โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พุทธศาสนา “ลังกาวงศ์” จากเกาะลังกา เข้ามาเจริญในอุษาคเนย์เพราะอะไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 ต.ค. 2567 เวลา 03.09 น. • เผยแพร่ 09 ต.ค. 2567 เวลา 03.09 น.
ส่วนหนึ่งของแผนที่ระยะทางจากอุษาคเนย์ไปลังกาทวีป (ภาพจากสมุดภาพไตรภูมิ ฉบับกรุงธนบุรี เลขที่ ๑๐/ก)

ข้อสังเกตประการหนึ่งเกี่ยวกับการเข้ามาของพุทธศาสนานิกายเถรวาท “ลังกาวงศ์” ในไทยและอุษาคเนย์ภาคพื้นทวีปคือ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17-19 อาณาจักรเกิดใหม่ของกลุ่มชนไท-ลาว (สุโขทัย อโยธยา ล้านนา ล้านช้าง) พากันชูพุทธศาสนาลังกาวงศ์เป็นศาสนาหลัก แทนที่นิกายมหายานและพราหมณ์-ฮินดู และดำรงสืบมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ช่วงเวลาเดียวกันนั้น พุทธศาสนาในอินเดียซึ่งเป็นแผ่นดินต้นกำเนิดแทบสิ้นบทบาทไปแล้ว

คำถามคือ พุทธศาสนาลังกาวงศ์มีอะไรดี ชนชั้นนำของรัฐเกิดใหม่ยุคดังกล่าวจึงนิยมชมชอบและอุปถัมภ์นิกายนี้กัน?

คำตอบเรียบง่ายที่สุดคือพุทธศาสนาลังกาวงศ์เหมาะกับสภาพสังคมในเวลานั้น แต่เหมาะสมอย่างไรคงต้องลงลึกไปถึงบริบทหรือสถานการณ์ร่วมสมัย รวมถึงลักษณะเด่นของนิกายข้างต้นว่ามีอะไร “ตรงใจ” จนทำให้เป็นตัวเลือกของชนชั้นนำในอดีต

เนื้อหาต่อไปนี้คือความพยายามในการอธิบายประเด็นเหล่านั้น โดยเรียบเรียงและเก็บความจากงานเขียนนักวิชาการหลายท่านจากหนังสือ “ยุคมืดของประวัติศาสตร์ไทย หลังบายน พุทธเถรวาท การเข้ามาของคนไท”(สนพ. มติชน : 2559) ซึ่งมุ่งเน้นที่การนำศาสนามาจัดระเบียบสังคมหรือการเมืองการปกครองของชนชั้นนำ (มิใช่การมุ่งวิเคราะห์หลักธรรม) ดังนี้

โอกาสของ “ผู้มีบุญ”

ลักษณะเด่นประการหนึ่งของพุทธศาสนาลังกาวงศ์ที่สุจิตต์ วงษ์เทศ ให้ทัศนะไว้คือ เป็นนิกายที่เปิดช่องให้พ่อค้าและสามัญชน “ผู้มีบุญ” จากการทำบุญมากให้ได้เป็นพระราชา หรือที่เรียก “สมมติราช”

อย่างกรณีตำนานเมืองของไทย “ท้าวอู่ทอง” ก็เป็นพ่อค้ามาก่อน ทำการค้าเกวียนทางบกและสำเภาทางทะเลจนมั่งคั่ง เมื่อมีทรัพย์สินมหาศาลก็ทำบุญมากตามไปด้วย จึงเป็น “ผู้มีบุญ” ตามคติพุทธเถรวาท และได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน คือ “พระเจ้าอู่ทอง”

ในระยะแรกพุทธเถรวาทแทรกซึมอยู่ในสังคมที่ชนชั้นปกครองเป็นพุทธมหายานและพราหมณ์-ฮินดู แต่เมื่อการค้าข้ามภูมิภาคเฟื่องฟูมากขึ้น พ่อค้าจึงมีบทบาทสูงและสามารถสั่งสมความมั่งคั่งได้ พร้อมกันนั้นก็ยึดเถรวาทเป็นหลัก เพราะเปิดกว้างให้ผู้มีบุญเป็นกษัตริย์จากคติผู้มีบุญ

เถรวาทยังขัดเกลาให้ผู้คนเคารพนอบน้อมและยอมจำนนต่อความมั่งคั่งเข้มแข็งของผู้มีบุญ (พ่อค้า) และสามารถผสานเข้ากับคติรามเกียรติ์ที่ให้ความสำคัญกับ “ความภักดี” ซึ่งแพร่หลายอยู่ในบ้านเมืองที่นับถือศาสนาพราหมณ์อย่างรัฐละโว้ รัฐต้นกำเนิดอาณาจักรอยุธยาอยู่แล้วด้วย

อุดมการณ์ใหม่

เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 18 พุทธศาสนาลังกาวงศ์โดย พระเจ้าปรักกรมพาหุที่ 1แห่งลังกา เดินทางมาถึงอุษาคเนย์ และแผ่ไปทั่วดินแดนของกลุ่มชนไท-ลาว และเขมร

ก่อนชาวอุษาคเนย์จะรับพุทธศาสนาลังกาวงศ์ เชื่อกันว่าอารยธรรมจากอินเดีย (ทั้งเนื่องในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ) ได้เข้ามายังดินแดนแห่งนี้นานมากแล้วพร้อมภาษาเขียนและศิลปวิทยาการต่าง ๆ

ไมเคิล ไรท์ เสนอว่า ชนชั้นปกครองเดิมในอุษาคเนย์หลายกลุ่มหลายภาษามีเหตุผลในการนิยมพุทธ (ก่อนลังกาวงศ์) และนิยมพราหมณ์-ฮินดูต่างกัน ดังนี้

ศาสนาพุทธมีลักษณะด้านอำนาจการปกครองที่ “ยืดหยุ่น” (flexible) และ “รวมเข้า” (inclusive) เช่น กรรม คือ ดีขึ้นหรือเลวลงก็ตามการประพฤติ มีศีลเป็น “สากล” เพราะเป็นกฎร่วมกันของชนทุกชั้น ด้วยวิธีคิดดังกล่าว ชนชั้นนำจจะอ้างกรรมดีและศีลธรรมอันงดงามรับรองสิทธิอำนาจของตน และเชิญชวนให้ชนชั้นล่างเชื่อฟังและประพฤติตาม จึงจะเลื่อนฐานะให้ดีขึ้นได้ (ตรงกับคติชนเรื่อง “ผู้มีบุญ”)

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีลักษณะตรงข้ามกับพุทธโดยสิ้นเชิง มีสูตรการปกครองที่เด็ดขาด ไม่ยืดหยุ่น (inflexible) และแยกออก (exclusive) กรรมถูกกำหนดมาแต่ชาติก่อน ศีลต่างกันตามวรรณะ กษัตริย์และพราหมณ์มีความเลอเลิศตั้งแต่กำเนิด ส่วนจัณฑาล ไม่ว่าจะประพฤติดีงามอย่างไรก็เป็นเสนียดจัญไรอยู่ดี ศาสนาพราหมณ์จึงเป็นประโยชน์ต่อการปกครองที่เข้มงวดตั้งแต่ระดับบนลงล่าง

จากลักษณะเด่นเหล่านี้ “ศักดินาพราหมณ์” (Brahmanic Feudalism) สามารถปักหลักมั่นคงในแผ่นดินเขมร ส่วนพม่า มอญ มลายู รวมถึงกลุ่มชนไท-ลาว ยังคง “ทดลอง” ทั้งพุทธและพราหมณ์ร่วมกันไปก่อน

ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า ระหว่างที่ชาวอุษาคเนย์ “ลิ้มลอง” วัฒนธรรมระดับสูงจากอินเดียที่มาพร้อม 2 ศาสนาสำคัญอยู่นั้น พุทธศาสนาในอินเดียได้เสื่อมอิทธิพลลงไปมากแล้ว เพราะพุทธมีหลักการปกครองแบบ “ประชาธิปไตยดึกดำบรรพ์”(Primitive Democracy) จากการที่พระพุทธเจ้าไม่ได้แต่งตั้ง “ผู้นำ” ต่อจากพระองค์ แต่แนะให้ใช้หลักธรรมและพระวินัยปกครองกันเอง พุทธศาสนาจึงถูกพราหมณ์ซึ่งมีหลักการปกครองสุดเข้มงวดครอบงำ จนสิ้นพลังทางการเมืองไปในที่สุด

นี่คือสาเหตุหลักที่พุทธศาสนาจากแผ่นดินต้นกำเนิด (อินเดีย) อยู่ในความสนใจของชาวอุษาคเนย์น้อยมาก

เว้นเสียแต่เหตุการณ์ที่ทัพมุสลิมมารุกรานรัฐพิหารและเบงกอล ทำลายสังเวชนียสถาน เผามหาวิทยาลัยนาลันทา ทำให้ชาวพุทธอพยพหนีไปยังเนปาลและทิเบต เชื่อว่าคงมีส่วนหนึ่งลี้ภัยมายังอุษาคเนย์พร้อมพุทธศาสนา “วัชรยาน” หรือพุทธตันตระ ผสมฮินดูและผีพื้นเมือง (สกุลหนึ่งของนิกายมหายาน)

พุทธศาสนาวัชรยานได้เติบโตจนเป็นที่นิยมในพิมาย และแผ่ลงไปถึงพระนครหลวง (ยโสธรปุระ) ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอม แต่สุดท้ายก็ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มีพลังมากพอจะแทนที่อำนาจพราหมณ์ได้อยู่ดี

ขณะที่พุทธศาสนานิกายเถรวาทในเกาะลังกานั้น ชนชั้นนำชาวสิงหล ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองลังกาประสบความสำเร็จในการสถาปนาพุทธศาสนานิกายเถรวาทให้เป็น “ศาสนาประจำชาติ” และ “ศาสนาแห่งรัฐ” ของชาวสิงหลทั้งมวล ทั้งนี้ก็เพื่อต่อกรกับผู้รุกรานชาวทมิฬ ซึ่งเป็นพราหมณ์จากอินเดียใต้

ชาวอุษาคเนย์ที่มีโอกาสได้ติดต่อกับลังกา จึงรับรู้และเห็นแบบอย่างว่า พุทธศาสนาแบบลังกาสามารถเป็นอุดมการณ์ที่เข้มแข็ง และใช้ตอบโต้ชนชั้นนำเก่า (ฮินดู) ในดินแดนของตนได้

ในที่สุด ศักดินาพราหมณ์ที่เข้มงวดและไร้ความยืดหยุ่นภายในอาณาจักรขอมก็ไม่สามารถจัดการความขัดแย้งภายในแผ่นดินเขมรได้ จึงพังทลายลงในครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 18

หลักฐานของการ “พังทลาย” ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในกัมพูชา แต่อยู่ในจารึกสุโขทัย นั่นคือ จารึกหลักที่ 3(วัดนครชุม) ของพระมหาธรรมราชาลิไทยซึ่งระบุว่าบันทึกเมื่อ พ.ศ. 1900 ความว่า

“แต่ก่อนพระธาตุนี้ นับถอยหลัง ๑๓๙ ปี ฝูงเจ้าขุนพราหมณ์เศรษฐีถอยจากเป็นมลากเป็นดีเข้าแต่นั้นแล, ยังฝูรู้ลอกโหรทายยาหยูกก็ถอยแต่นั้นแล บ่ชอบบ่ยำเลย”

ความหมายคือ ปีนั้น (พ.ศ. 1761) เกิดเหตุชนชั้นปกครอง (ฝูงเจ้าขุนพราหมณ์เศรษฐี) สิ้นอำนาจ บรรดาโหราจารย์และหมอยาก็ไม่เป็นที่นับถือ วิเคราะห์ได้ว่าเกิดการพลิกขั้วทางอำนาจ ชนชั้นปกครองรุ่นเก่าถูกท้าทาย ขณะที่ชนชั้นนำรุ่นใหม่แสวงหาอุดมการณ์ใหม่มายึดถือ และดูเหมือนว่าพุทธศาสนาวัชรยานที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เคยอุปถัมภ์ก็ถูกพิสูจน์แล้วว่าใช้งานไม่ได้

พุทธศาสนาลังกาวงศ์ซึ่งหลอมจากเบ้าแห่งการต่อสู้กับพราหมณ์-ฮินดู จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

ไมเคิล ไรท์ ชี้ว่า “ผมไม่เสนอว่าพุทธศาสนาเป็น ‘ประชาธิปไตย’ หรือ ‘สังคมนิยม’ (ในความหมายปัจจุบัน) แต่เพียงมีความยืดหยุ่น (Flexible) และรวมเข้า (Inclusive) ดีกว่าพราหมณ์ ดังนั้นพุทธศาสนาได้สนองความต้องการของสังคมอุษาคเนย์ในยุคนั้น

ในยุคต่อมา (สมัยอยุธยา) พุทธศาสนากลายเป็นอุดมการณ์ของรัฐจึงแข็งตัว แต่ยังรักษาความยืดหยุ่นทางสังคมบ้าง ดีกว่าระบบวรรณะพราหมณ์ที่ถือมาแต่เดิม”

ผศ. ดร. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ สรุปประเด็นดังกล่าวว่า ขณะที่พุทธศาสนาลังกาวงศ์มีบทบาทสูงขึ้นในกลุ่มผู้แสวงหาอุดมการณ์ใหม่ พวกเขายังสร้างเครือข่ายกับคนกลุ่มใหม่ คือ มอญ ลังกา และสลายการพึ่งพากลุ่มอำนาจเดิม นั่นคือชนชั้นปกครองในเขมร ซึ่งเป็นพราหมณ์-ฮินดู

อาณาจักรใหม่ที่เป็นรัฐพุทธเถรวาทอย่างสุโขทัย อโยธยา (อยุธยา) ล้านนา ล้านช้าง จึงตัดขาดจากอำนาจของศูนย์กลางอันรุ่งเรืองในอดีตบริเวณทะเลสาบเขมรอย่างสิ้นเชิง แล้วเชื่อมตัวเองเข้ากับ “โลกใหม่” คือโลกแห่งการค้าของรัฐพุทธเถรวาท

ท้ายที่สุด แม้แต่ศูนย์กลางอำนาจเดิม (เขมร) ก็ต้องหันมารับพุทธศาสนาลังกาวงศ์ด้วย เพราะไม่สามารถโดดเดี่ยวตนเองจากโลกแห่งการค้าที่กำลังเฟื่องฟูได้

เป็นเหตุผลว่า ทำไมรัฐในอุษาคเนย์ (ภาคพื้นทวีป) จึงยึดถือศาสนาจากเกาะลังกาอย่างเต็มภาคภูมิ และทำให้กลุ่มชนไท-ลาว มอญ เขมร รวมถึงพม่า ที่แม้จะมีวัฒนธรรมเฉพาะตัว แต่สิ่งที่มีร่วมกันและมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาวัฒนธรรมเฉพาะตัว คือ พุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบ “ลังกาวงศ์” นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 ตุลาคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พุทธศาสนา “ลังกาวงศ์” จากเกาะลังกา เข้ามาเจริญในอุษาคเนย์เพราะอะไร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...