ทำไมประเทศไทยถึงได้ “สมรสเท่าเทียม” ? คุยกับ ดร.ชเนตตี ทินนาม นักวิชาการด้านเพศภาวะและเพศวิถี อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ
ทำไมประเทศไทยถึงได้ “สมรสเท่าเทียม” ? คุยกับ ดร.ชเนตตี ทินนาม นักวิชาการด้านเพศภาวะและเพศวิถี อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ
เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทย หลังสภาฯ ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมในเดือน Pride Month ที่ผ่านมา วันนี้เราจะพาทุกท่านร่วมพูดคุย กับ กับ ดร.ชเนตตี ทินนาม นักวิชาการด้านเพศภาวะและเพศวิถี อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของกฎหมายสมรสเท่าเทียม ความสำคัญของกฎหมายนี้ และเส้นทางที่สังคมต้องร่วมกันเดินทางต่อไป
สิ่งสะท้อนจากการผ่านของกฎหมายสมรสเท่าเทียม
ในอดีต LGBTQIA+ มีตัวตนในพื้นที่ทางกฎหมายเพียงใน พรบ. ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ที่ออกในปี 2558 เท่านั้น และ LGBTQIA+ ยังไม่ได้ถูกรับรองในฐานะที่มีสถานภาพความเป็นบุคคลในรัฐธรรมนูญ หากสังเกตจะพบว่าในรัฐธรรมนูญก็มีแค่ หญิงกับชาย ทั้ง ๆ ที่เป็นกฎหมายแม่บทของประเทศ
สมรสเท่าเทียม เป็นกฎหมายฉบับที่สองที่ให้พื้นที่ LGBTQIA+ มีตัวตน ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์และเปลี่ยนโครงสร้างสังคมขนาดใหญ่ เพราะกฎหมายมีอิทธิพลต่อชีวิตของผู้คน เนื่องด้วยมีผลบังคับประชาชนในเชิงพฤติกรรม แต่ในเชิงฐานคิดและความรู้สึก เราไม่สามารถรู้ได้ว่าใครจะยอมรับหรือไม่ยอมรับไปตามกฎหมาย ซึ่งต้องสร้างความตระหนักรู้ต่อไป
การผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมสะท้อนให้เห็นว่าสังคมเราโอบรับผู้คนที่แตกต่างมากขึ้น เพราะกฎหมายเป็นบรรทัดฐานหลักที่จะทําให้สังคมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ก็ถือว่าเป็นการขับเคลื่อนในระดับโครงสร้างสังคมขนาดใหญ่ ถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทย
ปัจจัยสำคัญที่นำ “การเรียกร้อง” ไปสู่ “กฎหมาย”
ประเด็นเรื่องสิทธิของ LGBTQIA+ ถูกพูดมากว่า 20 ปี แต่ก่อนหน้านี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมปิดหูปิดตาในประเด็นนี้มาก และยังมอง LGBTQIA+ ว่าเป็นกลุ่มคนป่วยที่จะต้องรับการบําบัด เพราะฉะนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่การเรียกร้องในประเด็นนี้จะสําเร็จตั้งแต่แรก
การเรียกร้องกฎหมายแก่ LGBTQIA+ เคยถูกพูดถึงในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ผ่าน พ.ร.บ. คู่ชีวิต แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ เพราะถูกตัดตอนด้วยรัฐประหารเสียก่อน จากนั้นบรรยากาศของประชาธิปไตยมันก็ต้องชะงักงันตามไปด้วย เกิดการสวนทางกับการยอบรับความแตกต่างทางความคิดและความแตกต่างในเชิงรสนิยม ประกอบกับสังคมยังไม่เปิดรับเท่าในปัจจุบัน รวมถึงความกระตือรือร้นของภาคการเมืองที่จะมาช่วยเขยิบในเรื่องนี้ก็ยังรีรอ เพราะภาคการเมืองเองก็อาจไม่ได้รู้สึกว่า LGBTQIA+ คือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่สามารถกําหนดทิศทางผลการเลือกตั้งหรือชะตากรรมของประเทศได้
ในขณะที่รัฐบาลในปัจจุบันนั้นมาจากการเลือกตั้ง การพูดถึงประเด็นนี้ในบรรยากาศที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นจึงได้รับการรับฟังมากกว่า
“สังคมที่เป็นประชาธิปไตยจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ความหลากหลายทางเพศจะเติบโตและงอกงามได้” ชเนตตี ย้ำ
ปัจจัยต่อมา คือ ขบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนอย่างมากในการผลักดันเรื่องนี้ การเคลื่อนไหวบนท้องถนนผ่านการเดิน Pride Month ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการเรียกร้องผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ถือเป็นแรงกดดันสําคัญที่ทําให้ผู้มีอำนาจและประชาชนด้วยกันเองเห็นกระบวนการเคลื่อนไหวด้านสิทธิ LGBTQIA+ ในประเทศไทย และเห็นถึงตัวตน ชีวิตและความต้องการของ LGBTQIA+ ว่ามีอยู่จริง รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นนี้ให้แก่ภาครัฐและประชาชนด้วยกันเอง เช่นการถกเถียงถึงตําราเรียนในระบบการศึกษาที่ยังมีการกีดกันในเรื่องเพศอยู่
ปัจจัยจากสื่อ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนในการผ่านกฎหมายตัวนี้ โดยการเติบโตของซีรีส์วายในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมใหญ่ ที่สามารถสร้างเม็ดเงินให้ประเทศ และเป็น Soft Power ที่รัฐบาลเองนั้นก็จับตามอง
นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวในระดับสากลและการผ่านของกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศที่เจริญแล้ว เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจผ่านกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎรและสภานิติบัญญัติ
โดยในเอเชียมี 2 ประเทศที่ประกาศใช้กฎหมายนี้นั่นคือเนปาลกับไต้หวัน ในขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชีย และเรายังเป็นผู้นําของประเด็นนี้ใน South East Asia อีกด้วย
กล่าวคือมี 4 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กฎหมายผ่าน ได้แก่ บรรยากาศทางประชาธิปไตยที่เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแบะยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ขบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง พลังอำนาจจากสื่อ และการเคลื่อนไหวของประเด็นนี้ในระดับสากล
เสียงของประชาชนตัวเล็ก ๆ สู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่
ถ้าศึกษาจากประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญบนโลกนี้มาจากคนตัวเล็กตัวน้อย นั่นคือ “ประชาชนทุกคน” มันจึงสำคัญมากที่เราต้องส่งเสียงเพื่อบอกความต้องการหรือเจตจำนงของตัวเองออกไป ในขณะที่รัฐมีหน้าที่เป็นผู้รับฟังและต้องนําความต้องการของประชาชนมาดำเนินการต่อ แม้จะมีเพียงหยิบมือเดียวหรือเพียงหนึ่งคนก็ตาม
“การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สําคัญในโลกมันไม่ได้มาจากชนชั้นสูง ไม่ได้มาจากนักการเมือง แต่มาจากการเรียกร้องของคนชายขอบทั้งนั้น”
อย่างประเด็นเรื่องความเท่าเทียมของ LGBTQIA+ ที่ประสบความสำเร็จในสมรสเท่าเทียม เริ่มมาจาก LGBTQIA+ ที่เป็นคนถูกกดขี่ คนที่ไร้เสียงและมีจำนวนไม่มากในตอนนั้น ผ่านการใช้ความกล้าหาญของตัวเองที่ไม่ทนและสยบยอมกับความยุติธรรมออกมาเรียกร้อง
ในการเรียกร้องทุก ๆ ประเด็นปฎิเสธไม่ได้ว่าความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เปลี่ยนในวันสองวัน อย่างสมรสเท่าเทียมเองก็ใช้เวลาเดินทางกว่า 20 ปี
ทุกประเด็น เราต้องปลุกพลังความกล้าที่มันอยู่ข้างในให้ออกมา มันไม่ใช่ เพราะว่าเราต้องมีอาวุธ เราต้องมีเงิน เราถึงจะต่อรองเรื่องพวกนี้ แต่มันคือพลังอำนาจที่อยู่ข้างในของคนในฐานะผู้ถูกกดขี่ เหมือนที่ LGBTQIA+ แสดงให้เราเห็นพลังนี้ และเขาก็ประสบความสําเร็จในวันนี้
สมรสเท่าเทียม เป็นเรื่องของ “ทุกคน” ?
สมรสเท่าเทียมเป็นเรื่องสําคัญของทุกคน เพราะถ้าเรามีสิทธิที่จะเข้าถึงสวัสดิการและทรัพยากรของรัฐและของสังคม แล้วทําไมคนอื่นถึงจะไม่มีสิทธิ์จะได้รับทรัพยากรหรือสวัสดิการนี้ ?
อย่างที่ทุกคนทราบว่า คู่สมรสชาย-หญิง ได้ประโยชน์จากสวัสดิการจากการสมรส เช่น สิทธิในการที่จะเบิกค่ารักษาพยาบาล ในขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ก็จ่ายภาษีเช่นกัน กลับถูกกีดกันออกจากการเข้าถึงสวัสดิการนี้
“มันคือสิ่งที่เราต้องตั้งคําถามว่า ทำไมก้อนเค้กที่สร้างมาจากการจ่ายภาษี บางคนถึงได้กิน แต่บางคนกลับไม่ได้กิน ? ทั้ง ๆ ที่เราก็ร่วมกันสร้างเค้กก้อนนี้ขึ้นมาด้วยกันทั้งสิ้น”
ถ้าสมมุติมีคนบอกว่า “ฉันเป็น Straight (กลุ่มคนที่มีเพศตรงและชื่นชอบเพศตรงข้าม เช่น ชายเป็นชาย หญิงเป็นหญิง) ฉันไม่เห็นได้ประโยชน์อะไร” นั่นเป็นเพราะว่าคุณได้ประโยชน์จนเคยชินอยู่ฝ่ายเดียว สมรสเท่าเทียมไม่ได้ทำให้กลุ่มชายหญิงเสียเปรียบและสิทธิที่ได้จากการสมรสของกลุ่มหญิงชายก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่สมรสเท่าเทียมจะมาสร้างสังคมสังคมที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกันขึ้นมาอย่างแท้จริง
มากไปกว่านั้น หากคนที่คุณรักนิยามตัวเองว่าเป็นกลุ่ม LGBTQIA+ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนหรือคนในครอบครัว ในฐานะคน ๆ หนึ่งทีอยู่ในชีวิตพวกเขาเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไรหากเขามีความทุกข์จากการที่ไม่สามารถสร้างครอบครัวและไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการที่ที่เขาควรจะได้ ?เพราะฉะนั้น เราไม่มีทางที่จะสร้างโลกที่เป็น Heterosexual แต่เพียงอย่างเดียว โลกที่มีอยู่จริงคือโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีความหลากหลาย ดังนั้นไม่ว่าจะมองไปทางไหน ทุกคนล้วนได้ประโยชน์จากกฎหมายสมรสเท่าเทียม
หน่วยงานต่าง ๆ ควรเตรียมพร้อมอย่างไร ?
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องทําความเข้าใจประเด็นนี้กับเจ้าพนักงาน อย่างกระทรวงมหาดไทย เขาต้องรับจดทะเบียนสมรส ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องมีความเข้าใจในเรื่องพวกนี้ โดยควรผ่านการเทรนด์วิธีการสื่อสารไม่ให้มีการดูถูกหรือกดขี่ เพื่อไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติอันนำไปสู่กฎหมายนี้ไม่ได้ถูกใช้เพื่อประโยชน์แก่กลุ่มLGBTQIA+ อย่างแท้จริง
ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ ต้องพัฒนาหลักสูตรให้โรงเรียนให้ความรู้กับเด็ก ๆ ว่ามีกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นวิชากฎหมาย วิชาสังคมศึกษาในโรงเรียนรวมถึงมหาวิทยาลัยต้องมีการเพิ่มเนื้อหาเรื่องการสมรสเท่าเทียมเข้าไปเพื่อเตรียมความพร้อมเยาวชนเด็กให้เติบโตอย่างมีความรู้ความเข้าใจในประเด็นนี้
สื่อมวลชน ต้องรายงานโดยไม่สร้างภาพจำแบบเหมารวมว่า LGBTQIA+ เยอะ ชอบเรียกร้อง โดยสื่อมักรายงานผ่านประเด็นที่เน้นสีสัน เช่น เครื่องแต่งกาย ความตลกโปกฮา มากกว่าประเด็นที่สำคัญเรื่องสิทธิที่ LGBTQIA+ ถูกลิดรอน
“สื่อต้องเข้าใจว่าประเด็นสำคัญคือไม่ใช่ ‘การเยอะ’ หรือ ‘การเอาอะไรอีก’ แต่สื่อต้องสื่อสารออกไปให้สังคมเห็นว่า สิทธินี้เป็นสิทธิที่ LGBTQIA+ ไม่มี และเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องด้วยซ้ำเพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องได้ตั้งนานแล้ว”
ประเด็นเกี่ยวเนื่อง อย่าง การยกเลิกคำนำหน้า ควรก้าวต่อไปไหม ?
ทุกเรื่องจําเป็นและเร่งด่วนหมด เช่น คํานําหน้าชื่อ คนที่ข้ามเพศ เช่น เพศหญิงทรานส์เป็นเพศชาย แต่คำนำหน้ายังเป็น นางสาว แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่มันรบกวนและกัดกร่อนความรู้สึก
ดังนั้นในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ เราจึงต้องค่อย ๆ ขับเคลื่อนไป และเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ จะค่อย ๆ คลี่คลาย และสิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ว่าต้องสื่อสารกับสังคมให้คนในสังคมรู้ว่ามันเป็นปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นการเรียกร้องที่มากเกินไป
คาดว่าประเทศจะเป็นอย่างไร หลังประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ?
การที่เราก้าวหน้าไปในระดับที่สามารถมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมได้ ส่งผลให้ภาพลักษณ์ระดับนานาชาติในด้านสิทธิมนุษยชนดูดีขึ้น เพราะเรากลายเป็นประเทศที่เป็นผู้นําโดยเฉพาะใน South East Asia
“เมื่อตอนต้นปี อาจารย์ได้มีโอกาสพูดคุยกับสํานักข่าว CNA จากสิงคโปร์ เขาบอกว่าสายตาต่างชาติเขามองประเทศไทยเป็นสวรรค์ของ LGBTQIA+”
ตอนนี้เมืองไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของสิทธิความหลากหลายทางเพศ เพราะฉะนั้นภาพลักษณ์ในความสัมพันธ์ด้านต่างประเทศเราก็เป็นโมเดลที่หลาย ๆ ประเทศอยากจะมาเรียนรู้ มาดูเส้นทางการต่อสู้ของเรา
ในด้านการท่องเที่ยว บางประเทศที่ไม่ยอมรับในประเด็นนี้ การขอวีซ่าเป็นเรื่องที่ยากมาก และความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยต่อ LGBTQIA+ ค่อนข้างต่ำ ปฏิเสธไม่ได้ว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมทำให้ชาวต่างชาติจะรู้สึกว่าเมืองไทยปลอดภัยต่อการท่องเที่ยว และสะดวกในการผ่านวีซ่าโดยไม่จำเป็นต้องกังวลว่าเป็น LGBTQIA+ แล้ววีซ่าจะผ่านได้ยากมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจได้
สุดท้ายนี้ กฎหมายสมรสเท่าเทียมก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันความก้าวหน้าทางความคิดของสังคมที่แสดงออกผ่านการเคารพความหลากหลายอันเป็นสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนควรได้รับ ตอนนี้ในแง่กฎหมายและกลุ่มเป้าหมาย อย่าง LGBTQIA+ พร้อมสำหรับ “สมรสเท่าเทียม” แล้ว แล้วคุณล่ะ พร้อมหรือยัง ?