[E-BOOK]ฮูหยินคนโปรดของตัวร้ายขาพิการ
ข้อมูลเบื้องต้น
ฮูหยินคนโปรดของตัวร้ายขาพิการ
โดย Miss Soraki
'ซ่งเจียอี ' แต่งเข้าตระกูลต้วนได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ สามีเช่นคุณชายใหญ่ก็ตายจาก ฮูหยินเฒ่าที่ชิงชังนางเข้ากระดูกดำเพราะเป็นต้นเหตุให้สูญเสียหลานรัก จึงโยนนางให้ไปดูแลอดีตประมุขตระกูลผู้มีขาพิการและมีอุปนิสัยมืดมนอำมหิตเช่น 'ต้วนฉือ' พร้อมกับยัดเยียดให้นางกลายเป็นภรรยาของเขาเสียเสร็จสรรพ
กระต่ายขาวแซ่ซ่ง: ข้าขอโทษที่ความอ่อนแอพลอยทำให้ท่านโชคร้ายไปด้วย
อสรพิษเฒ่าท่านหนึ่ง: ช่างเถิด…ถ้าเจ้าดูแลข้าได้ดีพอ คำครหาใดล้วนไร้ความหมาย (ยิ้มยากคาดเดา)
-Miss Soraki-
หลังจากกาวกันมานาน เรามากระชากอารมณ์กันบ้างดีกว่าค่า
พระเอกเรื่องนี้ร้ายมากแบบมากถึงที่สุด แต่อ่อนโยนกับกระต่ายขาวแบบยัยน้องที่สุดเช่นกัน
มินขอฝากผลงานเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของเพื่อน ๆ ทุกคนด้วยน้า
บทนำ: หลุมพรางของสามี
บทนำ
หลุมพรางของสามี
“คิดไว้ไม่มีผิด เจ้ามันเป็นแค่ตัวกาลกิณีดี ๆ นี่เอง ข้าน่าจะเชื่อลางสังหรณ์ของตนเองและมิอนุญาตให้อาหลี่ตบแต่งเจ้าเข้ามาตั้งแต่แรก นังตัวซวย!” ประโยคต่อว่าด่าทอจากหญิงชราอายุประมาณเจ็ดสิบปีดังลั่นไปทั่วอาณาบริเวณ ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยมีสีแดงสลับดำคล้ำตามโทสะที่แล่นมาจุกอก นางถลึงตามองโฉมสะคราญที่กำลังคุกเข่าร้องห่มร้องไห้อย่างเกลียดชัง “เพราะเจ้า! ข้าต้องสูญเสียหลานชายที่รักไปเพราะเจ้าคนเดียว! นังแพศยา!”
“มารดาโปรดสงบสติอารมณ์ไว้ก่อนเถิด อย่าด่วนกล่าวหาหลานสะใภ้โดยไม่มีหลักฐานเลย นางก็เสียใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเช่นกัน” หากไม่มีบุตรชายคนโตฉุดรั้งไว้ ป่านนี้ย่าผู้ใจสลายคงพุ่งเข้าไปตบตีหญิงสาวเบื้องหน้าให้เลือดตกยางออกไปแล้ว “บ่าวรับใช้อยู่ที่ไหน! ไยไม่พาฮูหยินน้อยออกไปอีก”
ข้ารับใช้ที่กำลังละล้าละลังไม่รู้ว่าควรวางตัวอย่างไรดีรีบแทรกตัวมาประคองร่างสะโอดสะองบนพื้นตามคำสั่งประมุขตระกูลอย่างรีบร้อน
“เจ้าจะให้คนพามันไปไหน! ถ้าวันนี้ข้ามิได้เอาเลือดหัวมันออกมารดน้ำศพของอาหลี่ อย่าเรียกข้าว่าฮูหยินเฒ่าแห่งตระกูลต้วนเลย!”
“ท่านแม่! เลิกตีโพยตีพายได้แล้ว อาหลี่ตายเพราะอะไร พวกเรายังไม่รู้แน่ชัดเลย จะยัดเยียดความผิดให้แก่เจียอีเช่นนี้ มันไม่ถูกต้อง” ต้วนเฉิงส่งสายตากดดันให้บ่าวรีบพาจำเลยสังคมออกไปจากสถานการณ์เลวร้าย ส่วนตนเองยังไม่ผ่อนแรงที่ใช้พันธนาการผู้เป็นมารดาไว้ “ฮูหยิน! เจ้าอย่ามัวแต่ร้องไห้อยู่เลย รีบพาท่านแม่ไปสงบสติอารมณ์ก่อนเถิด”
“ฮึก ฮือ อาหลี่ของแม่…อาหลี่…”
ทว่าหญิงวัยกลางคนที่ถูกกล่าวถึงทำได้เพียงปิดหน้าหลั่งน้ำตา นางไม่เหลือเรี่ยวแรงก้าวขาตั้งแต่เห็นศพบุตรชายคนโตกับพื้นแล้ว แม้มิได้ฟูมฟายแบบแม่สามี แต่แววตาทุกข์ตรมมิได้น้อยหน้ากันเลย ซ้ำยังแฝงด้วยความโกรธแค้นต่อลูกสะใภ้มิแพ้กัน
ประมุขต้วนเฉิงเห็นท่าทีของทั้งคู่แล้วหนักใจ ไพล่นึกสงสารผู้ที่ถูกโยนความผิดใส่หัวโครม ๆ โดยมิอาจโต้แย้งได้ขึ้นมา
เขาตัดสินใจพามารดาและฮูหยินเอกคู่กายไปสงบสติอารมณ์ที่เรือนใหญ่ ปล่อยให้หน้าที่เคลื่อนย้ายศพเป็นของบ่าวรับใช้และทางการ
“หลานของข้าเพิ่งรับตำแหน่งผู้สืบทอดได้ไม่ถึงเดือน เข้ากำลังจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่ ถ้ามิใช่เพราะมีเมียดวงกินผัวเช่นหญิงแซ่ซ่งนั่น ป่านนี้เขาคงยังมีชีวิตอยู่ มิต้องตายตกอย่างอนาถเช่นนี้ โธ่…อาหลี่ผู้น่าสงสารของย่า เจ้าไม่น่าด่วนรีบจากย่าไปเช่นนี้เลย”
น้ำเสียงสั่นเครือของหญิงต่างวัยทั้งสองยังคงคร่ำครวญไม่ขาดสาย โดยเนื้อความยังคงวนเวียนกับการกล่าวโทษสะใภ้ที่เพิ่งตบแต่งเข้ามาเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน
ชายวัยกลางคนถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาเสียใจต่อการสูญเสียเลือดเนื้อเชื้อไขที่ดีที่สุดแบบต้วนหลี่เช่นกัน อีกฝ่ายเป็นลูกชายคนโตที่ได้รับความรักและโปรดปรานจากเขามากที่สุดในบรรดาลูก ๆ ทั้งห้าคนเลยก็ว่าได้ ใบหน้าหล่อเหลาที่มีร่องรอยตามวัยปรากฏความโศกเศร้ารำไร มือหนากำเข้าหากันแน่น
ไม่นานนัก หมอประจำตระกูลที่ติดตามร่างไร้วิญญาณไปกับทางการก็กลับจวนมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ต้วนเฉิงพยักหน้าให้อีกฝ่ายรายงานสิ่งที่มอบหมายมา เขาเพิ่งวานให้อีกคนร่วมชันสูตรหาสาเหตุการตายที่แท้จริงของบุตรชายอีกแรง
“นายท่านใหญ่…น่าแปลกมาก คุณชายใหญ่เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายดังที่คาดเดาในตอนแรกจริง ๆ”
“อาหลี่มีสุขภาพแข็งแรงมาโดยตลอด ต้องเป็นเพราะนังงูพิษแซ่ซ่งวางยาพิษเพราะหวังทรัพย์สินเงินทองของเขาแน่ ๆ!” ฮูหยินเฒ่าไม่ยอมรับว่าหลานชายเสียชีวิตจากโรคภัยดังคำกล่าวอ้าง นางตะโกนโหวกเหวกโวยวายราวกับคนสติแตกต่อไป “เมื่อวานเขายังมากินสาลี่ตุ๋นลำไยที่ข้าทำให้อยู่เลย…เพียงชั่วข้ามคืนจะตายจากด้วยอาการหัวใจวายได้อย่างไร”
“อันที่จริงตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ คุณชายใหญ่ไม่ได้มีสุขภาพดีดังที่ทุกคนรับรู้หรอกขอรับ เขาเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ มาโดยตลอด ผู้ที่พาเขามาพบข้าน้อยเพื่อรับยาอย่างต่อเนื่องก็คือฮูหยินน้อย…” หมอหนุ่มเอ่ยแทรกแก้ไขข้อเท็จจริงไม่ทันจบก็โดนสวนขัดขึ้นทันควัน
“ไม่เชื่อ! ข้าไม่เชื่อ! ทั้งเจ้าและอาเฉิงต่างก็หนุนหลังแม่นั่นไม่ต่างกันหรอก แค่เห็นหญิงงามมากน้อยก็พร้อมเข้าข้างแบบไม่สนสี่สนแปด”
“ท่านแม่! ท่านพูดสิ่งใดออกมารู้ตัวหรือไม่!” ประมุขต้วนเฉิงหน้าชาเหมือนถูกลากมาตบกลางธารกำนัล เขาแค่ตักเตือนตามเนื้อผ้า ไฉนจึงโดนโยนข้อหามีความสัมพันธ์เกินเลยกับลูกสะใภ้มาใส่หัวได้ “ข้ากับเจียอีเคยพบหน้าค่าตากันไม่ถึงห้าครั้งด้วยซ้ำไป ที่ต้องห้ามปราม เพราะสิ่งที่ท่านกำลังโพนทะนาอยู่มันผิดมหันต์ก็แค่นั้นเอง”
หมอหนุ่มสบตากับประมุขตระกูล ก่อนจะค้อมกายขอตัวจากไปเงียบ ๆ หากอยู่ต่อไปเกรงว่าจะยิ่งทำให้เรื่องลุกลามเสียเปล่า
“ข้าไม่สนใจว่าเหตุผลแท้จริงคืออะไร เพราะข้ามั่นใจว่าแม่นั่นต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแน่ ๆ”
“ท่านแม่…หมอก็บอกอยู่ว่าอาหลี่ไม่สบายมาหลายเดือนแล้ว คนที่พาเขาไปรักษาก็คือเจียอีนะขอรับ ถ้านางอยากให้เขาตายจริง ๆ คงไม่ทุ่มเทเอาใจใส่ขนาดนั้นหรอก และเท่าที่ข้าสังเกตเห็น ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ราบรื่นดีมาโดยตลอด นี่ย่อมเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด”
ต้วนเฉิงจนใจจะเปลี่ยนความคิดของมารดาผู้อคติ เมื่อเหลือบตาไปมองภรรยาเอกพบว่าอีกฝ่ายก็มีสายตาชิงชังไม่แพ้กัน แต่ด้วยเป็นคนเงียบ ๆ เก็บปากสงบคำ ทำให้มิได้กู่ร้องพรรณนาความในใจออกมาตรง ๆ
เขาสังหรณ์ใจไม่ดีเกี่ยวกับอนาคตของลูกสะใภ้ เกรงว่าชีวิตภายในจวนตระกูลต้วนคงเต็มไปด้วยขวากหนามอย่างไม่ต้องสงสัย
ทางด้านของ ‘ซ่งเจียอี’ ที่ถูกตั้งป้อมรังเกียจ นางขอติดตามมือปราบไปรับฟังผลการชันสูตรของสามีหมาด ๆ ด้วย ซึ่งผลลัพธ์ก็ไม่แตกต่างจากที่ได้ยินจากหมอประจำตระกูลนัก
“สามีของท่านหัวใจวายตายจริง ๆ ขอรับ”
ต้วนหลี่หัวใจวายตาย…
หญิงสาวเพิ่งตบแต่งเข้ามาในจวนตระกูลต้วนในฐานะฮูหยินเอกของ ‘คุณชายใหญ่ต้วนหลี่’ ไม่คิดเลยว่าเพียงหนึ่งสัปดาห์จะเปลี่ยนสถานะมาเป็นหม้ายสาวสามีตายรวดเร็วขนาดนี้ นางทิ้งกายนั่งปิดหน้าบนเก้าอี้ไม้หน้าที่ว่าอาการอำเภออย่างไร้เรี่ยวแรง
“ท่านพี่หลี่…ท่านรู้อยู่แล้วหรือว่าทุกอย่างจะลงเอยเช่นนี้” นางหัวเราะเย้ยหยันฟ้าดิน แล้วปล่อยให้หยาดน้ำใสอุ่น ๆ ไหลอาบหน้า
นางและต้วนหลี่พบเจอกันโดยบังเอิญที่โรงทาน เขาแวะมาตรวจกิจการร้านค้าใกล้อารามพอดี ตอนนั้นร่างสูงหน้ามืดหมดสติไป ซ่งเจียอีบังเอิญผ่านมาเห็นพอดีจึงพาเขาไปส่งโรงหมอในทันกาล หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นชายหนุ่มก็ไปมาหาสู่กับนางบ่อย ๆ จนเวลาล่วงเลยได้ประมาณสามเดือน เขาจึงสารภาพกับนางตามตรงว่ากำลังหาสตรีมารับตำแหน่งภรรยาเอกที่เว้นว่างไว้อยู่และรู้สึกต้องตาต้องใจในตัวนางตั้งแต่แรกพบ
“ตบแต่งให้ข้าได้หรือไม่…ข้าเชื่อว่าพวกเราต้องเข้าขากันได้ดีแน่ ๆ”
“พวกเราเพิ่งรู้จักกันเองนะเจ้าคะ ท่านไม่ด่วนตัดสินใจไปหรือ”
“ข้ารอช้ากว่านี้ไม่ได้หรอก ข้าเหลือเวลาไม่มากแล้ว”
ซ่งเจียอีเป็นบุตรีคนโตของเสนาบดีกรมยุติธรรมที่เกิดจากอดีตฮูหยินเอกผู้ล่วงลับ ชีวิตความเป็นอยู่มิได้ดีนัก เมื่อมีคนยื่นมือมามอบโอกาสให้ก้าวออกจากนรกขนาดย่อม มีหรือนางจะปฏิเสธ
แต่ใครจะรู้เล่าว่าหลุมพรางที่รออยู่ข้างหน้าจะโหดร้ายยิ่งกว่าที่ผ่านมาเสียอีก
“ท่านพี่หลี่เป็นอะไรไปหรือ เหตุใดจึงมีหน้าตาซีดเซียวเช่นนั้น”
“ข้า…แน่นหน้าอก เจียอี…รีบไปตามหมอมาที ข้าหายใจไม่ออก”
“ท่านพี่หลี่!ได้…ได้!ข้าจะรีบไปพาท่านหมอมา ท่านอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะเจ้าคะ”
ย่าและมารดาของเขามีหญิงสาวที่หมายตาให้มารับตำแหน่งนี้อยู่แล้ว นางจึงถูกกีดกันและแสดงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์โดยไม่ปิดบังสักนิด แม้ต้องอยู่กับสถานการณ์อิหลักอิเหลื่อ ซ่งเจียอีก็พยายามหาพื้นที่น้อย ๆ ให้ตนเองอิงอาศัยอย่างสงบ พยายามไม่ปะทะกับบุพการีของสามีให้เขาต้องหนักใจ
“เพราะเจ้า! ข้าต้องสูญเสียหลานชายที่รักไปเพราะเจ้าคนเดียว! นังแพศยา!”
ทว่าสิ่งที่คอยอยู่กลับเป็นสถานะหญิงหม้ายสามีตายเสียอย่างนั้น…
นางเพิ่งมีอิสระจากบ้านเดิมได้ไม่นานก็ถูกกระชากลงมากระแทกพื้นกับความจริงที่ว่าตนเป็นหญิงสาวมีมลทินแล้ว
จะออกไปมีชีวิตของตนเองก็ไม่ได้ แต่จะหวนกลับไปครอบครัวเก่าก็ไม่ได้เช่นกัน
เหตุใดสวรรค์ต้องกลั่นแกล้งกันถึงเพียงนี้ด้วย…
-Miss Soraki-
อยากกอดยัยน้องไว้จริง ๆ และบอกว่า…
ความขมยังไม่หมด
บทที่1: เกิดใหม่เป็นตัวประกอบผู้แสนรันทด
บทที่1
เกิดใหม่เป็นตัวประกอบผู้แสนรันทด
ร่างระหงใต้อาภรณ์สีแดงอ่อนนั่งถูกระถางบรรจุถ่านอุ่นร้อนที่ถูกห่อด้วยผ้าเบา ๆ ใบหน้างามเกลี้ยงเกลาชวนเสน่หาผินมองนอกหน้าต่าง นัยน์ตาหงส์สีน้ำตาลเปลือกไม้นิ่งเรียบปราศจากอารมณ์ หูทั้งสองข้างจดจ่อกับเสียงกระทบของไม้ไผ่น้ำล้นแบบกระดก เมินเฉยต่อวาจากระแนะกระแหนชวนระคายหูของหญิงวัยกลางคน
“อย่ามาทำหูทวนลมใส่ข้านะ นังเด็กไร้มารยาท!”
“หากท่านมิได้มาเพื่อกล่าวเรื่องราวดี ๆ แก่กัน ข้าขอเชิญท่านกลับไปเถิด เสียเวลาสนทนากับข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ใด ๆ ขึ้นมาหรอก เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คนที่ต้องแต่งงานกับคหบดีเว่ยก็คือน้องสามอยู่ดี”
หลังจากถูกรบเร้ามานานนับเค่อ เจ้าของเรือนกายสะโอดสะองก็เบื่อจะฟังคำพูดไร้แก่นสารของแขกมิได้รับเชิญ
“ผู้ที่ทอดสะพานให้พ่อค้าผู้นั้นคือน้องสาม แล้วเหตุใดฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบออกเรือนกับบุรุษที่ไม่รู้จักหน้าค่าตาจึงกลายเป็นข้าไปได้” สตรีอายุน้อยกว่ากระแทกเตาอุ่นมือบนโต๊ะกลางห้องดังปัง ทำให้มารดาเลี้ยงที่วางก้ามใส่เมื่อครู่ชะงักกึก เพราะไม่คิดว่าลูกนอกไส้ที่ทำตัวสงบเสงี่ยมจะมีปากเสียงขึ้นมา “กรรมใดใครก่อ คนนั้นก็ควรรับผิดชอบไปสิ”
“หน็อยแน่ อย่ามาพูดจาอวดดีกับข้านะ ลืมไปแล้วหรือว่าถ้าต่อปากต่อคำจะเจอกับอะไร” ซ่งฮูหยินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโมโหได้ที่
“ท่านมีมือมีเท้าคนเดียวหรือ” ซ่งเจียอีคว้ามือที่หมายง้างตบตนเอง แล้วผลักอีกฝ่ายออกไปจนหงายหลังขาชี้ฟ้า นั่นยิ่งทำให้ฝ่ายอาวุโสกว่าหน้าแดงก่ำราวกับตับหมูด้วยความโกรธ
“เจ้ากล้าตอบโต้หรือ! ปีกกล้าขาแข็งแบบนี้ มาดูเถิดว่าข้าจะสั่งสอนเด็กกำพร้าให้รู้จักที่ต่ำที่สูงได้อย่างไร!” คนที่เพิ่งเสียท่ายันตัวลุกขึ้นมาใหม่ ครั้งนี้แววตาฉายแววเกลียดชังโดยไม่ปิดบัง
“พวกปากปราศรัยใจเชือดคอ ท่านแค่อยากหาเรื่องข่มเหงรังแกให้ข้าแบกรับปัญหาแทนบุตรสาว ดังนั้นมิจำเป็นต้องหยิบยกเหตุผลสวยหรูมาอ้างหรอก” ร่างบางตอบโต้อย่างไม่เกรงกลัวเช่นกัน
เรือนซอมซ่อแห่งนี้อยู่ห่างไกลเรือนใหญ่ มันมีเพียงนางและแม่เลี้ยงใจมารเท่านั้น ต่อให้ทะเลาะวิวาทเอะอะเสียงดังเพียงใดก็ไม่มีใครได้ยิน เนื่องจากสตรีผู้นี้รักหน้าตาทางสังคมอย่างยิ่ง ยามกดขี่ข่มเหงลูกนอกอุทรจึงนิยมทำในที่ลับคนและทำตามลำพังเสียมากกว่า
“หว่านล้อมให้ตายอย่างไร ข้าก็ไม่แต่งกับคุณชายเว่ย เชิญน้องสามมีความสุขกับสวรรค์วิมานที่เลือกไปเถิด”
“นังเด็กดื้อด้าน! ได้! ในเมื่อดื้อรั้นนัก อย่าหาว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกัน!”
ซ่งเจียอีเหลือบมองแส้ที่อีกฝ่ายมักนำติดไม้ติดมือมาเพื่อสั่งสอนตนเช่นทุกครั้งอย่างเย็นชา ดวงตากลมโตราวกับลูกกวางเหลือบมองซ้ายขวาเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าทางโล่งสะดวกจึงไม่รอช้า นางพลิกโต๊ะไม้คั่นกลางจนล้มทับเท้าหญิงวัยกลางคนที่ตามราวีตนไม่เลิกจนกรีดร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย! เท้าข้า! นังเจียอี! นี่เจ้ากล้าทำร้ายข้างั้นหรือ!” ฮูหยินเอกตระกูลซ่งชี้หน้านางอย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้ากล้าต่อกรกับข้าแล้วรึ!”
ทว่าผู้ถูกตามรังควานไม่ปริปากโต้ตอบใด ๆ มือบางหยิบเตาอุ่นมือที่มีถ่านแดงร้อน ๆ แล้วแสร้งทำมันหล่นใส่ร่างที่กำลังโอดครวญทรมานจนอีกฝ่ายยิ่งดิ้นพล่าน ท่าทีที่ใช้มองเจ้าของเรือนเล็กเท่ารูหนูเริ่มฉายแววหวาดผวา เมื่อสัมผัสได้ว่าครั้งนี้ลูกเลี้ยงขี้ขลาดตาขาวเอาจริง
ผู้มีอำนาจมากที่สุดในจวนสกุลซ่งพยายามยกโต๊ะหนัก ๆ ออกจากตัว แล้วกระเสือกกระสนกระเถิบกายหนีไปจนถึงหน้าบานประตูที่ยังเปิดอ้าซ่า มือทั้งสองปัดป่ายเอาขี้เถ้าร้อนระอุออกจากตัวเป็นพัลวัน บางส่วนเริ่มปรากฏรอยแดงและรอยพุพอง
“เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือไร! โอ๊ย! มือข้า…เท้าข้า…กระดูกจะหักแล้ว”
“ร้องไห้คร่ำครวญไปไย มันล้วนเป็นสิ่งที่ท่านเคยทำกับข้าทั้งสิ้น แค่ถ่านจะไปแสบร้อนได้เท่ากับน้ำต้มเดือดจัดที่ใช้สาดข้าเมื่อเดือนที่แล้วได้อย่างไร โต๊ะเล็ก ๆ นี่ก็ไม่เห็นจะหนักหนาสาหัสสากรรจ์เท่ากับแส้หางม้าที่ใช้เฆี่ยนตีข้า” ซ่งเจียอีเลิกคิ้วและเอ่ยถามเสียงเย็นจัด แววตาอำมหิตไร้ความปรานีทำให้ผู้บุกรุกละล้าละลังไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงต่อ “ท่านจะรอเอาคืนก็ได้นะ แต่โปรดจำเอาไว้เถิด ต่อแต่นี้ไป…ซ่งเจียอีผู้นี้จะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้ท่านอีกแล้ว!”
“เจ้ากล้า…เจ้ากล้าหรือ!” ซ่งฮูหยินหลุดคำผรุสวาทมาเป็นพรืด ก่อนจะสะดุ้งโหยงยามอีกฝ่ายย่างสามขุมมาหา นางรีบหยัดกายลุกขึ้นและถอยหนีเหมือนสุนัขจนตรอก “คอยดูเถิดว่านายท่านใหญ่จะว่าอย่างไรต่อการกระทำอันหยาบช้านี้!”
“หึ ป่านนี้บิดาคงทะนุถนอมอนุคนโปรดคนใดสักคนอยู่กระมัง ฮูหยินสิ้นความโปรดปรานแบบท่านจะเอาอำนาจอันใดมากดข่มข้าอีก เชื่อว่าในไม่ช้าตำแหน่งฮูหยินเอกคงถูกเปลี่ยนมือ เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งมารดาเคยถูกสหายอสรพิษเช่นท่านช่วงชิงมันไปอย่างไรเล่า”
ฮูหยินเอกตระกูลซ่งอ้าปากพะงาบ ๆ เมื่อถูกความจริงกระแทกหน้า นางคว้าแส้หางม้าประจำตัวมาไว้แน่น หมายจะฟาดสั่งสอนเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่บังอาจยั่วยุโทสะให้รู้สำนึก
ทว่าซ่งเจียอีเหมือนมีผีร้ายเข้าสิง นางหยิบกาน้ำชาที่เพิ่งร้อนได้ที่บนชั้นวางใกล้มือมาชิงสาดใส่แบบไม่บอกกล่าว
“กรี๊ด! ร้อน! ร้อนเหลือเกิน! ใบหน้าของข้า! อ๊า! หน้าของข้า!”
หญิงวัยกลางคนหวีดร้องเสียงหลง นางทิ้งอาวุธร้ายในมือและพยายามกอบกุมเสี้ยวหน้าที่สัมผัสชาร้อน ๆ อย่างตื่นตระหนก เมื่อความเจ็บแสบยังไม่ทุเลา จึงตัดสินใจวิ่งหนีออกจากเรือนแห่งนี้เพื่อหาหมอมาช่วยเหลือ ทิ้งให้คนที่ตกเป็นเป้าหมายรังแกในตอนแรกยืนกอดอกมองตามไปอย่างเฉยชา
“ก็ยังเจ็บเป็นนี่…นึกว่าจะขาดความเป็นมนุษย์ไปหมดแล้ว” ร่างใต้ชุดสีแดงอ่อนแค่นหัวเราะเสียงขึ้นจมูก ก่อนจะทิ้งป้านชาเจ้าปัญหาอย่างไม่ไยดี “สตรีผู้นั้นไม่มีแต้มต่อเลยสักนิด เจ้าจะหวั่นเกรงและปรารถนาความรักจากคนเลือดเย็นพรรค์นั้นไปทำไมกัน…เจียอี”
โฉมสะคราญที่เพิ่งอาละวาดสาดความคับแค้นใจที่มีใส่แม่เลี้ยงไปเมื่อครู่แหงนมองท้องฟ้าด้านนอก พร้อมกับเอ่ยถามคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้อีกแล้วด้วยน้ำเสียงโศกาอาดูร
“เจ้าเห็นความเห็นแก่ตัวของคนที่เจ้าต้องการเรียกว่ามารดาหรือไม่ นั่นใช่คนที่จะเป็นแม่คนได้ที่ไหน มันเป็นเพียงมารร้ายที่คอยเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบและหาทางใช้ประโยชน์จากเจ้าต่างหาก”
นางยังคงรำพึงรำพันกับความเงียบสงัดภายในเรือนร้างผู้คนอีกหลายประโยค กายบอบบางมาหยุดอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง ทอดมองบาดแผลใต้ร่มผ้าที่กระจัดกระจายแทบไม่เหลือที่ว่าง มันมีรอยแผลเป็นที่ใหญ่ที่สุดอยู่ตรงแผ่นหลัง ซึ่งเกิดจากรอยแส้ที่ฝังลึกในเนื้อจนมีลักษณะคล้ายกับตะขาบน่าเกลียดน่ากลัว แล้วค่อย ๆ ลูบมันเบา
“ข้าเจ็บมากเลยนะ…กว่าที่แต่ละแผลจะเยียวยาได้ดีดังทุกวันนี้ ฉะนั้นเจ้าควรหูตาสว่างได้แล้ว”
แท้จริงแล้ว คนที่อยู่หน้ากระจกในยามนี้หาใช่ซ่งเจียอีคนเดิมไม่
เจ้าของร่างตัวจริงสิ้นลมเพราะทนต่อพิษบาดแผลที่ถูกมารดาเลี้ยงทำร้ายทารุณเมื่อเดือนก่อนไม่ไหว อีกฝ่ายถูกกล่าวหาว่ามีนิสัยขี้ขโมยและฉกฉวยเครื่องประดับของซ่งฮูหยินไปขาย ทำให้ถูกลงโทษอย่างโหดเหี้ยม
ทั้งการโบยโดยแส้ การสาดน้ำร้อน ๆ ใส่ ก่อนจะถูกจับมาขังในเรือนซอมซ่อแห่งนี้
การเสียเลือดมากเกินไปและมีแผลอักเสบติดเชื้อหลายตำแหน่งเป็นสาเหตุให้หญิงสาวร่างกายอ่อนแอนางหนึ่งเสียชีวิตลงโดยที่ไม่มีใครคาดคิด
ก่อนที่นางจะมาสวมร่างแทนในเวลาต่อมา…
นางมีนามว่าซ่งเจียอีเช่นกัน แต่มิได้เกิดในภพภูมินี้
ชาติก่อนนางเป็นผู้ช่วยหมอหลวงในราชสำนัก นาน ๆ ทีจะได้ถวายการรักษาแก่เชื้อพระวงศ์ ส่วนใหญ่มักรับหน้าที่ลูกมือคอยอำนวยความสะดวกให้แพทย์อาวุโสเสียมากกว่า ทำให้มีเวลาว่างมากมายในการพักผ่อนและเสาะหาความรู้ไปเรื่อย
“ซ่งเจียอี…แปลกจริง…พี่สาวผู้วายชนม์ของนางเอกมีชื่อเดียวกับข้าเลยหรือ น่าสนใจยิ่งนัก”
ซึ่งหนึ่งในงานอดิเรกของหญิงสาวเพ้อฝันย่อมหนีไม่พ้นการอ่านนิยายประโลมโลก นางมีเรื่องที่โปรดปรานที่สุดอยู่เรื่องหนึ่ง มันมีชื่อว่า ‘บุปผาเคียงใจทรราช’
โดยเนื้อหาจะเกี่ยวกับการที่หญิงสาวตระกูลเสนาบดีกรมยุติธรรมนาม ‘ซ่งซูหลิน’ บังเอิญช่วยเหลือพระเอกที่เป็นอดีตองค์รัชทายาทผู้หายสาบสูญอย่าง ‘โจวเหยียน’ เข้าโดยบังเอิญ หลังจากผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มาด้วยกันมากมาย ในที่สุดตัวเอกชายก็สามารถทวงคืนบัลลังก์มาจากอนุชาผู้เจ้าเล่ห์ได้สำเร็จ เขากวาดล้างทุกคนที่เคยปองร้ายตนเองจนราบเป็นหน้ากลอง กลายเป็นชายแสนโหดเหี้ยมอำมหิตที่ราษฎรหวาดหวั่นและแอบขนานนามลับหลังว่าทรราช กระนั้นพระเอกก็มีสตรีเพียงคนเดียวที่ยอมอ่อนข้อให้ นั่นคือ หญิงสาวที่เคยช่วยเหลือตนเมื่อตอนทุกข์ยาก ในตอนท้ายของเรื่อง เขาพยายามพิสูจน์ตนเองและบังคับให้ซ่งซูหลินมาเป็นฮองเฮาคู่กาย กว่าจะรักกันก็ปาเข้าไปเล่มที่สามแล้ว
หากถามว่าเหตุใดต้องกล่าวถึงนิยายเรื่องดังกล่าว เพราะตอนนี้นางอยู่ในเรื่องที่เพิ่งเล่าไปอย่างไรล่ะ จะด้วยวิธีไหนก็สุดจะรู้ได้เช่นกัน
แต่มิใช่ตัวละครสลักสำคัญอะไรหรอก เป็นแค่ตัวประกอบที่ถูกนางเอกเอ่ยถึงในฐานะต้นเหตุที่ทำให้ต้องฮึดสู้ต่อกรกับมารดาเลี้ยงเท่านั้น
นางคือพี่สาวคนโตผู้ล่วงลับจากความอำมหิตของซ่งฮูหยิน และเป็นคนที่ผลักดันให้ซ่งซูหลินเลือกกำจัดหญิงเลือดเย็นออกไปจากครอบครัวแบบเด็ดขาด โดยมีพระเอกนิยายคอยหนุนหลัง
แต่ซ่งเจียอีไม่สนใจตัวละครหลักหรอก เพราะความเป็นอยู่ของตนในยามนี้น่าเป็นห่วงกว่าเยอะ
“รอดพ้นได้วันหนึ่ง อีกวันคงถูกตามราวีอยู่ดี คงต้องหาทางออกไปจากจวนนรกแห่งนี้แบบจริงจังเสียแล้ว”
และเรื่องราวของตัวประกอบที่ควรสิ้นสุดลงไปแล้วก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
-Miss Soraki-
ทุกคนนนน มินเกือบลืมอัพแหละ >< คิดว่าตั้งเวลาไว้แล้วนะเนี่ย 55555
ออกตัวก่อนว่าเรื่องนี้น้องไม่ได้อ่อนแอดังที่คิดนะคะ เพราะชาวเรามันสายนางเอกดอกบัวขาวอยู่แล้ว
ส่วนสาเหตุว่าทำไมไปตกในสภาพแบบในบทนำได้ เราต้องมาติดตามกันแล้วล่ะค่า
บทที่2: นกน้อยเริ่มกางปีกโบยบิน
บทที่2
นกน้อยเริ่มกางปีกโบยบิน
“เรื่องราวระหว่างเจ้าและฮูหยินเอกเป็นมาอย่างไรกันแน่ เจ้าได้ลงมือทำร้ายมารดาจริง ๆ หรือไม่”
และเป็นดังที่คาดการณ์ไว้ ถัดจากวันที่ซ่งเจียอีตอบโต้ซ่งฮูหยินแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ความขัดแย้งทั้งหมดก็เล็ดรอดเข้าหูบิดา โดยมีตัวการสำคัญนั่งร้องไห้กระซิกใช้ผ้าเช็ดน้ำตาซับน้ำตาจอมปลอมอยู่ใกล้ ๆ ทำตัวเยี่ยงแม่เลี้ยงผู้น่าสงสารที่ถูกลูกนอกอุทรรังแกจนต้องมาทวงถามหาความยุติธรรม
แต่หญิงสาวอายุน้อยกว่ามาไกลเกินกว่าจะหวนกลับไปเป็นเหยื่ออารมณ์ให้ถูกกลั่นแกล้งเช่นวันวาน ธารน้ำใสอุ่นร้อนจึงค่อย ๆ หลั่งรินจากนัยน์ตากลมโตราวกับสั่งได้ไม่แพ้กัน ทำให้ฝ่ายอาวุโสกว่าอึ้งกิมกี่ไป
“ตั้งแต่เกิดจนโต บิดาเคยเห็นลูกกดขี่ข่มเหงผู้อื่นสักครั้งหรือไม่ กระทั่งการพูดปดสักคำ ลูกยังไม่กล้าเลย แล้วการกระทำหยาบคายดังเช่นการใช้กำลังกับมารดา ซ่งเจียอีผู้นี้จะกล้าทำหรือ” ร่างบางใต้ชุดสีอ่อนไถ่ถามบุพการีกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและมีน้ำตาคลอเบ้า แว่วได้ยินสูดน้ำมูกฟืดฟาดชวนให้ใจผู้เป็นพ่อใจอ่อนยวบ ยิ่งนางใช้ดวงตากลมโตแสนใสซื่อบริสุทธิ์คล้ายคลึงกับอดีตฮูหยินเอกมาสนับสนุน เขายิ่งทำเสียงเข้มใส่ไม่ลง “ในสายตาบิดา ลูกเป็นคนโหดร้ายขนาดนั้นเชียวหรือเจ้าคะ”
“มันมิใช่ว่าบิดาอยากกล่าวหาเจ้าหรอกนะ” เสนาบดีกรมยุติธรรมพูดเสียงอ่อนลง ท่าทีคาดคั้นแปรเปลี่ยนเป็นการสอบถามเช่นปกติ ทำเอาซ่งฮูหยินเผลอถลึงตามองลูกเลี้ยงตาเขียวปั๊ด เมื่อแผนการไม่เป็นดังที่วางไว้ “ข้าแค่อยากได้ยินความจริงจากทั้งสองฝ่ายก่อนจะตัดสินว่าใครผิดใครถูกเท่านั้น ถ้าเจ้าบอกว่าไม่ได้ทำก็คือไม่ได้ทำ ถ้าเจ้าบอกว่าทำ ข้าจะได้สืบสาวราวเรื่องต่อไปว่าสาเหตุที่ไปที่มาเป็นอย่างไร”
สตรีวัยกลางคนขนอ่อนลุกเกรียวยามได้ยินสามีเน้นน้ำหนักตรงประโยคจะขุดหาเบื้องลึกเบื้องหลังตามประสาวัวสันหลังหวะ
ซ่งเจียอีลอบกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ในใจ ยามนึกขึ้นได้ว่าตนมีอาวุธสำคัญที่สามารถช่วยเพิ่มความสงสารจากบิดาได้อีกอย่างหนึ่ง
เพื่อหาทางดิ้นหลุดจากบ่วงพันธนาการของซ่งฮูหยิน นางย่อมไม่เกี่ยงวิธีการอยู่แล้ว
“ลูกไม่มีทางกล้าลงมือกับมารดาหรอกเจ้าค่ะ” บุตรีคนโตของจวนเสนาบดีแสร้งเหลือบมองคนอายุมากกว่าที่นั่งบนตั่งไม้ข้างบิดาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ จังหวะการก้มหน้าต่ำทำให้คอเสื้อบางส่วนแหวกกว้างจนเผยให้เห็นรอยแผลบางอย่างผิดปกติที่แผ่นหลัง “ลูก…ไม่กล้า…”
“นั่นมันอะไร” ใต้เท้าซ่งที่คลุกคลีกับคดีความต่าง ๆ มากมายย่อมมีหูตาว่องไวระดับหนึ่ง กายสูงกำยำลุกพรวดมาจับไหล่ของลูกสาวและถือวิสาสะดึงชุดให้อวดสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ชัด ๆ และสิ่งที่เห็นก็ทำให้เขาแทบลมจับ เลือดลมเดือดพล่านมากองที่ใบหน้าจนแดงแปร๊ด “มันผู้ใดเป็นคนทำกับเจ้าแบบนี้!”
รอยเฆี่ยนตี รอยธูปจี้ และร่องรอยฟกช้ำดำเขียวกระจัดกระจายทั่วผิวกายขาวนวลแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง
มันเป็นหลักฐานอันโหดร้ายทารุณในแบบที่ขุนนางวัยกลางคนไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว ทั้งยังเป็นบุตรีคนโตของเขาอีกด้วย
ที่ผ่านมาตนไม่ได้ใส่ใจอีกฝ่ายเท่าที่ควร เพราะเห็นว่ามอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบให้แก่มารดาเลี้ยงที่เคยเป็นสหายสนิทของอดีตฮูหยินเอกไปแล้ว คงไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำลายจินตนาการแสนสวยงามเสียจนยับเยิน
“สุนัขตัวใดกล้าทำกับเจ้าเช่นนี้ เจียอี!”
แม้มิได้ทะนุถนอมนางประดุจไข่ในหิน ทว่าเขาก็ไม่เคยทำร้ายตบตีให้นางชอกช้ำสักครั้ง กระทั่งพูดจาเสียดสีก็ไม่เคยทำกับทายาทคนใด
“ท่านพ่อ…ลูก…ฮึก…ลูกพูดไม่ได้ ลูกพูดไม่ได้จริง ๆ” ยิ่งคาดคั้นเอาคำตอบมากเท่าไร ธารน้ำใสยิ่งเอ่อล้นออกมาจากดวงตาคู่สวยราวกับทำนบแตก หัวอกบิดาแทบขาดรอน ๆ เสนาบดีซ่งรั้งบุตรีนอกความสนใจมากอดไว้แน่นแทนการปลอบโยน แล้วค่อย ๆ แกะรอยตามลานสายตาของอีกฝ่ายจนไปหยุดอยู่ที่ฮูหยินเอกที่กำลังมองมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ความคับข้องใจทุกอย่างจึงถึงบางอ้อ
“เจียอี…เป็นความผิดของข้าเองที่ละเลยเจ้าเกินไป” เขาโอบกอดร่างแน่งน้อยที่ตัวสั่นระริกราวกับลูกนกเปียกฝนแล้วสะท้อนใจ แววตาเอาเรื่องในตอนแรกถูกเปลี่ยนเป้าหมายไปยังอีกคนหนึ่งที่นั่งหน้าซีดไร้สีเลือด “ส่วนเจ้า…ดูเหมือนว่าพวกเราต้องมีอะไรต้องพูดคุยกันมากเลยทีเดียว”
ซ่งฮูหยินหนาวสะท้านไปทั้งตัว เมื่อสัมผัสได้ถึงประกายตาคาดโทษจากสามี
นางหลงคิดไปว่าอีกฝ่ายมิได้แยแสนังเด็กกำพร้าที่เกิดจากสหายผู้ล่วงลับแล้วเสียอีก จึงกล้ากดหัวและระบายโทสะกับมันแบบไม่บันยะบันยัง
“ท่านพี่เจ้าคะ มันต้องมีอะไรเข้าใจผิดกันแน่ ๆ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าข้าไม่ดีเลย เจียอียังมิได้พูดว่าบาดแผลเหล่านี้เกี่ยวข้องกับข้าเสียหน่อย”
แค่ซ่งฮูหยินเอ่ยชื่อนาง นกน้อยในอ้อมกอดบิดาก็ตัวเกร็งแข็งทื่อราวกับหิน นางโอบรัดเอวสอบแน่นขึ้นดั่งสัตว์บาดเจ็บกำลังหาที่หลบภัย
“เกี่ยวหรือไม่เกี่ยว ข้าจะทำให้กระจ่างหลังจากนี้ หึ ดีจริง! ข้าเป็นใต้เท้ากรมยุติธรรมคอยช่วยเหลือผู้คนจากการถูกรังแกและการทารุณกรรมมามากมาย แต่กลับมองข้ามอาชญากรรมใต้ปลายจมูกที่เกิดขึ้นในครอบครัวไปอย่างน่าละอาย”
ยิ่งเหลือบเห็นร่องรอยแผลเป็นน่าเวทนาบนตัวลูกสาวมากเท่าไร ชายวัยกลางคนยิ่งเดือดพล่าน ร่างกายสตรีเปรียบดั่งสมบัติอันล้ำค่า การมีตำหนิแม้เพียงเล็กน้อยก็ตัดโอกาสหลายอย่างในชีวิตได้ มันทำให้ซ่งเจียอีหมดสิทธิ์การเข้าคัดเลือกสนมของจักรพรรดิไปโดยปริยาย
หลังจากปลอบโยนบุตรีจนนางหายตื่นตระหนก ประมุขตระกูลซ่งจึงยอมปล่อยให้ร่างบางกลับไปพักผ่อนที่เรือนและประกาศมิให้ฮูหยินเอกเกี่ยวข้องกับการจัดการดูแลใด ๆ ในตัวนางอีก เขาให้อำนาจในการใช้ชีวิตแก่นกปีกหักแบบเต็มที่ ทั้งยังสืบพบไปว่าเบี้ยหวัดที่ผ่านมาถูกยักยอกไปเท่าไรก็ชดเชยให้มากกว่าเป็นสามเท่าตัว
ขณะที่ฝ่ายฮูหยินเอกกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก สุ่มเสี่ยงต่อการถูกปลดออกจากตำแหน่งปัจจุบันเพราะมีอุปนิสัยขี้อิจฉา จิตใจคับแคบ และโหดร้ายต่อบริวารใต้การปกครอง ตอนนี้นางถูกกักบริเวณและยึดอำนาจในการบริหารภายในจวนทั้งหมดให้แก่ฮูหยินรอง
เหล่าข้ารับใช้ที่เคยกำแหงแสดงท่าทีโอหังใส่นางล้วนถูกกำราบโดยถ้วนหน้า พวกมันถูกโบยอย่างหนักและขายออกไปเป็นทาส
การเคลื่อนไหวของใต้เท้าซ่งครั้งนี้เปรียบดั่งคลื่นใหญ่สาดซัดประกาศความใส่ใจต่อคุณหนูใหญ่ซ่งเจียอีอย่างออกนอกหน้า ทำให้ทุกคนระมัดระวังการวางตัวต่อนางมากขึ้น
“ข้าจะออกไปทำบุญทำทานเสียหน่อย วานพวกเจ้าจัดเตรียมรถม้าให้ด้วย” ซ่งเจียอีที่พลิกบทบาทจากเหยื่อมาเป็นผู้ล่าสำเร็จยิ้มบางซ่อนความสาแก่ใจไว้เสียมิดชิด นางลากสายตาไปสบกับนางเอกนิยายอย่างซ่งซูหลินที่ปัจจุบันยังติดอยู่ใต้วังวนความเจ้าบงการของฮูหยินเอกแบบผ่าน ๆ “มีเรื่องดี ๆ เข้ามาไม่ขาดสายเช่นนี้ คงต้องสร้างกุศลขอบคุณฟ้าดินเสียหน่อยแล้วสิ”
นางไม่อยากเป็นเชื้อไฟสำหรับจุดประกายในการลุกขึ้นสู้ให้ใคร
หากอยากแข็งแกร่งจริง ๆ ก็ควรเริ่มต้นจากตนเองเป็นลำดับแรก
-Miss Soraki-
เนื่องจากเมื่อวานมินไม่ได้มาอัพ วันนี้จึงอัพสองตอนนะคะ เหลืออีกตอนนึงค่า เดี๋ยวมินมาต่อให้น้า
ใกล้จะได้พบกับสามีที่ปัจจุบันสู่ขิตไปแล้วล่ะค่ะ ><