเอามาให้ติดตามลูกสาวกระมัง
ด้วยความรักหน้าตาของตัวเองมาก บวกกับสภาพของซ่งหนิงหนิงในตอนนี้ไม่เหมาะจะประกาศเปิดตัวว่าเป็นลูกสาวของเธอสักเท่าไหร่ แม้ว่าจะรู้สึกผิดกับหนิงหนิง แต่สุดท้ายหญิงวัยกลางคนก็พยักหน้าเป็นสัญญาณ ก่อนจะให้เซียนอวี่เป็นคนลองสร้อยคอชิ้นนั้นแทน
เธอรับสร้อยคอมาลองสวมโดยไม่คิดอะไร แม้ในใจจะรู้อยู่แล้ว ว่าสร้อยเส้นนี้จะไม่ใช่ของตนเอง ก็นะ…นี่แหละนิสัยของคนบ้านนี้ ซ่งหนิงหนิงชอบร้องชมนั่นชมนี่ พ่อแม่ซ่งก็หน้าบางแต่ดันอยากเอาใจอยากชดเชยให้ลูก แต่เพราะเป็นเธอที่รู้เรื่องนี้มันเลยง่าย ง่ายต่อการที่เธอจะปล้นทรัพย์ยัยคุณนายหน้าบางนี่น่ะสิ
เซียนอวี่ยอมทำตัวว่าง่ายแล้วลองสวมสร้อยคอตามที่แม่ซ่งบอก เธอยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะถอดสร้อยออกจากคอของตนแล้วเอาไปทาบที่คอของน้องสาวสุดที่รัก
“ก็เหมาะกับเธอดีนะเนี่ย สร้อยเส้นนี้สวยดีจริง ๆ เหมาะกับเธอมากกว่าฉันเสียอีก”
“คุณหนูล่ะก็ แต่สร้อยเส้นนี้ก็ดูเหมาะจริง ๆ นั่นแหละค่ะ ตระกูลซ่งนี่ดีจังเลยนะคะ ใจดีกับคนติดตามมากเลย เธอนี่โชคดีจริง ๆ นะที่ได้เจ้านายดี ๆ แบบนี้” พนักงานสาวหันไปพูดกับซ่งหนิงหนิงอย่างอิจฉา
สาวน้อยได้แต่ยิ้มเจื่อนส่งให้ เพราะเธอไม่รู้ว่าต้องตอบยังไง จะบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนติดตาม แต่เป็นลูกสาวอีกคนน่ะหรอ ดูสภาพของเธอกับพี่และแม่สิ ต่างกันราวฟ้ากับเหว ก็ไม่แปลกที่คนนอกจะเข้าใจผิด
“เอาล่ะ ๆ งั้นเอาเส้นนี้ เซียนอวี่ลูกอยากได้อะไรอีกหรือเปล่า…สร้อยเส้นนี้ให้น้องไปนะ ส่วนลูกลองหาเส้นใหม่ แม่ซื้อให้ทุกเส้นเลย” แม่ซ่งรีบตัดจบ เธอไม่พอใจที่พนักงานมองลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองเป็นสาวใช้ แต่ก็ไม่กล้าโวยวายหรือแก้ไขความเข้าใจผิด
หญิงวัยกลางคนแสนจะหน้าบางได้แต่เข้าไปกระซิบใกล้ ๆ ลูกเลี้ยงของตนเอง เธออยากได้สร้อยเส้นนี้ให้ลูกสาวเพื่อเป็นของขวัญต้อนรับการกลับมา แต่ก็ทำได้แค่กระซิบเบา ๆ เท่านั้น
เซียนอวี่แสร้งทำท่าทางไม่ยินยอมเล็กน้อย แต่ก่อนที่เธอจะได้พูดอะไร แม่ซ่งก็บีบแขนเรียวยาวของเด็กสาวเข้าเต็มมือ แรงบีบนั้นแรงมากจนเซียนอวี่เบ้หน้า เธอได้แต่แสร้งพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปสนใจอย่างอื่นในร้าน ทั้งที่ในใจของเธอกำลังลิงโลดและตื่นเต้นกับเรื่องที่เกิดขึ้น
นี่เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ชีวิตก่อนเธอมองข้ามมันไป แม่ที่รักลูกที่ไหนจะบีบแขนลูกแรงขนาดนี้ ถ้าลองมองดูที่แขนขาว ๆ ของเธอตอนนี้ คงจะเห็นว่ามันเป็นร้อยมือแดง ๆ ขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจน
แต่ก็นั่นแหละ เธอรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเรื่องมันจะต้องเป็นอย่างนี้ ดังนั้นเพื่อชดเชยความเจ็บที่แขน และตอบแทนค่าที่เอาตัวเธอเป็นโล่เนื้อปกป้องลูกสาวแท้ ๆ ของตนเองแล้วนั้น เซียนอวี่จึงได้เลือกสร้อยทองเส้นใหญ่มาหนึ่งเส้น แน่นอนว่ามันไม่ได้สวยน่ารักเหมือนไอ้สร้อยทองคำขาวประดับเพชรนั่น แต่ราคาของมันน่ะไม่ธรรมดาเลย
“ลูกอยากได้เส้นนี้จริง ๆ หรอ” แม้แต่คุณนายซ่งยังอดแปลกใจไม่ได้ สร้อยที่เซียนอวี่หยิบมาเป็นเส้นคอทองคำหนักสิบบาท เส้นใหญ่เกินกว่าเด็กสาวตัวเล็ก ๆ แบบเซียนอวี่จะใส่ติดตัว
“ใช่ค่ะ ช่วงนี้เพื่อน ๆ บอกว่าทองคำน่าสนใจ จริง ๆ หนูอยากได้ทองคำแท่งเหมือนเพื่อน ๆ แต่ที่นี่ไม่มี งั้นก็เอาสร้อยเส้นนี้ก็ได้ค่ะ ทำไมหรอคะคุณแม่” ทองคำน่ะมันมีค่าของมันตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ใช่ว่าเพื่อน ๆ พวกนั้นจะพึ่งมาสนใจอะไรหรอก เธอก็อ้างไปอย่างงั้นแหละ
“ถ้าลูกว่าอย่างนั้นแม่ก็ตามใจ เอาเส้นนี้ไปคิดเงิน ลูกอยากได้อะไรอีกหรือเปล่า” แม่ซ่งหันไปบอกพนักงาน ก่อนจะหันกลับมาพูดกับลูก แน่นอนว่าคะพูดเหมือนจะบอกเซียนอวี่ แต่สายตากลับมองไปที่หนิงหนิงที่ยืมมองไปรอบ ๆ ร้านอย่างตื่นเต้นอยู่
“ก็มีนะคะ กำไลวงนั้นเล็ก ๆ เหมาะกับการใส่ติดแขนดีค่ะ งั้นเอาวงนี้ด้วยแล้วกันนะคะ อะ เอาวงนั้นด้วยค่ะ ลายนี้กำลังดังเลย” ถ้าเป็นปกติเซียนอวี่คงจะไม่เอาอะไรแล้วเร่งทุกคนให้กลับบ้าน
แต่เธอที่เคยถูกถีบหัวส่งให้ไปรับเคราะห์กรรมแทนลูกสาวตัวจริงของบ้าน พร้อมทั้งตายลงไปมาแล้วครั้งหนึ่งนั้น เธอไม่มีทางปัญญาอ่อนทำอะไรโง่ ๆ แบบนั้นหรอก
วันนั้นจบลงด้วยการที่เซียนอวี่ได้ทองไปเกือบสิบห้าบาท แม้ว่าจะเป็นทองคำรูปพรรณก็ตาม แต่มันก็ทองเหมือนกันนั่นแหละ ขายได้เหมือนกัน
ส่วนซ่งหนิงหนิงนั้น พอกลับถึงบ้านก็ได้รับสร้อยคอทองคำขาวที่เซียวอวี่ลองใส่ในร้านไปเป็นของขวัญต้อนรับ เด็กสาวดีใจมากจนยิ้มแก้มปริ เธอขอบคุณแม่ของตนเองซ้ำไปซ้ำมา ไม่ได้หันมาขอโทษหรือรู้สึกผิดที่แย่งสร้อยเส้นนี้ไปจากเซียนอวี่เลยแม้แต่น้อย
เซียนอวี่เองก็ขี้เกียจจะมีเรื่องมีราวด้วย เอาอย่างนี้นะ…เรื่องแค้นคนบ้านนี้มันก็แค้นอยู่หรอก แต่แค้นแล้วทำอะไรได้บ้าง ตอนนี้ไม่ใช่ว่าการรวบรวมสมบัติเอาไว้ใช้ตอนถูกเตะส่งไปบ้านนอกเป็นสิ่งสำคัญหรอกหรือ
อย่าลืมว่าเธอต้องมีค่าเรียนสำหรับตัวเองจนจบมหาวิทยาลัยด้วย เงินแค่นี้มันไม่พอหรอก เธอจะไม่ยอมใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ถูกส่งไปจนวันตาย ถึงวันตายของเธอมันจะไม่ได้นานมากมายอะไรก็เถอะ แต่รอบนี้เธอต้องรอด ยังไงก็ต้องรอด!