"ชู้" ใน "ไตรภูมิพระร่วง" เป็นบาปกรรมร่วมกันกระทำ ต้องโดนลงทัณฑ์
ความหมายของ ‘ชู้’ ขึ้นอยู่กับข้อความแวดล้อม ในวรรณคดีเรื่อง “ไตรภูมิพระร่วง” ‘ชู้’ หมายถึง หญิงชายที่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผัวและเมียผู้อื่น เป็นบาปกรรมร่วมกันกระทำ ดังที่เล่าถึงการลงทัณฑ์ในโลหสิมพลีนรก ชายหญิงที่เป็นชู้กันถูกบังคับให้ปีนต้นงิ้วเหล็ก
“ฝูงยมพะบาลก็เอาหอกแทงซ้ำเล่าร้องว่า สูเร่งขึ้นไปหาชู้สูอยู่บนปลายงิ้วโพ้น สูจะลงมาเยียะใดเล่า … ฯลฯ … ยมพะบาลหมู่หนึ่งแทงตีนผู้หญิงให้ขึ้นไปหาผู้ชายผู้เป็นชู้ว่า สูเร่งขึ้นไปหาชู้สูอันอยู่บนปลายงิ้วนั้น”
‘พระไอยการลักษณผัวเมีย’ ใน “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 1 ใช้คำว่า‘ชู้’ ในความหมายว่า หญิงมีสัมพันธ์ได้เสียกับสองชาย ใครก่อนใครหลังได้ชื่อว่า ‘ชู้’ ทั้งคู่
“๙๐ มาตราหนึ่ง หญิงคนเดียวมันทำชู้ด้วยชายคนหนึ่งก่อน แล้วหญิงนั้นมาทำชู้ด้วยชายคนหนึ่งเล่า ชู้ก่อนมันฟันแทงชู้หลังตายก็ดี ชู้หลังมันฟันแทงชู้ก่อนตายก็ดี ท่านว่าเปนหญิงร้าย”
น่าสังเกตว่า กฎหมายเดียวกันนี้ แยกให้เห็นความแตกต่างระหว่าง ‘เมีย’ และ ชู้’
“๔๘ มาตราหนึ่ง ข้าสมจรด้วยกันพ่อแม่แลเจ้าข้ามิให้ แลมันภากันหนีไปไกล หญิงนั้นยังมิเปนเมียชายเปนแต่ชู้กัน แม้นชายผู้ใดมาทำชู้ด้วยหญิงนั้นเล่า จะไหมชายชู้พายหลังนั้นมิได้ เพราะว่าย่อมเปนชู้ทังสอง” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ข้อความข้างต้นชวนให้คิดว่าการจะเป็น ‘เมียใครสักคน’ น่าจะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ให้กำเนิดและเจ้านาย หนีตามไปอยู่กินกันเองถือว่าเป็นแค่ชู้เท่านั้น
นอกจากนี้ การทำชู้ในหมู่ญาติหรือในครอบครัวไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทย ผิดร้ายแรงทั้งทางโลกทางธรรม ‘พระไอยการลักษณผัวเมีย’ มีบทลงโทษให้ขับไล่ผู้กระทำ
“๓๖ มาตราหนึ่ง พ่อแม่ลูกพี่น้องยายหลานตาหลานลุงน้าหลานทำชู้กันไซ้ ให้ทำแพลอยผู้นั้นเสียในชะเล” (= ทะเล)
‘ชู้’ ยังมีความหมายว่า คู่รัก รักใคร่ชอบพอกัน แตะเนื้อต้องตัวกัน แต่ยังไม่ข้ามขั้นเกินเลยไปกว่านั้น ดังจะเห็นได้จากเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” เมื่อเพื่อนเล่นวัยเยาว์เป็นหนุ่มขึ้นมา อยากเป็นมากกว่าเพื่อน นางพิมพิลาไลยได้ตัดพ้อฝ่ายชายที่กอดจูบนางกลางไร่ฝ้ายว่า
“เป็นเพื่อนแล้วจะเชือนเข้าเป็นชู้ มิรู้ที่จะคิดอย่างไรได้
คิดว่าทักรักกันมาแต่ไร จึงเพ้อพาซื่อไปไม่สงกา
ไม่งามนะข้าห้ามเจ้าพลายแก้ว ทีนีแล้วไปทีหลังอย่าได้ว่า”
‘ชู้’ และ ‘ผัว’ แม้ได้หญิงเป็นเมียทั้งคู่ แต่บทบาทและการยอมรับต่างกัน สมเด็จพระพันวษาในเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ทรงให้โอกาสนางวันทองตัดสินใจเลือกว่าจะอยู่กับใคร
“พระตรัสความถามซักไปทันใด ฤๅมึงไม่รักใครให้ว่ามา
จะรักชู้ชังผัวมึงกลัวอาย จะอยู่ด้วยลูกชายก็ไม่ว่า
ตามใจกูจะให้ดังวาจา แต่นี้เบื้องหน้าขาดเด็ดไป”
น่าสังเกตน้ำเสียงและท่าทีตัวละครที่มีต่อคำว่า ‘ชู้’ ออกจะดูถูกดูแคลนจนรู้สึกได้ ดังที่สมเด็จพระพันวษาทรงเหน็บแนมในทีว่า “จะรักชู้ชังผัวมึงกลัวอาย” เช่นเดียวกับบทละครรำเรื่อง “อิเหนา” พระเอกของเรื่องพยายามแก้ตัวกับนางบุษบาว่านางจินตะหราไร้ค่า ตนมิได้ยกย่อง นางไม่อยู่ในฐานะจะมาเทียบบุษบาได้
“พี่ลอบโลมเล่นแต่เช่นชู้ มิได้เลี้ยงเป็นคู่พิสมัย
อันตัวพี่กับเจ้าก็เข้าใจ ตุนาหงันกันไว้แต่เยาว์มา”
ยิ่งถ้าเกิดมี ‘ชู้ซ้อนชู้’ ดังปรากฏใน “สุภาษิตสอนหญิง” กรณีหนึ่งหญิงคั่วสองชาย
“จะรักไหนก็ไม่รักสมัครมั่น เล่นประชันเชิงลองทั้งสองข้าง
ชู้ต่อชู้รู้เรื่องเคืองระคาง ก็ขัดขวางหึงสาจะฆ่าฟัน”
ชู้รักบางคู่จำต้องเปลี่ยนที่อยู่เพราะเรื่องอื้อฉาวคาวคลุ้ง
“ต้องโศกศัลย์เศร้าใจอยู่ในตรวน
เคยที่นอนหมอนหนุนละมุนนิ่ม ไปนอนทิมกรากกรำเฝ้ากำสรวล
เล็นก็กัดหมัดก็กินจนสิ้นนวล แลแต่ล้วนลูกความออกหลามไป”
เมื่อตกที่นั่งนักโทษ ทั้งผัวทั้งชู้ต่างเมินหนีไร้ที่พึ่ง
“จะพึ่งชู้ชู้ก็เพียบกรอบเกรียบใจ จะพึ่งผัวผัวก็ไม่เมตตาตน”
ร้ายกว่านั้นเมื่อขึ้นศาล ถูกซักไซ้ไล่เลียงตื้นลึกหนาบางจนกระจ่าง ศาลให้สาวเลือกข้างว่าจะอยู่กับใคร “ถ้ารักชู้ก็ให้อยู่กับชู้ชาย” แต่กลับกลายว่าชู้นั้น “มันเบื่อหน่ายขายกลับเอาทรัพย์คืน” ขนาดชู้ยังเกินรับ จึงมีคนสมน้ำหน้าทั่วสารทิศ
น่าคิดว่า ‘ชู้’ กับ ‘ฉาบฉวย’ ที่หมายถึง ชั่วครั้งชั่วคราว ขอไปที ไม่จริงจัง เสียง ช และ ฉ ไม่ไกลกันเท่าไหร่ ให้ความรู้สึกไม่ต่างกัน ทั้ง ‘ชู้’ และ ‘ฉาบฉวย’ ทำให้ตระหนักถึงความง่อนแง่นไม่มั่นคง พร้อมเปลี่ยนแปลงทุกเมื่อ
กวีผู้แต่ง “สุภาษิตสอนหญิง” จึงทิ้งท้ายเตือนใจว่า
“อย่าคบชู้สู่สมนิยมหวัง ไม่จีรังกาลดอกบอกโฉมศรี” •
จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022