วิเคราะห์ผลกระทบ “ทรัมป์” ขึ้นภาษี สะเทือน “สินค้าจีน” ไปสหรัฐแค่ไหน ?
คอลัมน์ : ระดมสมอง ผู้เขียน : ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม
การประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาเมื่อครั้งก่อน ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2018 และจนกระทั่ง 15 มกราคม 2020 มีการปรับขึ้น 3 ระลอกด้วยกัน รวมเป็นมูลค่าการส่งออกของจีนทั้งสิ้น 375 พันล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าในท้ายที่สุดการปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรโดยรวมจะลดลงจาก 21% เป็น 19.3% แต่ก็สูงกว่าอัตรา 3% ของช่วงก่อนการปรับเป็นอย่างมาก
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยซานตง และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟูตัน (2022) ใช้แบบจำลองทางเศรษฐมิติศึกษา 1) ผลกระทบของการปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรต่อการส่งออกของจีน 2) ผลกระทบการปรับขึ้นอัตราภาษีต่อเส้นทางสินค้าจีนเข้าสู่สหรัฐอเมริกา 3) ผลกระทบของการประกาศรายการสินค้าที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากร และ 4) ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีศุลกากรต่อคุณภาพสินค้าจีนที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา
การปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรส่งผลให้ต้นทุนสินค้าจีนสูงขึ้น ผู้ผลิตจึงพยายามลดคุณภาพของสินค้าที่ส่งไปยังสหรัฐอเมริกาทางหนึ่ง และพยายามลดการส่งออกสินค้าจีนที่มีคุณภาพสูงแต่ต้นทุนสูงไปยังสหรัฐด้วย นอกจากนี้ ผู้ส่งออกสินค้าจีนพยายามส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่สามเป็นการทดแทน หรือใช้ประเทศที่สามส่งออกสินค้าจีนไปยังสหรัฐอเมริกาอีกทอดหนึ่ง
ประเทศที่สามนี้ก็คือประเทศกลุ่มอาเซียน อย่างไรก็ดี คุณภาพสินค้าที่ส่งออกไปประเทศหรือเขตเศรษฐกิจอื่นยังคงเดิม
รายงานดังกล่าวยังได้ศึกษาผลกระทบแยกตามกลุ่มผู้ใช้สินค้า เช่น สินค้าบริโภค สินค้ากึ่งสำเร็จ และสินค้าทุน โดยพบว่าสินค้าสำหรับบริโภค “คุณภาพลดลง” มากที่สุด ส่วนสินค้าสองกลุ่มหลังมีระดับคุณภาพลดลงน้อยมาก
พร้อมกันนี้ได้แบ่งสินค้าส่งออกของจีนไปยังสหรัฐอเมริกาออกเป็น 3 กลุ่มคือ เทคโนโลยีต่ำ-กลาง-สูง ซึ่งพบว่าสินค้าเทคโนโลยีระดับสูงเป็นสินค้าที่สหรัฐอเมริกาถือเป็นเป้าหมายโจมตีไม่ให้เกิดนั้น มีการลดลงของระดับคุณภาพมากที่สุด สำหรับสินค้าที่มีขีดความสามารถแข่งขันต่ำ ส่วนสินค้าที่มีระดับขีดความสามารถแข่งขันสูงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยระดับขีดความสามารถการแข่งขันนี้วัดจากระดับคุณภาพของสินค้าจีนเปรียบเทียบกับสินค้าชนิดใกล้เคียงกันในตลาดโลก
การปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกามี 3 รอบ แต่ละรอบมีอัตรา 25%, 10% กับ 15% แต่ 2 รอบหลังก็ยังมีการปรับเป็น 25% กับ 7.5% ตามลำดับ การศึกษานี้ใช้วิธีทางสถิติปรับแก้และสรุปผลได้ว่า การปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากร 1% คุณภาพสินค้าส่งออกของจีนลดลง 0.56%
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นคือด้านคุณภาพ แต่ประเด็นที่ถกเถียงกันยังมีผลกระทบทางด้านมหภาค คำถามที่ถามกันมากคือ ทำไมการปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐอเมริกาสูงขึ้นเพียง 0.3% และทำไมขนาดโดยรวมของการส่งออกจีนไม่ได้ลดลง แม้แต่ส่วนแบ่งตลาดก็ไม่ลดลง
การพิจารณาต้องเริ่มมองไปที่มูลค่ารวมของสินค้าที่ได้รับผลกระทบ มีราว 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 66.4% ของสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งอัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยของสินค้าอยู่ที่ 19.3% และถ้าเฉลี่ยกับสินค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบด้วยแล้วภาษีจะอยู่ที่ 13.9% ขณะที่ก่อนการปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากร สหรัฐอเมริกาเก็บภาษีศุลกากรอยู่ที่ 3.1% อัตราที่เพิ่มจริงจึงอยู่ที่ราว 10%
ทั้งนี้ การปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรทำให้สินค้าจีนที่ส่งออกไปสหรัฐอเมริกาลดลงจริง จากราว 500 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017 เหลือราว 430 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019 โดยส่วนแบ่งของสินค้าจีนที่ส่งออกไปสหรัฐอเมริกาลดลงจากราว 21% เหลือราว 13%
โดยการลดลงของสินค้าส่งออกจีนมาจากกลุ่มสินค้าที่ถูกปรับขึ้นภาษี แต่สินค้าที่ไม่ถูกปรับขึ้นภาษียังคงขยายตัวได้
ขณะที่ส่วนแบ่งของสินค้าส่งออกจีนในตลาดโลก และการนำเข้าสินค้าจากตลาดโลกยังคงไต่สูงขึ้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอุปทานสินค้าจีนและอุปสงค์สินค้านำเข้าของสหรัฐอเมริกาไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากการปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าจีน
ในเวลาเดียวกันการเกินดุลการค้าของจีน กับการขาดดุลการค้าของสหรัฐ ในด้านผลผลิตอุตสาหกรรมยังคงแปรผกผันกัน แสดงให้เห็นว่าสินค้าจีนยังคงมุ่งไปสู่สหรัฐอเมริกาเช่นเดิมไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
โดยในปี 2019 สินค้าจีนส่งออกไปสหรัฐโดยตรงราว 450 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีที่ส่งออกโดยทางอ้อมอีก 70 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้อาเซียน ไต้หวัน อียู และเม็กซิโกมีสัดส่วนราว 40%
นอกจากนี้ ในการปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรครั้งก่อน “ค่าเงินหยวน” ในตลาดเงินตราระหว่างตอบรับมาตรการนี้ปรับลดจาก 6.5 หยวน เป็น 7 หยวนต่อเหรียญสหรัฐอเมริกา ค่าเงินหยวนที่ต่ำลงนี้ ส่งผลให้สินค้าส่งออกจีนไปสหรัฐราคาลดลงราว 8% ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนก็คืนภาษีให้แก่ผู้ส่งออกอีกราว 2% ทำให้ราคาสินค้าส่งออกจีนลดลงราว 10% อันเป็นการชดเชยกับผลกระทบของการปรับขึ้นภาษีได้ส่วนหนึ่ง และเมื่อรวมปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกจีน ทำให้โดยสุทธิแล้ว ดัชนีราคาสินค้าส่งออกจีนระหว่างปี 2017-2019 ลดลงเพียง 2% เท่านั้น
ขณะที่หลังปรับขึ้นภาษีศุลกากรแล้ว สินค้าส่งออกจีนโดยรวมมีราคาเพิ่มขึ้น 3.5% แยกเป็นสินค้าที่ไม่เสียภาษี -2.5% และสินค้าที่เสียภาษีเพิ่มขึ้น 8% โดยราคาสินค้าส่งออกจีนที่เพิ่มขึ้น 3.5% นี้ อยู่ในระดับต่ำกว่าอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้น 10% เป็นอย่างมาก นี่คือสาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาหลังการปรับขึ้นอัตราภาษีไม่ได้รุนแรงเท่าที่ควรจะเป็น
ดังนั้น อาจสรุปได้ว่า ผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าส่งออกจีนถูกชะลอลงจากหลายปัจจัยคือ 1) การลดคุณภาพ 2) การส่งออกผ่านประเทศที่สาม 3) การปรับตัวลงของค่าเงินหยวนที่ตอบรับข่าวร้ายจากมาตรการนี้ 4) การคืนภาษีของรัฐบาลจีนแก่ผู้ส่งออก และ 5) ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ซึ่งอาจมีผลเป็นบวกหรือลบก็ได้
และในครั้งที่จะถึงนี้ ทรัมป์ประกาศจะเก็บภาษีจากสินค้าจีน 60% และประเทศอื่น ๆ 25% ดังนั้น ปัจจัย 1-4 ข้างต้นยังมีบทบาทคล้าย ๆ เดิม แต่ผลกระทบต่อราคาและปริมาณสินค้าส่งออกจีนคงจะรุนแรงมากกว่าหลายเท่าตามอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นมากกว่าครั้งก่อน ทั้งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างประเทศที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐอเมริกาด้วยกันเอง หรือประเทศที่ไม่ได้ส่งก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงสินค้าที่เคยส่งออกไปสหรัฐอเมริกาอาจหลีกเลี่ยงและพยายามหาตลาดใหม่ที่ไม่ใช่สหรัฐอเมริกา คล้าย ๆ กับที่จีนเคยปฏิบัติมาในรอบก่อน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิเคราะห์ผลกระทบ “ทรัมป์” ขึ้นภาษี สะเทือน “สินค้าจีน” ไปสหรัฐแค่ไหน ?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net