โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘พี่ใหม่’ เล่าเส้นทางเรียน สอบ และคว้าใบประกอบฯ เป็นเภสัชกรในแคนาดา (จบป.ตรี เภสัชจากไทย)

Dek-D.com

อัพเดต 17 ม.ค. 2568 เวลา 07.23 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2568 เวลา 10.40 น. • DEK-D.com
เภสัชกรไทยในแคนาดา

สวัสดีค่าชาว Dek-D ทุกวันนี้ Land of the Maple Leaf หรือ “ประเทศแคนาดา”เป็นจุดหมายที่คนไทยให้ความสนใจกันเยอะมากค่ะ เพราะสิ่งที่ดึงดูดไม่ได้มีเพียงเรื่องชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย คุณภาพชีวิต หรือธรรมชาติที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ แต่เรื่องนึงที่ใหญ่มากๆ คือ“โอกาสโยกย้าย” เพราะแคนาดาเป็นประเทศที่ต้องการ Skill Immigrants มาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน นักศึกษาที่จบจากสาขาดังกล่าวจึงมีโอกาสหางานหลังจบ ต่อยอดไปจนถึงการขอวีซ่าถาวรแคนาดา PR Canada (Permanent Resident of Canada)

และวันนี้เราจะพูดถึง “เภสัชกร”หนึ่งในอาชีพที่เป็นที่ต้องการมากในแคนาดา ค่าตอบแทนเฉลี่ยต่อปีขึ้นอยู่กับตำแหน่งงาน เช่น เภสัชกรคลินิก (Clinical Pharmacist), เภสัชกรชุมชนหรือเภสัชกรร้านยา (Community Pharmacist), เภสัชกรโรงพยาบาล, เภสัชกรอุตสาหกรรม และ “รัฐที่ทำงาน” กับ “ประสบการณ์” ก็ล้วนส่งผล จากสถิติจะเริ่มต้นที่ $78,000 ต่อปี (≈2.6 ล้านบาทไทย) จนถึง $155,932 (≈5 ล้านบาทไทย) หากมีประสบการณ์ 20 ปีขึ้นไป เภสัชกรอาจทำรายได้ต่อปีได้ถึง $220,000 (≈7 ล้านบาทไทย)

ข้อมูลอ้างอิงจาก Pharmacist Salary in Canada in 2024: Wages, Requirements, Application Process

https://getgis.org/blog/pharmacist-salary-in-canada

ว่าแต่คนที่เรียนจบเภสัชศาสตร์จากไทย

ทำยังไงถึงได้ไปทำงานที่แคนาดาล่ะ?

ก่อนหน้านี้ Dek-D ได้รับเกียรติจาก“พี่ใหม่ – ภญ.สุนิษา ฤกษ์ชัย วิลคินซัน”เจ้าของเพจ “เภสัชกรไทยในแคนาดา” และเพิ่งเปิดตัวกรุ๊ป Thai-Canadian Pharmacists Community มาแชร์ประสบการณ์หลังจากจบ ป.ตรี คณะเภสัชจุฬาฯ และตัดสินใจลุยทำตามความฝันในการทำงานต่างประเทศ ผ่านกระบวนการสุดท้าทาย 10 ขั้นตอน จนปัจจุบันเป็นเภสัชกรไทยที่ร้านยาในรัฐ British Columbia ประเทศแคนาดา เข้าปีที่ 6 แล้ว

ในนี้เราสรุปภาพรวมให้อ่านแบบจอยๆ ถ้าใครอยากอ่านข้อมูลแบบอินไซต์ที่พี่ใหม่สรุปไว้ละเอียดและอ่านง่าย แนะนำให้ตามไปที่เพจได้เลยค่ะ~

ก่อนมาแคนาดา

พี่ใหม่เป็นเด็กจุฬาฯ มาก่อน

สวัสดีค่า ชื่อใหม่นะคะ เรียนจบ ป.ตรี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ จบออกมาทำงานที่ไทยได้เกือบ 2 ปี แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่เมืองแวนคูเวอร์ (Vancouver) ประเทศแคนาดา ช่วงนั้นก็พยายามไปสอบใบประกอบฯ เพื่อเป็นเภสัชกรที่แคนาดา และเป็นเภสัชกรมาตั้งแต่ปี 2018

เท้าความก่อนว่าตอนเรียนจุฬาฯ ปี 3 เราเคยไป Work & Travel ที่ New York, USA แล้วรู้สึกชอบบรรยากาศ เมือง อากาศ และชีวิตความเป็นอยู่มาก จนตั้งใจว่าจะหาโอกาสไปต่างประเทศอีกให้ได้ หลังจากจบ ป.ตรี เราตัดสินใจเลือกมาแคนาดา เพราะเป็นประเทศที่เปิดรับ Skill Immigrant ซึ่งอาชีพเภสัชกรก็คือหนึ่งใน In-Demand Job ด้วย

ชวนคุยเกี่ยวกับงานเภสัชกร

ในบริบทประเทศไทยและแคนาดา

เส้นทางการเรียนก่อนเป็นเภสัชกร

การเรียนเภสัชศาสตร์ที่ไทยจะมี 2 สาขาคือ การบริบาลทางเภสัชกรรม และ เภสัชศาสตร์ซึ่งทั้ง 2 สาขาจบมาได้วุฒิเป็นเภสัชกรเหมือนกัน เวลามาที่แคนาดาไม่ว่าจะจบสาขาไหนก็สามารถมาเป็นเภสัชกรที่แคนาดาได้

แต่ถ้าพูดถึงการเรียนคณะเภสัชศาสตร์ที่แคนาดา ผู้ที่เรียนสาขาการบริบาลทางเภสัชกรรมเท่านั้นที่จะได้เป็นเภสัชกรส่วนใหญ่จะทำงานเป็นเภสัชกรร้านยา และบางส่วนก็อาจไปทำงานอื่นๆ เช่น งานโรงพยาบาล งานด้านการศึกษา โรงงาน หรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับยา เช่น สภาเภสัชกรรม ฯลฯ ได้ด้วยเช่นกันค่ะ

บทบาทในโลกการทำงานจริง

สายงานเภสัชฯ ทั้งที่ไทยและแคนาดาเป็นไปในทางเดียวกันคือ สามารถทำงานเป็นเภสัชกรร้านยา เภสัชกรในโรงพยาบาล ทำงานในส่วนอุตสาหกรรม ผลิตและวิจัยยาได้ แต่ที่ต่างคือ บทบาทของเภสัชกรในร้านยาและในโรงพยาบาล

หากเป็นที่ไทยเภสัชกรร้านยาจะให้คำปรึกษาและสามารถเลือกจ่ายยาให้คนไข้ และคนไข้ก็สามารถมาเลือกซื้อยาที่ร้านยาได้ หรือ หากมีการไปหาหมอและมีใบสั่งยาก็จะต้องไปห้องยาผู้ป่วยนอกที่โรงพยาบาลเพื่อรับยากับเภสัชกรที่โรงพยาบาลนั้นๆ

หากเป็นที่แคนาดาการทำงานเป็นเภสัชที่ร้านยาที่แคนาดา ถ้าเปรียบเทียบกับที่ไทยคือจะเป็นบทบาทของการทำงานในห้องยาผู้ป่วยนอก ควบกับบทบาทของเภสัชกรร้านยาด้วย

นอกจากเภสัชกรจะให้คำปรึกษาให้กับคนไข้ที่มาซื้อยาที่ร้านยาเองได้แล้ว เภสัชกรร้านยายังมีหน้าที่จัดยาตามใบสั่งแพทย์ เพราะเมื่อพบแพทย์ไม่ว่าจะที่คลินิกหรือโรงพยาบาลก็ตาม ถ้ามีการสั่งใช้ยา แพทย์จะเขียนใบสั่งยาและคนไข้จะต้องนำมารับยาที่ร้านยาเท่านั้น แต่จะเป็นร้านไหนก็ได้ตามความสะดวกของคนไข้*

อีกทั้งหลังจากแพทย์วินิจฉัยโรคและสั่งยา เภสัชกรก็จะต้องมีการตรวจสอบว่ายาที่แพทย์สั่งเหมาะสมกับโรคที่เป็นไหม ขนาดยาเหมาะสมกับโรคและคนไข้รึเปล่า ยาจะตีกับยาที่คนไข้ใช้ประจำอยู่ไหม เป็นต้น ถ้าพบอะไรไม่เหมาะสมหรือไม่ปลอดภัยกับคนไข้ ก็จะมีการปรึกษากันกับแพทย์ที่สั่งใช้ยาเพื่อแก้ไขให้เกิดความเหมาะสมและปลอดภัยค่ะ

*ที่แคนาดาข้อมูลทางออนไลน์เชื่อมกันทั้งจังหวัด แต่เภสัชกรสามารถติดต่อขอข้อมูลหรือปรึกษาจากเภสัชกรด้วยกันหรือแพทย์ได้ทั้งประเทศ และก่อนจ่ายยา เภสัชกรจะเช็กก่อนว่าเรามีไปรับยาที่ไหนมาแล้วไหม ไม่มีการให้ซ้ำซ้อน

อยากเป็นเภสัชกรที่แคนาดา ต้องทำยังไงบ้าง?

2 ส่วนหลักๆ ที่ทำให้เราสามารถอยู่และทำงานที่แคนาดาได้อย่างถูกกฎหมาย คือ ใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรและ วีซ่าที่สามารถทำงานได้ถึงจะมีใบประกอบแต่ไม่มีวีซ่าที่ทำงานหรือ PR Canada (Permanent Resident of Canada) อาจจะหางานยากขึ้น เพราะต้องหานายจ้างที่จะช่วยออก work permit ให้ หรือแม้ว่าจะได้ PR จากครอบครัวหรือการแต่งงาน ก็ไม่ได้ทำให้การสอบใบประกอบเป็นเภสัชกรง่ายขึ้น

กรณีเป็น International Graduated Pharmacist ต้องผ่านหลายขั้นตอน และจ่ายค่าเรียนและค่าสอบต่างๆ เองทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งกระบวนการอาจมีต่างกันบ้างขึ้นอยู่กับจังหวัดที่เราจะไปทำงาน ดังนั้นที่เราแชร์คือประสบการณ์ก่อนเริ่มทำงานเภสัชกรในจังหวัด British Columbia ค่ะ

10 ขั้นตอนในการมาเป็นเภสัชกรที่แคนาดา

*อ้างอิงข้อมูลตั้งต้นจากเพจ “เภสัชกรไทยในแคนาดา”เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2020 หากสนใจแนะนำให้อ่านต่อในลิงก์ เพราะมีอธิบายและชี้เป้าครบมาก!

  • ลงทะเบียนกับ Pharmacists Gateway Canada
  • Document Evaluation
  • สอบ Evaluating Exam
    ∟ การสอบวัดว่าความรู้ของเรา เทียบเท่าคนที่จบเภสัชกรที่แคนาดาหรือไม่
  • Pre-register กับ College of Pharmacist of British Columbia
  • สอบวัดระดับภาษาอังกฤษเช่น TOEFL, IELTS
  • สมัครเรียนและฝึกงานใน The Canadian Pharmacy Practice Program (CP3) ที่ University of British Columbia
  • สอบ Jurisprudence Exam
    ∟ สอบเรื่องกฎหมายยา (แตกต่างจากไทย) เรื่องเกี่ยวกับการทำงาน บทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบของเภสัชกรตามกฏ ข้อบังคับในกฎหมายฉบับต่างๆ เป็นต้น แล้วในแคนาดาก็จะมีกฎหมายทั้งระดับจังหวัดและประเทศ
  • สอบใบประกอบ แบ่งเป็น 2 พาร์ตคือ MCQ และ OSCE
    MCQหรือ สอบข้อเขียนแบบ Computer-based กำหนดเคสมาให้ครึ่งหน้า ส่วนใหญ่เป็นเคสแล้วเราจะต้องเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับคนไข้รายนั้นๆ (เวลาสอบไม่มาก)
    OSCE เป็นการสอบปฏิบัติเสมือนเรากำลังทำงานเป็นเภสัชกรจริงๆ มีแบ่งเป็นห้องๆ พอเดินเข้าห้องไป 15-20 วิ ก็จะมีตัวละครเดินเข้ามา เราต้องดีลกับสถานการณ์จริงใน 7 นาทีนั้น แล้วจะมีคนคอยสังเกตการณ์อยู่ค่ะ **แนะนำให้ฝึกพูดเยอะๆ เลย
  • ยื่นขอใบประกอบกับ College of Pharmacist of British Columbia
  • สมัครขอใบอนุญาตให้บริการวัคซีน
    ∟ ส่วนใหญ่เขาจะอยากรับคนที่สามารถฉีดวัคซีนได้ ซึ่งจะต้องผ่านการเทรนเพิ่ม และต้องมีการเทรน First Aid กับ CPR ด้วย เส้นทางสู่การเป็นเภสัชกรไทยในแคนาดา

บางคนอาจกังวลว่าถ้าจบเภสัชศาสตร์ที่ไทยจะสามารถมาทำงานที่ต่างประเทศได้รึเปล่านะ?

คำตอบคือ ได้เพราะการเรียนเภสัชศาสตร์ส่วนใหญ่ก็จะอิงตำราสากล เรียนแนวทางการรักษาต่างๆจากทั่วโลก เช่น ปี 1 เราได้เรียนเกี่ยววิทย์ เช่น เคมี ฟิสิกส์ ชีวะ แต่ปีถัดมาเรียนเยอะมาก อัดหนักๆ พอปี 2-3 ลงเนื้อหาเฉพาะทาง เรียนเรื่องร่างกายและยาต่างๆ จำเยอะแต่จะ based on ความเข้าใจ เพราะเราจะเริ่มจากเรียนรู้“การทำงานปกติของร่างกาย”แล้วถึงเรียนว่า “เมื่อร่างกายทำงานผิดปกติ ยาจะเข้าไปช่วยยังไงบ้าง แล้วถ้าไปที่อื่นจะมีผลข้างเคียงแบบไหน”ทำความเข้าใจไปทีละส่วน เช่น สมอง หัวใจ ปอด ฯลฯ พอปี 3-4 จะนึกภาพออกและเรียนสนุกขึ้น เพราะเริ่มมีฝึกงาน ได้เจอเคสจริงจากการไปทำงานทั้งในร้านยาและโรงพยาบาล

ถ้ากรณีจบเภสัชศาสตร์จากต่างประเทศ (ไม่ได้จบในแคนาดา) และเลือกมาเป็นเภสัชกรที่รัฐ British Columbia ต้องผ่านการอบรมหลักสูตร The Canadian Pharmacy Practice Program (CP3)ตอนนั้นเรามีเรียนคอร์ส CP3 ที่ University of British Columbiaและสอบใบประกอบที่รัฐ British Columbia ค่ะ ใช้ระยะเวลาเรียนรวม 24 สัปดาห์ ปีนึงมีเปิด 2-3 รอบ และจะรับไม่เกิน 20 คน/คลาสเท่านั้น

ข้อมูลโปรแกรม CP3 ที่ UBCTake the tour!

หลักสูตร CP3 ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

12 สัปดาห์แรกคือ Classroom Portion

เรียนออนไลน์ทบทวนความรู้พื้นฐาน สัปดาห์ละ 4 วัน มีทบทวนความรู้ทางด้านการรักษานิดหน่อย มีเรียนการสื่อสาร การให้คำปรึกษาคนไข้ มีการฝึกเหมือนการทำงานจริงในร้านยา

หน้าที่ของเราจะมีการสอบถามประวัติต่างๆ จากคนไข้ อธิบายข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับยา โดยอาจารย์จะดูว่าในบทสนทนาระหว่างเรากับคนไข้ เราพูดและเก็บรายละเอียดสิ่งสำคัญครบหรือเปล่า เช่น คนไข้แพ้ยาอะไร ไลฟ์สไตล์ไหนของคนไข้ที่เสี่ยงทำให้เกิดโรคนี้ได้บ้าง หรือ ถ้าคนไข้ทำงานเป็นกะ (Shift) เราต้องจัดยาให้ไม่รบกวนการทำงานของเขา เป็นต้น

Note:ในการจ่ายยาแต่ละครั้งต้องคำนึงหลายปัจจัย แต่เภสัชกรกับคนไข้จะได้ตัดสินใจร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการรักษาและให้ยานั้นๆ *นอกจากความรู้เฉพาะทางด้านเภสัชศาสตร์ ความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ และการเข้าใจวัฒนธรรมแคนาเดียน ถือเป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ

12.5 สัปดาห์หลัง ฝึกงานที่ร้านยา

(Structured Practical Training: SPT)

ช่วงนี้มหาวิทยาลัยจะกระจายนักศึกษาเภสัชศาสตร์ไปทำงานที่ร้านยา (ร้านละคน) เป็นการลงสนามเหมือนทำงานเภสัชกรจริงๆ เจอคนไข้จริง ต้องคิดวิเคราะห์และตัดสินใจเองทั้งหมด แต่มี Supervisor คอยดูแลว่าเราแนะนำคนไข้ไปโอเคหรือไม่

'Getting Ready'

Mock-OSCE (One Day)

โค้งสุดท้ายของหลักสูตรคือเซสชันเตรียมความพร้อมก่อนสอบ OSCE ซึ่งก็คือพาร์ตการสอบปฏิบัติของการสอบใบประกอบเภสัชกรนั่นเองค่ะ เปิดให้ลงทะเบียนเป็นรอบๆ ในช่วง Spring และ Fall จำกัดผู้เข้าร่วม และต้องผ่านการเรียนทฤษฎี CP3 ถึงจะมีสิทธิ์ลงทะเบียนได้

ปัจจุบันทำงานเป็นเภสัชกรที่ร้านยา

ในจังหวัด British Columbia

ปัจจุบันเราเป็นเภสัชกรร้านยาที่แคนาดามาได้ 6 ปีกว่าแล้วค่ะ มีความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาตลอด โดยเฉพาะช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา ช่วงประมาณกุมภาพันธ์ 2020 เริ่มมาตรการ Lockdown ทุกคนหยุดงานหมด คลินิกแพทย์ก็ปิด หมอคุยกับคนไข้ผ่านโทรศัพท์และ VDO Call และ “ร้านยา” กลายเป็นที่พึ่งเดียว

ช่วงนั้นร้านยาที่เราทำงาน ได้ขยายเวลาเปิดเป็น 8:00-18:00 (เปิดเร็วและปิดดึกขึ้น) ต้องบริหารยาเพราะยาหมดเชลฟ์ เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งตอกย้ำว่าเราต้องแอคทีฟ พร้อมเรียนรู้ให้ทัน ซึ่งข้อดีคือหน่วยงานด้านสุขภาพต่างๆ จะมีการรวบรวมข้อมูลไว้ เราสามารถเข้าไปศึกษาและสามารถนำความรู้ที่ได้มาใช้ในการปฏิบัติงานค่ะ

หลังจากที่ผ่านช่วงโควิดมา Scope of Practice ทั้งกว้างและเยอะขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นการประเมินและสั่งใช้ยาในโรคที่เป็น Minor Ailments การเข้าถึงผล Lab และผลตรวจต่างๆ ของคนไข้ด้วยค่ะ

. . . . . .

ใครอยากรู้ว่าปัจจุบันงานของ“พี่ใหม่” ในฐานะเภสัชกรไทยที่ British Columbia ประเทศแคนาดา เป็นประมาณไหนบ้าง ไปติดตามต่อกันได้ที่เพจนี้ค่ะ :)

Thai-Canadian Pharmacists Community

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...