นางร้ายอย่างข้าขอลิขิตชะตาเอง
ข้อมูลเบื้องต้น
@ แนะแนวก่อนเริ่มอ่านค่ะ : ใครชอบแนวนางเอกบอบบาง เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ ใจดีเป็นแม่พระ มีคุณธรรมสูงส่งไม่เจ้าคิดเจ้าแค้น วิ่งเล่นอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ เจอผู้หล่อแล้วไม่แอบชื่นหรือกรี๊ดชมในใจเพราะเป็นกุลสตรีเดี๋ยวจะถูกหาว่าบ้าผู้ชาย กดผ่านได้เลยค่ะ เพราะนางเอกของไรท์ไม่ใช่แนวที่ท่านชอบอย่างแน่นอน
ใครชอบนางเอกแรง ร้าย สายมั่น สายฮา อ่านต่อได้เลยจ้า ขอบคุณค่ะ
************
หลังยุคมหาสงครามโลกที่ต่อสู้กันด้วยอาวุธชีวะภาพและนิวเคลียร์สิ้นสุดลง ยีนส์ของมนุษย์บางกลุ่มเกิดการกลายพันธุ์มีผลให้คนเหล่านั้นมีศักยภาพของร่างกายและความสามารถหลายด้านแข็งแกร่งและพิเศษกว่ามนุษย์ปกติ สิ่งที่เคยมีอยู่แต่ในจินตาการของนักสร้างความบันเทิงได้เกิดเป็นจริงขึ้นมา
มู่หนิงชิงเป็นหนึ่งในมนุษย์กลายพันธุ์เหล่านั้น หญิงสาวเติบโตและถูกฝึกให้เป็นนักโจรกรรม เอ้ย จารชนมือฉกาจโดยองค์กรลับทรงอำนาจของฝั่งโลกตะวันออก ความพิเศษของมู่ชิงหนิงคือดวงตา ซึ่งสามารถมองเห็นในความมืด มองเห็นทะลุทะลวงทุกสิ่ง มองเห็นไกลและคมชัดมิต่างจากกล้องส่องทางไกล มองเห็นกระทั่งมดเป็นเมนส์!!
ภารกิจลับส่วนใหญ่ที่ได้รับจากองค์กร คือการจารกรรมข้อมูลหรือโจรกรรมวัตถุตามคำสั่ง มู่หนิงชิงปฏิบัติตามมิเคยอิดออดเพราะค่าตอบแทนแต่ละงานตัวเลขถือว่าสูงมาก ชีวิตของเธอจึงอยู่ดีกินดีมีแต่ของแบรนด์เนมใช้ อาหารการกินล้วนเลิศรสและคุณภาพสูง ชีวิตไม่เคยอดอยาก
และด้วยรูปร่างหน้าตาแสนเย้ายวน หญิงสาวจึงประกอบอาชีพเป็นนางแบบและนักแสดงที่ส่วนใหญ่รับบทนางร้ายเพื่อบังหน้า! รวมถึงเปิดภัตตาคารระดับมิชลินสตาร์เพื่อสนองความชอบส่วนตัว เธอลงทุนจ้างเชฟชื่อดังจากฝั่งตะวันตกเพื่อมาทำอาหารให้
กระทั่งวันหนึ่งหญิงสาวไปพบจี้หยกโบราณ แกะสลักจากหยกเหอเถียนสีแดงเป็นรูปดอกโบตั๋นอายุนับพันปีในสภาพสมบูรณ์ วางโชว์อยู่ที่ร้านขายของเก่ากึ่งพิพิธภัณฑ์ในเมืองหลวงของประเทศมหาอำนาจฝั่งเอเชีย ราคาของจี้หยกชิ้นนี้แพงลิบลิ่วจนนางไม่กล้าซื้อ แต่ในเมื่อไม่อยากได้แต่ไม่อยากจ่ายเงินต้องทำอย่างไรดีล่ะ…คืนนั้นหญิงสาวนำสร้อยคอห้อยจี้หยกดอกโบตั๋นสีแดงที่พึ่งได้มาใหม่เข้านอนด้วยความสุขใจ
ไม่มีอะไรที่มู่หนิงชิงอยากได้แล้วไม่ได้! (ในที่นี้หมายถึงของกินและวัตถุสิ่งของ)
ทว่าเมื่อลืมตื่นขึ้นมา ไฉนนางถึงอยู่ในยุคจีนโบราณที่ไม่มีบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์เสียอย่างนั้น!! เอ่อ นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย?!
สรุปว่านางทะลุมิติมาอยู่ในครอบครัวซึ่งดูแล้วสภาพความเป็นอยู่อัตคัดขัดสน บิดามารดาโดนเอาเปรียบอยู่เป็นประจำ น้องอีกสองคนผอมแห้งหัวโต ตัวนางเองก็ผ่ายผอมยามโดนลมพัดทีก็แทบจะปลิว! จะผอมเกินไปหน่อยแล้วมั้ง!
เฮอะ! ปัญหาแค่นี้เองเรอะ ขี้ปะติ๋วสำหรับมู่หนิงชิงคนนี้! คอยดูเถอะนางจะทำให้ครอบครัวนี้อยู่ดีกินดีอ้วนพีหน้าใสกันทุกคน จะไม่มีคำว่าลำบากและอดอยากอีกต่อไป!!!
ใครกล้าขวางทางอิ่มท้องของครอบครัว มันผู้นั้นเตรียมงานเข้าได้เลย อย่าหาว่านางไม่เตือน!!!
นิยายเรื่องนี้จะมีฉากประกอบอาหารอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่เยอะมากเพื่อสนองความอยากของนักเขียน (ที่ชอบหิวตอนดึก)
ขอให้รี้ดที่รักทุกคนสนุกกับการอ่านค่ะ
อย่าลืมช่วยกันกดเลิฟมอบหัวใจให้นิยายเรื่องด้วยน้าา
ขอบคุณมากค่า
❤️❤️❤️❤️❤️
*เนื้อหาของนิยายแต่งขึ้นตามจินตนาการอันเพ้อฝันของผู้แต่งเท่านั้น ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับบุคคลสถานที่หรือเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด การใช้ภาษาหรือสำนวนอาจไม่สมเหตุสมผลไปบ้างเพื่ออรรถรสในการอ่าน หากมีข้อผิดพลาดอันใดตัวผู้แต่งเองขออภัยล่วงหน้าไว้ ณ ที่นี้
**คำเตือน : มีการใช้ความรุนแรง การสังหารผู้อื่น ด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรง การใช้วาจาเหยียดหยามดูถูกผู้อื่น มีการทำผิดศีลธรรม
***โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน กรุณาให้เกียรติผู้แต่งและนักอ่านท่านอื่นด้วยนะคะ
****คอมเม้นต์ด่าตัวละครได้ตามสบาย แต่อย่าวิจารณ์ค่อนแคะหรือจิกกัดไรท์ในทางเสียหาย เพราะไรท์ใจบางและอ่อนไหว โปรดเห็นใจด้วยนะคะรี้ดที่รักทุกคน
@สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ไม่อนุญาตให้ผู้ใดคัดลอกทำซ้ำดัดแปลงและเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
คำชี้แจงและพูดคุยก่อนอ่าน โปรดอ่านสักนิดเถอะนะคะ
นิยายเรื่องนี้เป็นแนวโรแมนติกคอมมาดี้สไตล์ไรท์ เป็นแนวสร้างตัวมีมิติกึ่งระบบนิดหน่อย
นางเอกของไรท์คนนี้จะเป็นสายมั่น ร้าย แสบ เพ้อเจ้อเป็นบางที ไร้ความเป็นคุณหนูในห้องหอ ร้ายมาร้ายกลับไม่โกง นิสัยกวนๆเป็นบางครั้ง ใครมาทำร้ายคนในครอบครัวนางเอาคืนแบบไม่ปราณี ไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น เพราะอาชีพเก่าคือ จารชนและมือสังหาร
รักอาหารเป็นชีวิตจิตใจ รักครอบครัวฝุดๆ
@ แนะแนวก่อนเริ่มอ่านค่ะ : ใครชอบแนวนางเอกบอบบาง เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ ใจดีเป็นแม่พระ มีคุณธรรมสูงส่งไม่เจ้าคิดเจ้าแค้น วิ่งเล่นอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ เจอผู้หล่อแล้วไม่แอบชื่นหรือกรี๊ดชมในใจเพราะเป็นกุลสตรีเดี๋ยวจะถูกหาว่าบ้าผู้ชาย กดผ่านได้เลยค่ะ เพราะนางเอกของไรท์ไม่ใช่แนวที่ท่านชอบอย่างแน่นอน
ใครชอบนางเอกแรง ร้าย สายมั่น สายฮา ต๊องเป็นบางที อ่านต่อได้เลยจ้า ขอบคุณค่ะ
นิยายเรื่องนี้ไม่มีสาระ อาจหิวบ้างหากอ่านตอนดึกๆ การกระทำของตัวละครอาจไม่สมเหตุสมผล หรือบ้าๆบอๆเหมือนผู้แต่ง ขอรี้ดที่รักอ่านเพื่อความบันเทิงอย่าเก็บไปคิดมากนะคะ เดี๋ยวจะไม่ฟินเน้อ
@ไรท์ยังไม่ได้ตรวจคำผิดนะคะ ถ้าเจอคำผิดรบกวนรี้ดช่วยอ่านให้ถูกไปก่อนจะได้ไม่เสียอรรถรสในการอ่าน
ถ้าหากเจอคำผิดตรงไหน ช่วยเขียนบอกไว้จะขอบคุณมาก ไรท์จะได้ตามแก้ในแต่ละให้บทถูกค่ะ
เพราะไรท์มีงานประจำต้องทำ แต่งนิยายตอนมีเวลาว่างก่อนนอน อาจไม่สมบูรณ์แบบเหมือนนักแต่งมืออาชีพนะคะ แต่จะพยายามเขียนให้ดีที่สุดค่ะ ขอบคุณที่เข้าใจ
ฝากติดตามผลงานด้วยค่าาาา กราบงามๆแทบอก
หากมีข้อผิดพลาดใดๆไรท์ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
@คอมเม้นต์ติชมได้ตามปกติ ด่าตัวละครได้ตามสบาย แต่กรุณาอย่าค่อนแคะจิกกัดหรือด่าคนแต่งนะคะ
เพราะไรท์ใจบางและอ่อนไหวค่ะ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับนิยายได้ค่ะแต่โปรดใช้คำสุภาพ ยินดีรับฟังนะคะ
***ใครอ่านแล้วไม่ถูกจริตกรุณากดออก โปรดอย่าทิ้งคอมเม้นต์ไว้บั่นทอนจิตใจผู้แต่ง
โปรดช่วยเอ็นดูไรท์มือใหม่ตัวเล็กๆที่พึ่งหัดเขียนนิยายมาได้ราว 7 เดือนด้วยนะคะ
???????????? ขอบคุณมากค่า ❤️❤️❤️
หากอ่านแล้วชอบอย่าลืมบอกเพื่อนๆต่อด้วยนะคะ
ยินดีรับของขวัญจากรี้ดทุกคนนะคะ ^^
บทที่ 1
บทที่ 1 มู่หนิงชิงทะลุมิติ
“ท่านแม่ เมื่อไหร่พี่ใหญ่จะฟื้นหรือเจ้าคะ ฮึก อันเอ๋อร์เป็นห่วงพี่ใหญ่เจ้าค่ะ พี่ใหญ่หลับไปสองวันแล้วนะเจ้าคะ ฮืออ”
"เดี๋ยวพี่ใหญ่ก็ตื่น อันเอ๋อร์หยุดร้องไห้เถิด แม่จะไปตักน้ำเสียหน่อย ลูกอยู่เฝ้าพี่ใหญ่ดีๆนะ"
เสียงสะอึกสะอื้นของเด็กผู้หญิงและเสียงตอบรับจากผู้เป็นมารดาปลุกให้มู่หนิงชิงตื่นจากห้วงนิทราแสนหวาน เธอจำได้ว่าไม่ได้เปิดทีวีหรือคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ก่อนเข้านอน แล้วเสียงเด็กมาจากไหนกัน หรือว่าแม่บ้านของเธอแอบพาหลานมาด้วยเพราะคิดว่าเธอไม่อยู่ห้องวันนี้ ใช้ไม่ได้จริงๆ เห็นทีต้องคุยกับป้าฮงให้รู้เรื่อง
มู่หนิงชิงมุ่นคิ้วด้วยความหงุดหงิดที่ถูกรบกวนจนตื่นก่อนเสียงนาฬิกาปลุก เธอต้องการจะลืมตา ทว่ากลับเปิดเปลือกตาไม่ขึ้น จู่ๆอาการปวดศีรษะรุนแรงจนแทบหมดสติเข้าจู่โจมในฉับพลัน ภาพความทรงจำของหญิงสาวอายุราวสิบห้าปรากฏขึ้นในหัว เรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตหลั่งไหลต่อเนื่องยาวนาน มิต่างจากดั่งซีรีส์เรื่องหนึ่ง
การถ่ายทอดเรื่องราวและอาการปวดศีรษะของมู่หนิงชิงกินเวลากว่าสองชั่วโมง ท้ายที่สุดความรู้สึกทรมานแสนสาหัสก็หยุดลง มู่หนิงชิงหายใจหอบถี่ เหงื่อเม็ดเล็กผุดพราวทั่วกรอบหน้า เธอสามารถลืมตาขึ้นได้ในที่สุด
ภาพแรกที่เห็นคือหลังคาเก่าทรุดโทรม คานของเพดานทำขึ้นจากไม้และมีหญ้าแห้งมุงทับไว้ สภาพคล้ายจะพังแหล่มิพังแหล่
เรียวคิ้วงามของมู่หนิงชิงมุ่นเข้าหากัน ความรู้สึกเจ็บปลาบเด่นชัดที่ท้ายทอยพิสูจน์ให้เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
มู่หนิงชิงยกมือขึ้นมาสัมผัสบริเวณท้ายทอยด้านซ้ายที่กำลังปวดตุบๆ ปลายนิ้วคลำเจอก้อนบวมขนาดไข่ไก่เบอร์หนึ่ง เธอขยับศีรษะมองไปยังด้านขวา สายตาสบเข้ากับใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือกอบซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
ครั้นดวงตาสองคู่สบประสานกันอาการหวาดผวาพลันเกิดขึ้นกับมู่หนิงชิงทันที
“กรี๊ดด ผะ ผีหลอก ผีเด็กหลอก! ฉันกลัวผี อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลย! แล้วจะทำบุญกรวดน้ำไปให้” มู่หนิงชิงกรีดร้องสุดเสียง ลุกพรวดขึ้นมานั่งขยับถอยกรูดจนแผ่นหลังติดข้างฝา สีหน้าท่าทางตื่นตระหนกสุดชีวิต
"กรี๊ดดดดดด" เจ้าตัวเล็กเองก็ตกใจเสียงกรี๊ดของพี่สาว นางเลยกรี๊ดตามผงะถอยหลังก้นจ้ำเบ้า ทว่าก็ได้สติกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
“ท่านแม่ พี่ใหญ่ฟื้นแล้วเจ้าค่าาา” เด็กหญิงตัวน้อยที่ถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผี ขยับปากส่งเสียงเรียกมารดา น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น ใบหน้าเล็กหันมาหามู่หนิงชิงที่นั่งชันเข่าขดตัวหลังชนฝากลอกตาไปมาสำรวจสภาพแวดล้อมรอบกาย
“พี่ใหญ่พูดจาแปลกประหลาดจริงๆด้วย กลางวันแสกๆจะมีผีได้อย่างไรต้องรอให้มืดก่อนเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ยังเจ็บตรงไหนอยู่รึเปล่า อันเอ๋อร์จะได้ไปบอกท่านแม่ให้ ท่านเสียงแหบมากเลยเดี๋ยวอันเอ๋อร์ไปรินน้ำมาให้นะเจ้าคะ” เจ้าตัวน้อยดีอกดีใจที่ในที่สุดพี่สาวก็ตื่นขึ้น ริมฝีปากจิ้มลิ้มเอ่ยวาจาฉะฉานเป็นชุดเดินไปรินน้ำจากกาใส่ถ้วยดินเผาที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆใกล้หน้าต่างและนำมายื่นให้พี่สาวด้วยรอยยิ้มน่ารัก
ความจริงปีนี้มู่หนิงอันอายุหกหนาวแล้ว เพียงแต่ร่างกายของเด็กหญิงแคระแกร็นกว่าปกติเพราะขาดสารอาหาร ทว่าเจ้าตัวน้อยกลับรู้ความนักทั้งมีความจำดีมาก นางยังคงจดจำเรื่องที่ท่านหมอหูบอกกับบิดามารดาว่า
“หากชิงเอ๋อร์ฟื้นขึ้นมาแล้วมีอาการสับสนหรือจำอะไรไม่ได้ก็อย่าพึ่งตื่นตกใจไป นี่เป็นอาการซึ่งพบได้บ่อยในคนที่ได้รับความกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะอย่างรุนแรง”
มู่หนิงชิงที่เวลานี้ใจเย็นลงเพราะเริ่มตระหนักถึงสถานะการณ์ที่กำลังเผชิญ เธอจ้องมองชามใส่น้ำในมือเด็กหญิงด้วยความกระหาย พลันตัดสินใจทดลองบางสิ่งด้วยการเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายก่อนรับน้ำมาดื่ม
“น้องชื่อมู่หนิงอันใช่หรือไม่?” เสียงแหบแห้งแตกระแหงมิต่างจากเป็ดเทศเอ่ยถามเด็กหญิง นั่นเป็นชื่อที่ปรากฏอยู่ในภาพความทรงจำที่ได้เห็นเมื่อสักครู่ก่อนจะสติแตก
“เจ้าค่ะ ชื่อของอันเอ๋อร์คือ มู่หนิงอัน ส่วนพี่ใหญ่ชื่อมู่หนิงชิง พี่รองชื่อมู่หนิงเฉิง” เด็กหญิงตอบกลับอย่างฉะฉาน
คำตอบจากปากเด็กน้อยตรงหน้าช่วยไขข้อข้องใจของมู่หนิงชิงให้กระจ่างชัด
เธอตบเข่าฉาดสีหน้ามั่นอกมั่นใจ นั่นปะไร! เป็นอย่างที่สงสัยจริงๆ ตัวเธอทะลุมิติมาเหมือนอย่างในนิยายหลายเรื่องที่เคยอ่าน!
แม่เจ้า! นี่มันออกจะเหลือเชื่อเกินไปแล้ว! ปาฏิหาริย์จากจินตนาการของนักเขียนนิยายมีอยู่จริง อะเมซิ่งสุดๆ!!
มือผอมบางยกขึ้นมาทาบอกด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ พลันฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ หรือว่าเป็นเพราะอิทธิฤทธิ์จากจี้หยกเหอเถียนสีแดงอายุเป็นพันปีที่ใส่นอนเพราะความเห่อชิ้นนั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่าเธอเจอเข้ากับอภินิหารจากของโบราณ! หากเป็นอย่างที่คาดจริงก็เรียกว่าเจอแจ็คพ็อตเลยนะเนี่ย!
มิน่าในตำราเก่าๆถึงมีคำกล่าวเตือนว่า ‘ของยิ่งเก่ายิ่งลึกลับ บางชิ้นอาจมีคำสาปหรืออาถรรพ์ติดมา ขอให้ระวังเอาไว้'
นี่แหละหนาที่เขาว่า ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่ มู่หนิงชิงคิดเองตอบเองอยู่ในใจ
เมื่อตั้งสมมุติฐานขึ้นมาได้ สีหน้ามั่นอกมั่นใจเริ่มผันแปรเป็นสับสนงงงวย ตกลงว่าตัวเธอทะลุมิติมาเฉยๆ หรือว่าตายไปแล้วเลยทะลุมิติมากันล่ะเนี่ย?! เมื่อคืนก่อนนอนก็ไม่ได้อ่านนิยายซักหน้า แล้วเธอทะลุมิติมาอยู่ในนิยายเรื่องไหนกัน หลายปีที่ผ่านมาเธออ่านไปหลายสิบเรื่องซะด้วย แล้วใครมันจะไปจำเนื้อหาของนิยายทุกเรื่องได้หมด เล่นอ่านไปซะหลายเรื่องหลายแนวขนาดนั้น…
แล้วถ้าเกิดว่าเธอไม่ได้อยู่ในนิยายล่ะ?? โอ้ย! สับสนมึนงง คิดไม่ออก…ฮืออ เวรกรรมของคนสวยจริงๆ!! อยู่ดีๆก็งานเข้าแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
เพราะถูกความสับสนที่หาคำตอบไม่ได้ถาโถมความคิด มู่หนิงชิงเลยเริ่มทึ้งหัวตนเอง
มู่หนิงอันนั่งอ้าปากหวอ เอียงคอมองพี่สาวที่บ่นพึมพำอยู่คนเดียวก่อนหน้านี้และเปลี่ยนมาทึ้งหัวตัวเองตาปริบๆ หัวคิ้วเล็กของเด็กหญิงเริ่มมุ่นเข้ากันบ้าง
“ท่านแม่เจ้าคะ…พี่ใหญ่ปวดหัวเจ้าค่าาา ดึงผมตัวเองใหญ่แล้ว” ร่างเล็กวางชามใส่น้ำลงกับเตียงตะโกนเสียงดังขณะวิ่งดุ๊กดิ๊กออกไปตามมารดา
“…” มู่หนิงชิง “ท่าทางเด็กคนนี้ฉลาดใช้ได้เลยนะเนี่ย” เธอหยุดทึ้งหัวตัวเองเพราะเริ่มรู้สึกเจ็บหนังหัว เอื้อมมือไปหยิบถ้วยใส่น้ำมาดื่มด้วยความกระหาย
"อึ้ก อึ้ก อ้าว หมดซะล่ะยังดื่มไม่พอเลย" เธอขยับเตรียมจะลุกไปรินน้ำมาดื่มเพิ่ม ทว่าร่างกายเกิดโงนเงนจนต้องลงไปนั่งบนเตียงอีกรอบ
"โอ้ย ไม่มีแรง ทำไมขาแข้งอ่อนแบบนี้" เธอรีบรก้มสำรวจร่างกายตนเองจึงเห็นว่าแขนขาเล็กมากผอมจนแทบเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก
"โอ้โห ผอมมาก ผอมยังกับตะเกียบแน่ะ!"
มู่หนิงชิงที่ตอนนี้กระจ่างแจ้งกับสภาพการณ์ของตัวเอง เริ่มต้นกวาดตามองสำรวจไปรอบๆห้องอย่างจริงจังอีกครั้ง
สภาพบ้านที่เห็นตรงหน้า อืมม ขอใช้คำว่า ทรุดโทรมยิ่งนักก็แล้วกัน จากนั้นจึงลองเพ่งสายตาเพื่อทดสอบดูว่าความสามารถพิเศษของเธอที่ถูกเรียกขานว่า เนตรปีศาจ ติดตัวมาด้วยหรือไม่ ปรากฏว่าเธอยังมีความสามารถพิเศษนี้ติดตัวอยู่
ฟู่ววว ค่อยยังชั่ว แบบนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าชีวิตในภายภาคหน้าจะลำบาก…
“โชคยังดีที่เนตรปีศาจไม่หายไป ความรู้สึกของตัวละครในนิยายตอนทะลุมิติมาใหม่ๆเป็นอย่างนี้เองสินะ แล้วฉันทะลุมาเป็นคาแร็คเตอร์ไหนเนี่ย นางเอก นางร้าย หรือว่าเป็นตัวประกอบใช้แล้วทิ้งกันแน่ น่าปวดหัวชะมัดโผล่มาที่ไหนก็ไม่รู้” บ่นจบก็ลงไปนอนแผ่หลาอีกรอบ
ประตูห้องนอนถูกเปิดอีกครั้ง ซูซื่อ* หรือซูเหม่ยพร้อมด้วยมู่หนิงอันก้าวตรงมาหานาง ในมือของผู้เป็นมารดาถือชามใส่โจ๊กอยู่
“ชิงเอ๋อร์ ในที่สุดลูกก็ฟื้น แม่ค่อยเบาใจหน่อย ลูกยังเจ็บตรงไหนอยู่หรือไม่”
สตรีรูปร่างผอมบางอายุราวสามสิบต้นๆ ผิวซีดเหลืองใบหน้าซูบตอบมีริ้วรอยลึกที่หางตา นางแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีอ่อนที่ดูเก่ามีรอยปะชุนหลายแห่งทว่าสะอาดสะอ้าน ดูจากลักษณะของรูปหน้าแล้วหากนางมีเนื้อขึ้นมาบ้าง จะถือได้ว่าค่อนข้างสวยในสายตาของมู่หนิงชิง
“ชิงเอ๋อร์ทานโจ๊กเสียหน่อยนะ ลูกนอนหลับไปหลายวันคงหิวแย่"
น้ำเสียงของนางเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย สายตาที่มองอ่อนโยนและอบอุ่น มู่หนิงชิงขยับนั่งพิงหมอน รับถ้วยโจ๊กที่ใสจนนับเม็ดข้าวได้มาถือไว้ เธอเหลือบตามองสตรีที่เป็นมารดาเจ้าของร่างและเด็กหญิงตัวน้อยนามมู่หนิงอันด้วยแววตาเห็นใจ
ท่าทางสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวนี้คงไม่ดีนัก สามารถเดาได้จากลักษณะของโจ๊กในชาม
“พวกท่านทานข้าวแล้วรึยัง…เจ้าคะ” เสียงของเธอยังคงแหบแห้ง ร่างกายยังคงระบม โดยเฉพาะบาดแผลที่ศีรษะอาจต้องเวลาในการฟื้นตัวราวสองสามวันกว่าจะดีขึ้น
“แม่กับน้องทานแล้ว ลูกไม่ต้องห่วง รีบทานโจ๊กตอนที่ยังร้อนเถอะ เสร็จแล้วจะได้ทานยา ท่านหมอหูบอกว่าลูกอาจมีเลือดคลั่งในหัว ต้องดื่มยาเพื่อสลายเลือดเหล่านั้น เดี๋ยวแม่กลับมานะ" พูดจบซูซื่อก็ลุกขึ้นเพื่อไปต้มยามาให้บุตรสาว
มู่หนิงชิงตักโจ๊กเข้าปากเงียบๆ ทว่ากำลังครุ่นคิดเรื่องยาต้ม ในนิยายทุกเรื่องที่เคยอ่านล้วนบอกว่ารสชาติขมจนแทบบ้วนทิ้ง นี่นางกำลังจะได้ลองลิ้มชิมรสกับตัวเองอย่างนั้นรึ จะตื่นเต้นหรือหวาดหวั่นดีล่ะ!
โจ๊กใสแจ๋วหมดลงในชั่วอึดใจ เด็กหญิงตัวน้อยรับชามเปล่ามาจากมือของพี่สาวไปวางบนโต๊ะพร้อมกับรินน้ำใส่ชามเล็กที่ใช้ดื่มก่อนหน้านี้กลับมาให้นาง
“พี่ใหญ่ดื่มน้ำอีกหน่อยนะเจ้าคะจะได้อยู่ท้อง” เสียงเล็กเอื้อนเอ่ยบอกพี่สาวขณะยื่มชามใส่น้ำมาตรงหน้า
ความรู้สึกสลดหดหู่ถามโถมจิตใจของมู่หนิงชิงดั่งคลื่นซัด ครอบครัวนี้ช่างน่าเวทนานักต้องดื่มน้ำเพื่อช่วยให้หายหิว หญิงสาวเกิดความละอายใจกับการใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อก่อนจะทะลุมิติมา
ตัวเธอเคยทานแต่อาหารดีๆ แพงแค่ไหนหากอยากลิ้มรสต้องได้ทานสมใจ อาหารหากไม่เลิศรสก็ไม่เคยคิดแตะตามประสาคนเรื่องมากถึงได้เปิดภัตตาคารระดับสูงเป็นของตัวเอง จุดประสงค์หลักคือเอาไว้สนองความชอบเรื่องอาหาร และจุดประสงค์รองคือเอาไว้บังหน้าอาชีพแท้จริงของตน…
“ขอบใจนะอันเอ๋อร์” มู่หนิงชิงรับน้ำมาดื่มโดยไม่ลืมกล่าวขอบใจเด็กน้อย
หลังจากดื่มหมดจึงเริ่มถามไถ่ถึงสาเหตุที่ร่างนี้ได้รับบาดเจ็บ เพราะเรื่องราวสุดท้ายที่เธอเห็น คือภาพที่มู่หนิงชิงกำลังเดินขึ้นเขาเพื่อไปหาสมุนไพรและของป่ามาขาย นางมองเห็นบางสิ่งเบื้องหน้าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ และได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจากทางด้านหลัง จากนั้นสติสัมปชัญญะก็ดับวูบลง
เสียงเล็กสดใสของมู่หนิงอันเริ่มต้นเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้พี่สาวฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ สีหน้าท่าทางของเด็กน้อยดูจริงจังขณะบอกเล่าเรื่องราว มู่หนิงชิงเห็นแล้วอดเอ็นดูเจ้าตัวเล็กไม่ได้
“วันนั้นพี่ใหญ่แบกตะกร้าขึ้นเขาไปหาของป่ามาขายตามปกติ และบอกท่านแม่ว่าวันนี้จะเดินเข้าไปลึกหน่อย หากมีโชคอาจพบของดีเหมือนอย่างครอบครัวของท่านลุงจงบ้าง
จนกระทั่งยามเว่ย (13:00-14:59) ท่านก็ไม่กลับลงมาเสียที ท่านแม่เป็นห่วงมากเลยออกไปเรียกท่านพ่อและพี่รองที่ไร่ จากนั้นทุกคนก็ไปตามพี่ใหญ่บนเขาและพบท่านนอนหมดสติหายใจรวยรินอยู่ที่ใต้ต้นไม้ ท่านพ่ออุ้มท่านกลับมา ท่านแม่ไปตามท่านหมอหูมารักษาท่านเจ้าคะ… ฮึก ตอนนั้นพี่ใหญ่ชีพจรอ่อนมาก ท่านหมอหูบอกให้พวกเราทำใจ ฮึก ข้ากลัวมากเลยเจ้าค่ะ”
มู่หนิงอันน้ำตาเอ่อท้นเริ่มสะอื้นไห้อีกครั้ง เด็กหญิงกลัวมากจริงๆว่าพี่สาวจะเป็นอะไรไป มือเล็กผอมบางเอื้อมมาจับมือของพี่สาวไว้แน่น พยายามกลั้นเสียงสะอื้นและเริ่มเล่าเรื่องราวที่เหลือ
“ท่านพ่อท่านแม่อยู่เฝ้าท่านทั้งคืนเลย พอตอนเช้าท่านหมอหูก็กลับมาตรวจอีกรอบ ตอนนั้นชีพจรของพี่ใหญ่กลับมาเต้นเป็นปกติแล้วเจ้าค่ะ ท่านหมอหูประหลาดใจมากแต่ก็ดีใจมากเหมือนกัน พูดว่าน่าเหลือเชื่อจริงๆ ดีจริงๆ อยู่หลายครั้งเลยเจ้าค่ะ” ดวงตากลมโตไร้เดียงสารอยยิ้มน่ารักประดับใบหน้าเล็กมอมแมมของมู่หนิงอัน
คนฟังพยักหน้าหลังฟังจบ กำมือซ้ายหลวมๆเริ่มถูนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ไปมาขณะใช้ความคิด
‘ดูท่าว่าตัวเราคงเข้ามาอยู่ในร่างนี้ทันทีที่เจ้าของร่างสิ้นลมสินะ และเป็นไปได้ว่าสาเหตุที่ทำให้มู่หนิงชิงตัวจริงเสียชีวิตคงไม่ใช่อุบัติเหตุลื่นล้มศีรษะกระแทกพื้นเสียแล้วกระมัง' มู่หนิงชิงอนุมานในใจแววตาดูเย็นชาขึ้นหลายส่วน
* ซื่อ : เป็นคำที่ใช้เรียกสตรีที่ออกเรือนแล้วนำหน้าแซ่เดิม เช่น ซูเหม่ย = ซูซื่อ
******************
ฝากลูกสาวคนใหม่ไว้ในอ้อมใจของทุกคนด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ กราบงามๆแทบอกรี้ดที่รัก
บทที่ 2
บทที่ 2 มิติของมู่หนิงชิง
ครู่ต่อมาซูซื่อก็ถือถ้วยใส่ยาต้มมาให้บุตรสาว
ประสบการณ์ลิ้มลองยาต้มครั้งแรกของมู่หนิงชิงเรียกว่าเลวร้ายสุดๆ ทั้งขมกลิ่นก็แรงแถมฝาดติดลิ้นไม่หายไปง่ายๆ ขนาดว่าดื่มน้ำบ้วนปากไปตั้งหลายรอบแล้ว ซูซื่อบอกว่านางยังต้องกินยาไปอีกเจ็ดวัน
ฮือออ…สวรรค์ท่านโกรธเกลียดอะไรนางนักหนา ถึงได้ส่งยาต้มมาลงโทษนางเยี่ยงนี้!
เวลานี้มู่หนิงชิงรับรู้ว่าตนและครอบครัวสกุลมู่บ้านรองตั้งรกรากอยู่ที่หมู่บ้านชื่อว่าเต๋อถัง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอเวินเก๋อ เมืองอี๋เฉิง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของแคว้นต้าซวิน หากเดินทางไปกลับด้วยเท้าจะใช้เวลาราวสามชั่วยาม แต่หากเดินทางด้วยเกวียนก็จะย่นเวลาได้ครึ่งหนึ่ง
ครอบครัวของมู่หนิงชิงคือสกุลมู่บ้านรอง ส่วนสกุลมู่บ้านใหญ่ก็อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน บ้านของพวกเขาห่างไปราวยี่สิบจั้ง
สมาชิกของบ้านใหญ่มีด้วยกันเจ็ดคน ได้แก่มู่ซานและหลัวอวี๋ซึ่งเป็นท่านปู่และท่านย่าของมู่หนิงชิงและน้องๆ ท่านลุงใหญ่มู่อวิ๋น ภรรยาชื่อฉวนเหยา และบุตรชายบุตรสาวอีกสามคน ชีวิตความเป็นอยู่ของบ้านใหญ่คงดีกว่าบ้านรองเป็นแน่หากนางคาดไม่ผิด…อนุมานจากประสบการณ์ในการอ่านนิยายและเล่นซีรีส์แนวชีวิตมาหลายเรื่อง
ราวยามเซิน (15:00-16:59) มู่เฟิงผู้เป็นบิดาและมู่หนิงเฉิงน้องชายคนรองก็กลับถึงบ้าน
มู่เฟิงอายุราวสามสิบห้ารูปร่างสูงทว่าค่อนไปทางผอม ผิวคล้ำจากการทำงานในไร่ ส่วนมู่หนิงเฉิงอายุเก้าหนาว หน้าตาคล้ายมู่หนิงอันถึงเจ็ดแปดส่วน เพียงแต่รูปตาและริมฝีปากที่ได้มาจากบิดา เด็กชายมีรูปร่างผอมบางผิวคล้ำจากการช่วยงานบิดาในไร่เช่นเดียวกัน
ครั้นทั้งคู่ทราบว่ามู่หนิงชิงฟื้นแล้วก็รีบรุดมาดูด้วยความเป็นห่วง ยิ่งมู่หนิงชิงได้เห็นว่าสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนผ่ายผอม เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูเก่าจนสีซีดและมีรอยปะชุนหลายแห่งยิ่งสะท้อนใจ นางตั้งปณิธานแน่วแน่ทันทีว่าหากหายดีเมื่อไหร่นางจะต้องช่วยครอบครัวนี้ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นและไม่อดอยากอีกต่อไป!!!
จารชนมือหนึ่งอย่างนางเรื่องหาเงินเข้ากระเป๋าคือเรื่องเล็ก!
หลังจากสนทนากับทุกคนในครอบครัวเรียบร้อย มู่หนิงชิงจึงเอ่ยกับซูซื่อว่านางรู้สึกเหนียวตัวอยากอาบน้ำ ทว่าผู้เป็นมารดาแนะนำให้นางเช็ดตัวแทนเพราะพึ่งฟื้นคืนสติ ซึ่งมู่หนิงชิงก็ไม่ขัดข้อง
ครู่ต่อมาซูซื่อยกอ่างใส่น้ำอุ่นมาให้นางที่ห้องพร้อมผ้าอีกผืน
“ขอบคุณท่านแม่มากเจ้าค่ะ ข้าเช็ดตัวเองได้ท่านไม่ต้องอยู่ช่วยข้าหรอกเจ้าค่ะ” จะให้นางมาถอดผ้าต่อหน้าคนแปลกหน้าก็ใช่เรื่อง นางพึ่งทะลุมิติมาขอเวลาปรับตัวให้คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมใหม่หน่อยเถอะ
“ได้ แต่ลูกค่อยๆ เช็ดตัวก็แล้วกัน ระวังหน้ามืดล่ะ” ซูซื่อวางอ่างใส่น้ำลงบนโต๊ะข้างหน้าต่าง เดินมาลูบศีรษะของบุตรสาวอย่างอ่อนโยน แววตาเปี่ยมด้วยความรักและห่วงใย
คล้อยหลังซูซื่อที่ปิดประตูให้นางเรียบร้อย มู่หนิงชิงจึงถอดเสื้อที่สวมอยู่ออก เหลือเพียงเอี้ยมสีชมพูเก่าหม่นปกปิดหน้าอกผอมแห้ง
“อุ้ย เอี๊ยมหน้าตาเหมือนที่บรรยายไว้ในนิยายเลยอ่ะ แต่เก่าไปหน่อยนะ ร่างกายนี้ก็แสนบอบบางเหลือเกิน เอาไว้คนสวยจะบำรุงให้มีน้ำมีนวลเองไม่ต้องห่วงนะมู่หนิงชิง” ปากก็พร่ำปลอบใจร่างกายของตน มือก็เอื้อมไปปลดสายผูกด้านหลัง
นางกำลังจะวางเอี๊ยมลงบนเตียง ทว่าสายตาเหลือบเห็นว่าเอี๊ยมตัวนี้มีผ้าซับตัดเย็บไว้คล้ายกระเป๋าซ่อนอยู่ด้านใน นางจึงหยิบขึ้นมาสำรวจดู และเมื่อลองล้วงนิ้วเข้าไปปลายนิ้วก็สัมผัสเข้ากับบางสิ่งเรียบลื่น นางจึงดึงสิ่งนั้นออกมาจากช่องลับ
“เอ๋ ทำไมมันดูเหมือนจี้หยกแดงอันนั้นนักนะ รึว่า…?!”
ทันทีที่สิ้นคำกล่าวแสงสีขาววาบบังเกิดตรงหน้า มู่หนิงชิงหลับตาหนีแสงจ้านั้น และเมื่อลืมตาขึ้นหลังแสงสว่างแสบตานั้นหายไป สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือห้องครัวขนาดใหญ่จากภัตตาคารสุดหรูของนางซึ่งอยู่ในอีกมิติก่อนหน้านี้!
กรี๊ดดดด!!! ไม่เชื่อแต่อย่าหลบลู่ นางมีตัวช่วยเหมือนในนิยายหลายเรื่องที่เคยอ่านผ่านตากับเขาด้วยหรือนี่!
มู่หนิงชิงเจ้ารอดแล้ววว แบบนี้ไม่อดตายแน่นอน! ร่างผอมบางที่สมควรจะเปลือยอก ในเวลานี้กลับสวมชุดเชฟอยู่เสียอย่างนั้น!!
หญิงสาวตาโตตกตะลึงกับปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น แต่กระนั้นก็มีสติพอที่จะรู้ว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่า มิติ ซึ่งมาในลักษณะห้องครัวของภัตตาคาร ยอดเยี่ยมไปเลย! และที่นางดีใจจนเนื้อเต้นก็เป็นเพราะของสดของแห้งเครื่องปรุงต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มทุกอย่างในครัวแห่งนี้ล้วนเป็นของเกรดพรีเมี่ยม!
ก็คนมันรักการกินเป็นชีวิตจิตใจทำอย่างไรได้
เจ้าของมิติห้องครัวมุ่งตรงไปยังห้องเก็บของสดขนาดใหญ่ และเมื่อก้าวเข้าไปก็สัมผัสได้ถึงความเย็นของห้องแช่ทันที
“อู้ยยย สุดยอดทุกสิ่งยังเหมือนเดิมเป๊ะ เอ๊ะ! แล้วนี่มันอะไรทำไมมีป้ายบอกราคาด้วย”
บนห่อของเนื้อวากิวa5 ที่นางหยิบขึ้นมาดูปรากฏราคาบอกไว้เป็นหน่วยเงินของในมิตินี้ซึ่งไม่แตกต่างจากเงินในยุคจีนโบราณ เรียวคิ้วงามมุ่นเข้ากันด้วยความข้องใจ อย่าบอกนะว่า…
ทันใดนั้นเอง…
ติ้ง!! หน้าจอดิจิตอลขนาดกระดาษA4 ปรากฏขึ้นตรงหน้ามู่หนิงชิง ซึ่งมีข้อความเขียนไว้ดังนี้
ยินดีต้อนรับสู่มิติแห่งความอิ่มหนำ ทางเข้าออกมิติแห่งนี้คือหยกรูปดอกโบตั๋นสีแดงในมือของท่าน
“นั่นปะไร!! ว่าแล้วเชียวเจออภินิหารหยกแดงจริงๆ ด้วย ถึงว่า…ตั้งราคาขายซะแพงยังกับคฤหาสน์ของหัวหน้าองค์กรลับ!” มู่หนิงชิงทุบกำปั้นลงบนฝ่ามืออีกข้างขณะกล่าวคำ จากนั้นจึงตั้งใจอ่านข้อความบนหน้าจอดิจิตอลต่อ
ข้อกำหนดและกฎเกณฑ์การใช้มิติแห่งนี้
- ท่านสามารถเข้าออกมิติได้ทุกเวลาไม่จำกัดจำนวนครั้ง
- สินค้าทุกชิ้นในมิติแห่งนี้ขายตามราคาที่ระบุไว้ จะมีการลดราคาเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลต่างๆ ซึ่งทางเราจะแจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้า
- สินค้าทุกชิ้นรับประกันคุณภาพและความสดใหม่ ไม่สดยินดีคืนเงิน!
- สินค้าทุกชิ้นมีรหัสพิเศษควบคุม อย่าคิดจะขโมยออกไป หากทำผิดกฏท่านจะถูกยกเลิกมิติแห่งความอิ่มหนำทันที
- สินค้าที่จะนำออกจากมิติได้คือสินค้าที่ชำระเงินแล้วเท่านั้น
หมายเหตุ : ท่านสามารถนำสินค้าเข้ามาขายให้มิติแห่งความอิ่มหนำได้ แต่ต้องผ่านการประเมินและตรวจสอบคุณภาพจากระบบเสียก่อน
เนื่องจากท่านเป็นลูกค้าใหม่ ทางเราจึงขอสมนาคุณด้วยการมอบสินค้าทุกชนิดในมิติแห่งนี้ให้ท่านฟรีชนิดละสิบชิ้นไม่จำกัดระยะเวลา จำกัดเพียงจำนวนสินค้าที่มอบให้
หมายเหตุ : ทางมิติแห่งความอิ่มหนำได้จัดกิจกรรมท้าทายทุกสิบวัน ภายในสิบวันท่านจะเข้าร่วมการท้าทายวันไหนก็ได้ตามที่ท่านสะดวกเพื่อรับรางวัลพิเศษ
กิจกรรมท้าทายของรอบนี้
ต้มไข่ให้เป็นระดับยางมะตูมสิบใบ ระยะเวลาที่กำหนดคือสิบนาที
รางวัลที่ได้รับหากทำสำเร็จ : แม่ไก่พันธุ์ไข่สายดุ จำนวนสามตัว
ความพิเศษ : ออกไข่เบอร์หนึ่งวันละสองฟองต่อหนึ่งตัว หากไม่ใช่เจ้าของมาสัมผัสตัวแม่ไก่หรือเก็บไข่ของมัน แม่ไก่ของเราจะกลายร่างเป็นไก่ปีศาจไล่จิกคนผู้นั้นจนหน้าแหกทันที!!
“…” นั่นไก่หรือหมา
ล้มเหลว : ปรับราคาของสินค้าที่ท่านใช้ร่วมกิจกรรม
พรืดดด…มู่หนิงชิงแอบขำคุณสมบัติของแม่ไก่ ดุสมชื่อสายพันธุ์จริงๆ! ขอนางเดินดูมิติแห่งนี้จนทั่วก่อนเถอะ แล้วนางจะร่วมกิจกรรมท้าทายของรอบนี้ทีหลัง
สิ่งที่มู่หนิงชิงทำถัดมาคือรีบมุ่งหน้าไปยังมุมในสุดของห้องแช่เย็นด้วยความประหม่า เอื้อมมือไปกดก้อนอิฐหลายก้อนบนผนังหลังตู้แช่แข็ง เมื่อใส่รหัสถูกต้องผนังทางด้านซ้ายมือก็แง้มออก
ตู้เซฟใบหนึ่งถูกซ่อนไว้ในนั้น มู่หนิงชิงดันผนังให้เปิดกว้างขึ้นกดใส่รหัสบนตู้เซฟด้วยความคุ้นเคยและเปิดประตูตู้เซฟออก
ดวงตาเมล็ดซิ่งของหญิงสาวทอประกายสว่างไสว อุปกรณ์จารกรรมสุดล้ำยุคแสนรักของนางยังอยู่ครบ รวมถึงทองคำอีกหลายแท่งที่ทอประกายสว่างจนแสบตา!!! หุหุหุ จะใช้เมื่อไหร่ค่อยแวะมาหยิบก็แล้วกัน
ติ้ง!! หน้าจอดิจิตอลปรากฏขึ้นอีกครั้ง
- วัตถุที่อยู่ในตู้เซฟใบนี้ให้ถือว่าเป็นสินค้านอกข้อตกลง ท่านสามารถนำไปใช้ได้ตามสะดวกไม่เกี่ยวข้องกับทางมิติแห่งความอิ่มหนำ
ฟู่ววว “ค่อยยังชั่ว นึกว่าต้องจ่ายเงินซื้อด้วยซะแล้ว” เสียงพรูลมหายใจดังขึ้นแผ่วเบา
หลังปิดตู้เซฟและผนังกลับเข้าที่โดยไม่ได้ใส่รหัส นางจึงก้าวตรงไปหาเนื้อวากิวทันที
“ทุกอย่างหยิบได้สิบชิ้นชิ้น ถ้าอย่างนั้น…”
ครู่ต่อมา กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของอาหารที่เรียกว่า สเต็กเนื้อวากิวระดับมีเดี่ยมแรร์ก็ลอยฟุ้งอยู่ในห้องครัวมิติ โจ๊กที่ทานไปก่อนหน้านี้ไม่ต่างจากน้ำ ไม่รู้สึกอยู่ท้องเลยสักนิด
มู่หนิงชิงนั่งกินเนื้อสเต็กชิ้นใหญ่ มีมันฝรั่งและถั่วลันเตาผัดเนยเป็นเครื่องเคียงด้วยความหิวโหย
ระหว่างที่ทานนางก็ครุ่นคิดไปด้วยว่าหากจะเอาอาหารเหล่านี้ออกไปให้ครอบครัวได้ทาน แล้วนางจะใช้เหตุผลใดมาอ้างกับพวกเขาดี
มู่หนิงชิงยังมีความคิดที่จะใช้สินค้าสมนาคุณนี้เริ่มต้นหาเงินให้กับครอบครัว จะนำทองคำแท่งที่มีออกไปขายก็เกรงว่าทุกคนจะแตกตื่นกันเสียก่อน เรื่องนี้ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ
หลังจากทานเสร็จและเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างล้างเรียบร้อย นางก็เดินไปเข้าอาบน้ำในห้องทำงานส่วนตัวของเชฟใหญ่ ซึ่งมีห้องอาบน้ำฝักบัวและห้องสุขาอยู่ในนั้นก่อนจะออกมาจากมิติ
สภาพภายในห้องนอนซ่อมซ่อของนางทุกอย่างยังคงเป็นปกติ มือผอมบางลองวัดอุณหภูมิน้ำในอ่างสำหรับใช้เช็ดตัว ปรากฏว่ามันยังคงอุ่นมิต่างจากก่อนหน้านี้
“เวลาข้างในมิติผ่านไปเกือบสองชั่วโมง แต่ข้างนอกนี่กลับยังเป็นเวลาเดิม เยี่ยมไปเลย”
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้ามู่หนิงชิงจึงออกมาจากห้อง ซูซื่อและมู่หนิงอันกำลังช่วยกันนวดแป้งเพื่ออาหารเย็นอยู่ในครัว มู่เฟิงและมู่หนิงเฉิงออกไปตกปลาที่ลำธาร
"ท่านแม่นวดแป้งจะทำอาหารอะไรหรือเจ้าค่ะ" มู่หนิงชิงก้าวเข้าไปในครัวมองแป้งเนื้อหยาบในอ่างไม้ขนาดกลางที่ซูซื่อกำลังมือนวดอย่างตั้งใจ ข้างๆกันคือผักกาดขาวและผักป่าที่ถูกหั่นไว้เป็นชิ้นเล็กๆ
"อ้าว ชิงเอ๋อร์ออกมาทำไมล่ะลูก น่าจะนอนพักอีกสักหน่อยระวังเวียนหัว อันเอ๋อร์เอาเก้าอี้ให้พี่ใหญ่นั่งที" เจ้าตัวเล็กรีบกุลีกุจอไปฉวยเก้าอี้หัวโล้นมาให้พี่สาวตามคำสั่งมารดา
"พี่ใหญ่นั่งเจ้าค่ะ"
"ขอบใจนะ น้องกับท่านแม่กำลังนวดแป้งสำหรับทำอาหารอะไรกันหรือเจ้าหัวผักกาดน้อย”
ผู้เป็นพี่สาวยกมือลูบศีรษะทุยของน้องสาวที่ถูกเรียกว่า เจ้าหัวผักกาดน้อยอย่างเอ็นดู
มู่หนิงอันหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจก่อนตอบคำถามพี่สาว
"คิกๆๆ ซาลาเปาไส้ผักเจ้าค่ะ ท่านพ่อกับพี่รองจะได้เอาไปทานเป็นมื้อกลางวันพรุ่งนี้ด้วย"
'ซาลาเปาอย่างนั้นหรือ รู้แล้วว่าจะเอาอาหารออกมาจากมิติให้ทุกคนกินได้อย่าทานได้อย่างไร'
รอยยิ้มบางประดับใบหน้าของมู่หนิงชิง หากเอาของสดออกมาให้เวลาทำให้สุกก็จะได้กลิ่นไปถึงบ้านอื่นจนอาจเป็นที่สงสัย แต่ถ้าเอาอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ทว่าคุณภาพยอดเยี่ยมเต็มเปี่ยมไปด้วยสารอาหารมาให้ทุกคนได้ทานก็จะง่ายขึ้น
ในเมื่อมีปาฏิหาริย์ส่งนางมายังมิตินี้ นางก็ใช้ปาฏิหาริย์นี่แหละมาเป็นข้ออ้าง!!!
มู่หนิงชิงยิ้มในหน้าให้กับความคิดอันฉลาดล้ำของตน
เริ่มจากคืนนี้เลยแล้วกัน…
*******************
น้องเจอแจ็คพอตจากหยกแดงจ้า ส่งข้ามมิติมาทัวร์โลกโบราณซะ
ฝากช่วยกดหัวใจ คอมเม้นต์หรือส่งสติกเกอร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ