โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สยามเกือบมีโรงพิมพ์หลวง สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

The Better

อัพเดต 20 ส.ค. 2567 เวลา 03.55 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2567 เวลา 03.50 น. • THE BETTER
โดย สมาน สุดโต

กิจการพิมพ์ในเมืองไทย หรือสยามเพิ่งมีจริงจัง และใช้อักษรไทยพิมพ์ประกาศทางราชการและวรรณคดีไทย นิยายไทย ได้สมัยรัชกาลที่ 3 แม้ว่าจะมีความคิดริเริ่มในการตั้งโรงพิมพ์มาแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ตาม

ความคิดริเริ่มมาจากท่านโกษาปาน เมื่อเป็นราชทูต ไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2228 ซึ่งยุโรป รวมทั้งฝรั่งเศสมีการพิมพ์แล้ว

หนังสือจดหมายเหตุ เดอ วิเช ว่าด้วยการ เดินทางของคณะราชทูตสยาม ในราชอาณาจักรฝรั่งเศส เมื่อค.ศ 1686 หรือพ.ศ 2229 ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวถึงเรื่องคณะราชทูตที่มีท่านทูตโกษาปาน เป็นผู้นำ ได้ไปเยี่ยมกิจการพิมพ์ ที่ฝรั่งเศส โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า ท่านราชทูตโกษปาน เมื่อไปดูโรงพิมพ์ที่ปารีส ได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อทราบว่า ใช้โลหะหล่ออักษรอะไรก็ได้ รวมทั้งอักษรสยามด้วย

ท่านราชทูตไปชมโรงพิมพ์หลวง ซึ่งมีเมอร์สิเยอร์มาบร์-ครามัวซี เป็นผู้จัดการ และโดยที่อากาศหนาวเย็น ท่านครามัวซี ให้ตั้งเตาผิงเพื่อให้อากาศอบอุ่นขึ้น

เมื่อผู้จัดการได้พาคณะราชทูตไปดูเครื่องเรียงตัวหนังสือ เพื่อให้ได้ดูวิธีการจัดวางตัวอักษร คณะราชทูตรู้สึกประหลาดใจ เห็นช่างพิมพ์หยิบตัวหนังสือได้อย่างว่องไวโดยเฉพาะตัวหนังสือขนาดเล็ก เนื่องจากท่านราชทูตสังเกตเห็นเองว่า ตัวหนังสือเหล่านี้ มีทั้งที่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวพิมพ์เล็ก ช่างพิมพ์ได้นำมาประกอบกัน อย่างคล่องแคล่วจึงสอบถาม เมอร์สิเออร์ครามัวซี ว่า ตัวพิมพ์เหล่านี้ หล่อด้วยอะไร และทำขึ้นในประเทศฝรั่งเศสหรือไม่ เมื่อได้ทราบ คำตอบที่ชัดเจนแล้ว ท่านราชทูตจึงกล่าวต่อว่า เมืองฝรั่งเศสนี้ดีจริง ไม่ว่าสิ่งใด ล้วนมีขึ้น ในบ้านเมืองทั้งสิ้น ไม่ต้องพึ่งประเทศอื่น

หลังจากนั้น ท่านครามัวซีได้พาคณะราชทูตไปชมการมัดหน้าหนังสือ โดยทำกันให้ดูต่อหน้า เสร็จแล้วจึงพาไปยังอีกห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องที่ตั้งแท่นพิมพ์จำนวน 12 เครื่อง และกำลังพิมพ์อยู่ทั้งหมด ความประหลาดใจของคณะราชทูตจึงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อได้เห็นเจ้าพนักงานคุมเครื่องทั้ง 12 เครื่อง รวม 24 คน ยืนเข้าแถวเรียงกันเดินเครื่องไปทำงานอย่างต่อเนื่อง

ท่านราชทูตมองดูสักครู่และกล่าวกับท่านครามัวซีว่า เหมือนทหารที่เข้าประจำการเลยท่าน

ซึ่งท่านครามัวซีเห็นด้วยและตอบ ท่านราชทูตว่า เปรียบได้ไม่ผิดเลย คนเหล่านี้แม้ไม่ได้เป็นทหารแต่ก็ได้อุทิศชีวิต เพื่อฉลองพระเดชพระคุณพระเจ้าแผ่นดินไม่ต่างจากเหล่าทหาร แต่อย่างใด ด้วยหน้าที่สำคัญของโรงพิมพ์หลวงในเวลานี้คือการเผยแผ่ พระเกียรติคุณของพระมหากษัตริย์ ให้เป็นที่ประจักษ์ ซึ่งหากพิจารณาโดยถ่องแท้แล้วการประกาศพระเกียรติยศเป็นที่แซ่ซ้องสาธุการในประเทศ ที่อยู่ไกลโพ้น ย่อมไม่ได้มีค่าน้อยกว่าการรบพุ่งของทหารเข้ายึดเมืองต่างๆ หรือเอาชนะศึกสงครามแต่อย่างใด ทั้งยังจะเป็นการสืบทอดวีรกรรมอันแกล้วกล้า ของพระองค์ให้เป็นที่จดจำตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน

ท่านราชทูตกล่าวต่อว่า ข้าพเจ้าไม่ได้แปลกใจอะไรเลย ที่ได้เห็นคนงานจำนวนมากถึงเพียงนี้ ด้วยเป็นการยากที่จะประกาศพระเกียรติยศ อันยิ่งใหญ่ แห่งพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส และชื่อเสียงของประเทศฝรั่งเศส ให้ครบถ้วน

คณะราชทูตยังให้ความสนใจ และพิจารณาแท่นพิมพ์แต่ละเครื่องอย่างละเอียด ได้ตั้งคำถามท่านครามัวซี อยู่หลายคำถาม ทั้งที่เกี่ยวกับหมึกพิมพ์ ลูกกลิ้งที่นำมาใช้ โดยที่ท่านแปลกใจว่าเพราะเหตุใด กระดาษที่นำมาใช้จึงเปียกชื้น

หลังจากที่ได้ฟังคำอธิบายแล้วท่านจึงลองทำดูบ้างเพื่อให้เข้าใจดีขึ้น ส่วนท่านอุปทูตหยิบแม่พิมพ์อันหนึ่งออกมาดู ปรากฏว่ามีกระดาษติดออกมาด้วย 5-6 แผ่น ทำให้ท่านประหลาดใจมากที่ได้เห็นกระดาษทั้งหมดนั้นเหมือนกันเป็นพิมพ์เดียว

ต่อจากนั้นคณะราชทูตได้ไปชมโรงงานที่ท่านครามัวซี อธิบายวิธีวางแผ่นกระดาษที่ยังเปียก และหลังจากที่แห้งแล้ว จะนำมารวมเล่มได้อย่างไร รวมทั้งชี้ให้ดูการเข้าเล่มหนังสือที่ครบทุกส่วน

ได้ไปชมห้องเล็กๆ อีกห้องหนึ่ง เพื่อดูแม่พิมพ์ตัวหนังสือภาษากรีก ซึ่งพระเจ้าฟร็องซัวที่1 มีพระบัญชาให้จัดทำขึ้น ตั้งแต่สมัยของพระองค์ และเป็นตัวพิมพ์ที่งดงาม

นอกจากนั้น ยังมีแม่พิมพ์ตัวหนังสือภาษาอาหรับซึ่งเพิ่งแกะพิมพ์ขึ้นมาใหม่ๆ ทำให้ท่านราชทูตอุทานขึ้นมาว่า ถ้าเช่นนั้น ตัวหนังสือภาษาสยาม ก็เห็นจะทำพิมพ์ขึ้นได้เหมือนกันกระมัง รวมทั้งการตั้งโรงพิมพ์หลวงด้วย

ท่านครามัวรซี ตอบว่าทำไมจะไม่ได้ละครับ ท่านราชทูต
ถ้าอยากจะทำจริงๆแล้วภาษาใดๆ ก็ทำได้ทั้งนั้น
คำตอบของท่านครามัวซี ทำให้ท่านราชทูตแหงนหน้าขึ้นมองเบื้องบน และทำท่าเหมือนจะเปล่งเสียงกล่าวอะไรสักอย่าง ท่านครามัวซีจึงหันไปถามล่ามว่า ท่านราชทูตพูดว่าอย่างไร
ล่ามเล่าว่าท่านทูตพูดว่า นี่แหละเมืองฝรั่งเศส ช่างวิเศษเสียจริง

แต่สยาม ไม่มีโรงพิมพ์ตามความหวังของท่านราชทูตโกษาปาน เพราะ หลังจากท่านกลับสยาม 8 เดือน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จสวรรคต กษัตริย์องค์ต่อมา ไม่ชอบฝรั่ง ทุกอย่างจึงอยู่ในความฝัน

ผ่านมานับร้อยปี ถึงสมัยพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 จึงมีโรงพิมพ์ของฝรั่งมิชชันนารีมาตั้งในสยาม เพื่อพิมพ์คำสอนคริสตังเป็นภาษาไทย
ผู้ที่นำการพิมพ์เข้ามาคือ หมอบรัดเลย์ มิชชันนารี ชาวอเมริกัน จากการพิมพ์คำสอนคริสตศาสนา ได้ขยายไปสู่การพิมพ์ให้รัฐบาล ตามหลักฐานว่าการพิมพ์ประกาศ เรื่องห้ามสูบฝิ่น 9,000 ฉบับ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2382 นับว่าเป็นการพิมพ์ของราชการที่ใช้อักษรไทย เป็นครั้งแรก (เวลาห่างกัน 153 ปี จากเวลาที่ท่านโกษาปาน สนใจเครื่องพิมพ์ที่ปารีส ปี 2229 ) แต่ไม่มีโรงพิมพ์หลวง นอกจากของเอกชน

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ ตั้งโรงพิมพ์ที่วัดบวรนิเวศวิหาร แต่มิใช่ของหลวง
ส่วนเครื่องพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ ย้ายจากตรอกกัปตันบุช ไปตั้งหน้าวัดประยุรวงศาวาส ต่อมาย้ายไปอยู่ ริมคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งเป็นบ้านของหมอบรัดเลย์

จากนี้นการพิมพ์ขยายตัว สร้างความเจริญกับให้กับธุรกิจการพิมพ์ ทั้งการพิมพ์หนังสือวรรณคดี นิยายวารสาร และหนังสือพิมพ์รายวัน ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ช่วยสร้างงานให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเกิดโลกาภิวัฒน์ และดิจิตอล ดิสรัปชั่น ทำให้ธุรกิจการพิมพ์ชะลอตัว และซบเซาในปัจจุบัน
สำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียง ทะยอยปิด หรือเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น

หนังสือพิมพ์รายวัน ตัองลดจำนวนหน้าลง บางฉบับถึงกับปิดกิจการ ส่วนแท่นพิมพ์ ไม่ว่าระบบไหน งานเข้าน้อยลง บางแห่งถึงกับบริจาคให้สถาบันการศึกษา เพราะไพดดดดดดดทนแบกภาระไม่ไหว ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากดิจิตอล ดิสรัปชั่น และการพัฒนาอินเตอร์เน็ต ของโลก

ขณะนี้โลกอยู่ในมือทุกคน แค่มีสมารทโฟนเครื่องเดียว สามารถรู้การเคลื่อนไหวได้ทั่วโลก
อัศจรรย์ จริงๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...