จีน ยกระดับการขาดดุลปี 68 เป็น 4% ของ GDP รับมือสงครามการค้าสหรัฐ
จีน เพิ่มการขาดดุลงบประมาณ 2568 เป็น 4% ของ GDP ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ สอดคล้องมาตรการคลัง เพื่อรับมือสงครามการค้ากับสหรัฐ และแผนภาษีศุลกากรของ โดนัลด์ ทรัมป์
วันที่ 17 ธันวาคม 2567 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าว ระบุว่า บรรดาผู้นำจีนตกลงที่จะเพิ่มตัวเลขขาดดุลงบประมาณ ขึ้นเป็น 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ยังคงเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 5%
เป้าหมายการขาดดุลใหม่ดังกล่าว ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ 3% สำหรับปี 2567 สอดคล้องกับนโยบายการคลังแบบเชิงรุกมากขึ้น ตามมติการประชุมสำคัญล่าสุด รวมถึง การประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำปี หรือโปลิตบูโร และการประชุมคณะทำงานว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจของจีน (CEWC)
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การใช้จ่ายเพิ่มเติม 1% ของ GDP ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.3 ล้านล้านหยวน (1.794 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) จะได้รับการสนับสนุนโดยการออกพันธบัตรพิเศษนอกงบประมาณ
ทางการยังไม่ได้ประกาศเป้าหมายนี้อย่างเป็นทางการเนื่องจากโดยปกติแล้วเป้าหมายเหล่านี้จะได้รับการสรุปและประกาศในระหว่างการประชุมรัฐสภาประจำปีของจีนในเดือนมี.ค. 2568 ซึ่งหมายความว่าเป้าหมายอาจเปลี่ยนแปลงได้ก่อนหน้านั้น
การกระตุ้นทางการคลังที่วางแผนไว้นี้ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของจีนในการเตรียมพร้อมรับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับขึ้นภาษีนำศุลกากร โดยรัฐบาลสหรัฐชุดใหม่ของนายโดนัลด ทรัมป์ ซึ่งจะกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในเดือนม.ค. 2568
แหล่งข่าวระบุว่า จีนจะคงเป้าหมายการเติบโตของ GDP ไว้ที่ประมาณ 5% สำหรับปี 2568 และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มั่นคง โดยเพิ่มการขาดดุลการคลังและออกหนี้สาธารณะมากขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้ระบุตัวเลขที่ชัดเจนก็ตาม
*จีน ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ประสบปัญหาอย่างหนักในปีนี้ เนื่องจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่รุนแรง หนี้รัฐบาลท้องถิ่นจำนวนมาก และการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่อ่อนแอ โดยการส่งออก ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเชิงบวกเพียงไม่กี่ประการ อาจเผชิญกับความท้าทาย หากคำมั่นสัญญานายทรัมป์ที่จะจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตราสูงกว่า 60% เป็นจริง*
ในแต่ละปี บรรดาผู้ผลิตในจีนส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐเป็นมูลค่ามากกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งพวกเขาจะประสบปัญหาอย่างรุนแรงจากแผนภาษีดังกล่าว โดยโรงงานหลายแห่งได้เร่งย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางการค้านี้ นอกจากนี้แล้ว นักวิเคราะห์เตือนว่าภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นจะทำให้กำไรของผู้ส่งออกลดลง ส่งผลให้มีการเลิกจ้างคนงาน การลงทุนลดลง เศรษฐกิจเติบโตช้าลง และทำให้กำลังการผลิตส่วนเกินและภาวะเงินฝืดในจีนเลวร้ายลง
บทสรุปของการประชุม CEWC ยังระบุด้วยว่า ธนาคารกลางของจีน (PBOC) จะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรนอย่างเหมาะสม โดยแนะนำให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยและอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากนโยบาย mujรอบคอบ ซึ่งธนาคารยึดถืมั่นมาเป็นเวลา 14 ปี ซึ่งในระหว่างนั้น หนี้รวมของจีน ซึ่งครอบคลุมถึงรัฐบาล ครัวเรือน และธุรกิจ เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัว 3 เท่า
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จีนจะพึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนักในปีหน้า แต่ก็อาจใช้มาตรการอื่น ๆ ด้วย และบรรดาผู้นำจีนกำลังพิจารณาที่จะปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าลง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาษีศุลกากรของสหรัฐ
อ้างอิง : reuters.com