เจาะลึก CEDT หลักสูตรใหม่ วิศวะฯ คอมฯ จุฬาฯ รับ 300 คน เทอมแรกไม่ตัดเกรด+ฝึกงานทุกปี
ประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านดิจิทัลมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งทำให้ธุรกิจขาดความสามารถในการแข่งขันจากการสำรวจของ AWS & Gallup พบว่าผู้ประกอบการร้อยละ 94 พบปัญหาว่าการหาบุคลากรดิจิทัลเป็นเรื่องยาก แม้ว่าประเทศไทยมีหลักสูตรด้านคอมพิวเตอร์อยู่จำนวนมาก แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่เพียงพอต่อการผลิตบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดหลักสูตรใหม่ "สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล (CEDT)" ที่เปิดรับมากถึง 300 คนต่อปี หรือ 1,200 คน เมื่อมีนิสิตเต็มอัตรา
บทความนี้เราจะมาเจาะลึกตัวหลักสูตรว่าแตกต่างจากหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ปกติอย่างไร ใครที่เหมาะกับหลักสูตรนี้ และจัดการเรียนการสอนกันอย่างไร เมื่อเพิ่มจำนวนรับมากถึง 300 คนต่อปี
SANDBOX หลักสูตรรูปแบบใหม่ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม
เพื่อแก้ไขข้อจำกัดของหลักสูตรเดิม ๆ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงอนุมัติให้มีหลักสูตรรูปแบบใหม่เรียกว่า “หลักสูตร Sandbox” ซึ่งลดระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในการพัฒนาหลักสูตร ลดข้อจำกัด และสนับสนุนให้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยตรงตามความต้องการของโลกยุคใหม่ได้รวดเร็วขึ้น
ด้วยหลักสูตรแบบ Sandbox นี้ ภาควิชาจึงมีอิสระในการออกแบบหลักสูตร และวิธีการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น และทันสมัยมากขึ้น เช่น การกำหนดรายวิชา ลดวิชาเดิม และเพิ่มวิชาใหม่ที่ตรงกับความต้องการของตลาด, ลดรายวิชาในหมวดศึกษาทั่วไป ไปเพิ่มหน่วยกิตจากการฝึกงาน รวมถึงเกณฑ์คุณสมบัติของผู้สอนที่อิสระขึ้นทำให้ภาคเอกชนสามารถมีส่วนร่วมในการสอนและถ่ายทอดประสบการณ์จากภาคธุรกิจจริง เป็นต้น
ข้อจำกัดที่ลดลงนี้ ทำให้ภาควิชาสามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยในการสอน สามารถรับนิสิตได้ถึง 300 คน เทียบกับหลักสูตรเดิม “สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (CP)” ที่รับได้ปีละ 150 คนเท่านั้น และสามารถสร้างรูปแบบการเรียนการสอนที่ทำให้นิสิตสามารถเรียนวิชาที่ทันสมัย และได้มีประสบการณ์จริงในการทำโปรเจค ฝึกงาน หรือแม้แต่ทำสตาร์ตอัปได้ในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ภาควิชายังสามารถติดตามผลสำเร็จของหลักสูตรแล้วปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
จัดเรียงวิชาใหม่เตรียมความพร้อมฝึกงานทุกปี
หลักสูตร CEDT ให้ความสำคัญกับการเรียนเทคโนโลยีที่ทันสมัย และสอดคล้องกับการใช้งานจริงในโลกธุรกิจ จึงมีการออกแบบให้นิสิตต้องฝึกงานทุกปีตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 4 เทียบกับหลักสูตรเดิมที่ต้องเรียนครบ 3 ปีจึงจะมีทักษะครบตามเกณฑ์ก่อนจะลงสนามฝึกงาน
เพื่อให้นิสิตมีทักษะพร้อมในการฝึกงาน ภาควิชาจึงมีการปรับหลักสูตร สอนโดยเรียงวิชาตามทักษะ หรือ เรียนแบบ Block Course คือ เรียนให้จบเป็นทักษะ เพื่อให้มีทักษะไปฝึกงานจริงได้เร็วขึ้น เช่น เมื่อจบปี 1 นิสิตจะสามารถประกอบอาชีพในตำแหน่ง Full-Stack Developer (นักพัฒนาที่สามารถพัฒนาได้ทั้งระบบ) เป็นต้น
ปี 1 จะเรียนพื้นฐานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เช่น Basic Programing, Data Structure, ตรรกศาสตร์ของดิจิตอลคอมพิวเตอร์, Software Engineering เป็นต้น เมื่อจบปี 1 นิสิตจะสามารถประกอบอาชีพในตำแหน่ง Full-Stack Developer (นักพัฒนาที่สามารถพัฒนาได้ทั้งระบบ) เป็นต้น
ปี 2 จะเรียนเกี่ยวกับ Data Science, AI, Network & System และวิชาเลือกที่มีความเกี่ยวข้อง เมื่อได้ทักษะนี้เพิ่มขึ้นมา นิสิตสามารถเลือกฝึกงานในตำแหน่งเดิม หรือ จะเปลี่ยนสายฝึกงานด้าน Data Science, AI, Network & System ก็ได้เช่นกัน
ปี 3 จะได้เรียนวิชาที่ Advance มากขึ้น เช่น Cloud, IoT, Security และวิชาเลือกที่มีความเกี่ยวข้อง และจะมีการทำโปรเจค Capstone จากนั้นก็จะไปฝึกงานครั้งที่ 3
ปี 4 เทอม 1ฝึกงานสหกิจศึกษา 1 เทอม ในสถานประกอบการที่ร่วมกับหลักสูตร
นอกจากนี้ ในทุกๆ เทอมตั้งแต่ปี 1 เทอม 2 เป็นต้นไป นิสิตจะได้รับ Certificate เพื่อรับรองว่ามีทักษะด้านนั้นๆ สามารถนำไปใช้เพื่อยื่นทำงานระหว่างเรียนได้อีกด้วย
เทอมแรก มีแค่ ผ่าน/ไม่ผ่าน ไม่มีตัดเกรด
เพื่อให้นิสิตสามารถปรับตัวในการเรียนมหาวิทยาลัยในเทอมแรกจะมีการสอบแค่ "ผ่าน/ไม่ผ่าน"เท่านั้น ไม่มีการตัดเกรดและยังเป็นความตั้งใจที่จะสนับสนุนให้นิสิตได้เรียนอย่างมีความสุข ไปพร้อม ๆ กับส่งเสริมให้นิสิตทำโครงการหรือทำกิจกรรมตามความสนใจ เช่น ลองทำสตาร์ตอัป หรือประกวดแข่งขัน คิดค้นสิ่งใหม่ต่าง ๆ และอยากสร้างบรรยากาศของการช่วยกันเรียน ร่วมกันทำงานมากกว่าจะมุ่งมั่นแข่งขันกันเองเพื่อทำเกรด ส่วนการเรียนในเทอมถัดมาก็จะมีวิชาที่ตัดเกรดตามปกติ
ใช้เทคโนโลยีออนไลน์มาช่วยในการสอน เพิ่มอิสระในการเรียนรู้
ในการเรียนแต่ละวิชาจะประกอบด้วยการเรียน 2 ส่วน คือ
1.ส่วนเนื้อหา หรือบรรยายมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเทียบกับการเรียนเลคเชอร์แบบเดิม ๆ เพราะบางวิชานิสิตอาจจะได้เรียนสดร่วมกันทั้งหมด ซึ่งทางคณะได้เตรียมห้องประชุมใหม่ที่รองรับนิสิตได้ 300 คน ในขณะที่บางวิชาจะมีการบันทึกเทปเนื้อหาให้นิสิตเลือกเรียนเวลาที่สะดวก ด้วยความเร็วที่เหมาะสมกับตนเอง ฟังซ้ำได้ถ้าไม่เข้าใจ โดยจะมีการกำหนดว่าแต่ละสัปดาห์นิสิตต้องดูวีดีโอหัวข้อไหนจบบ้าง และมีการติดตามประวัติการเข้าเรียนผ่านระบบ LMS (ระบบจัดการการเรียนรู้)
2. ส่วนกิจกรรม การทำงานกลุ่ม และการทำแล็บที่ต้องมาทำงานร่วมกันกับเพื่อนที่มหาวิทยาลัย ซึ่งภาควิชาคาดหวังว่านิสิตต้องมามหาวิทยาลัยเกือบทุกวัน เพื่อให้นิสิตได้มีสังคม ได้ทำกิจกรรมและมีชีวิตในรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ต่างจากนิสิตในหลักสูตรอื่น ๆ
เพื่อประสิทธิภาพในการเรียน ภาควิชากำหนดว่าแต่ละวิชาจะมีอาจารย์ผู้สอนอย่างน้อย 3 คน และมีผู้ช่วยสอน (TA) ซึ่งอยู่ในวัยใกล้เคียงกัน อย่างน้อย 10 คน ซึ่ง TA จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือน้องในการเรียน และตอบปัญหาข้อสงสัยต่าง ๆ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่านิสิตกล้าที่จะสอบถามพี่ TA มากกว่า ในขณะเดียวกันพี่ TA ก็ยินดีที่ได้ช่วยเหลือและแบ่งปันกับน้อง ๆ
เตรียมความพร้อมผลิตบัณฑิตรูปแบบใหม่
ในวันที่ 8 มีนาคม 2566 ภาควิชาได้ทำการลงนามข้อตกลงกับเอกชนยักษ์ใหญ่มากกว่า 30 แห่ง เพื่อร่วมผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถเฉพาะด้านตามความต้องการของภาคเอกชน เพื่อให้การเรียนในหลักสูตร ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
โดยการทำหลักสูตรแบบ Co-Creation ที่บริษัทเอกชนจะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาหลักสูตรอย่างใกล้ชิด ใน 5 ด้าน ได้แก่
1. การฝึกงานในทุกช่วงชั้นปี ตั้งแต่ปีที่ 1 จนถึงปีที่ 4
2. การเสนอหัวข้อและร่วมพัฒนาโครงงาน เพื่อให้นิสิตได้ฝึกประสบการณ์จากปัญหาจริงในภาคอุตสาหกรรม และได้รับคำแนะนำจากภาคอุตสาหกรรมโดยตรง
3. การเปิดสอนวิชาเลือกที่ทันสมัยและจำเป็นต่อการทำงานจริงในภาคเอกชน โดยบริษัทร่วมเป็นวิทยากรและพี่เลี้ยง
4. การจัดกิจกรรมนอกห้องเรียนที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ
5.การให้ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงหลักสูตรอย่างรวดเร็วและก้าวทันต่อเทคโนโลยีในแต่ละปีการศึกษา
นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยยังได้เตรียมพื้นที่เพิ่มเติมให้กับภาควิชาที่อาคารจุฬาพัฒน์ 4 จำนวน 3 ชั้น ให้ภาควิชาปรับปรุงให้เหมาะกับการจัดการเรียนการสอน เช่น จัดทำพื้นที่ co-working space, ห้องเรียน, และห้องแล็บเฉพาะทางต่าง ๆ ให้นิสิตใช้ทำโปรเจค ทำงานวิจัย และห้องสำหรับโชว์ผลงานนวัตกรรมของนิสิต
เปรียบเทียบความแตกต่างจากหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ปกติ
วิชาพื้นฐานน้อยลง แต่เพิ่มวิชาเฉพาะทาง
เมื่อเทียบโครงสร้างหลักสูตรใหม่และหลักสูตรเดิม มีความแตกต่างกันดังนี้
หากมองผิวเผินจะดูเหมือนตัดกลุ่มวิชาพื้นฐานหลายตัวออกไป แต่จริงๆ แล้ววิชาพื้นฐานสำคัญอย่างคณิตศาสตร์นั้นยังมีอยู่ โดยย้ายไปอยู่ในกลุ่มของวิชาเฉพาะ และกระจายไปเรียนในชั้นปีต่างๆเลือกเพียงบางหัวข้อที่จำเป็นไปใช้จริงๆ เช่น ปี 1 จะได้เรียนเกี่ยวกับตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Discrete Maths) ปี 2 จะเรียนเกี่ยวกับ Matrix, Vectors, Linear Regression และสถิติ สำหรับวิชาด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน จะนำไปสอดแทรกในรายวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
เพิ่มโอกาสการศึกษา และคืนโอกาสสู่สังคม
ที่ผ่านมาหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เป็นที่ต้องการอย่างมากและมีการแข่งขันสูงจากทั้งนักเรียน และตลาดแรงงาน ในขณะที่ภาควิชาสามารถรับนิสิตได้เพียงปีละ 150 คนเท่านั้น แต่หลักสูตรรูปแบบใหม่ของ CEDT ทำให้ภาควิชาสามารถเพิ่มโอกาสทางการศึกษาได้อีกถึงปีละ 300 คน และนักเรียนที่สามารถสอบเข้าได้ถ้าติดขัดด้านทุนทรัพย์ก็มีทุนการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพร้อมสนับสนุนเสมอ
ภาควิชามีความตั้งใจในการผลิตนิสิต ที่นอกจากจะเก่งแล้ว ยังต้องแบ่งปันและมีสำนึกช่วยเหลือสังคมด้วย โดยจะเน้นให้แต่ละวิชามีโปรเจคที่ผู้ประกอบการหรือหน่วยงานที่ช่วยเหลือสังคมต่างๆ กำหนดข้อหัวหรือโจทย์มา เช่น ทำโปรเจคที่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปช่วยงานหน่วยงานการกุศลต่าง ๆ เป็นต้น
CEDT vs CP หลักสูตรไหนเหมาะกับใคร
ทั้งสองหลักสูตร เหมาะกับน้องๆ ที่สนใจด้านคอมพิวเตอร์ แต่มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน คือ
จุดเด่นของ CEDTคือ เน้นสร้างทักษะให้เหมาะสมกับการทำงานจริง (Practical) ได้เรียนไป ทำงานไป ได้ฝึกงานมากขึ้น เพื่อให้นิสิตได้สัมผัสโลกการทำงานจริง และค้นพบตัวเองได้เร็ว เน้นเรียนแต่วิชาที่จำเป็นต่อการทำงานเพื่อให้นิสิตสามารถประกอบอาชีพได้ไว หรือประกอบกิจการสตาร์ตอัปได้เลย และสามารถนำ Certificate ที่รับรองทักษะจากการเรียนในแต่ละปี ไปประกอบการทำงานได้โดยไม่ต้องรอให้จบปริญญา
จุดเด่นของ CP คือ เป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับมานาน เน้นให้นิสิตเก่ง และลึกด้านทฤษฎี มีความรอบรู้ เรียนวิชาครบตามหลักสูตรมาตรฐาน และลงลึกเฉพาะด้าน สามารถทำวิจัยลึก ๆ ยาก ๆ และเป็นพื้นฐานในการเรียนต่อป.โท และป.เอกต่อไปได้
โดยสรุปสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล หรือ CEDT เป็นหลักสูตรที่เน้นการลงมือปฏิบัติเพื่อให้เรียนรู้การทำงานจริงเร็วขึ้น เพื่อให้สามารถออกไปทำงานได้เร็วขึ้น โดยจะเปิดรับปีแรก TCAS66 ปัจจุบันยังเหลือการรับในรอบ 3 Admission จะเปิดรับสมัคร 7-13 พฤษภาคม 2566 นี้