โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

สาวใหญ่ร้องสื่อ โดนหลอกลงทุนทำคลินิกเสริมความงามที่ สปป.ลาว สูญเกือบ 2 ล้าน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 29 ก.พ. 2567 เวลา 10.03 น. • เผยแพร่ 29 ก.พ. 2567 เวลา 09.26 น.

สาวใหญ่อุดร ร้องสื่อโดนผัวเมียหลอกลงทุนทำคลินิกเสริมความงามที่ สปป.ลาว สูญเกือบ 2 ล้านแต่คดีไม่คืบ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 กุมภาพันธ์ นางณัฐ (สงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี ชาวอุดรธานี เข้าร้องเรียนต่อนายภาณุมาศ จิตรวศินกุล เจ้าของเพจเฮียเปี๊ยกช่วยด้วย และสื่อมวลชนว่า โดน น.ส.พราว (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี เจ้าของคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี กับสามีหลอกไปลงทุนทำคลินิกเสริมความงามที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว ตนหลงเชื่อจึงโอนเงินเกือบ 2 ล้าน มาร่วมลงทุน พร้อมกับทำสัญญา ผ่านไป 2 ปี ยังไม่เห็นคลินิกเกิดขึ้น

แถมยังชวนไปลงทุนทำผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอีก ได้เดินทางข้ามไปดูคลินิก ก็พบว่ายังเป็นห้องเช่าที่ปรับปรุงเล็กน้อย ทำให้รู้ว่าโดนหลอก จึงขอเงินคืน แต่กลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืน ได้มาแจ้งความที่โรงพักเมืองอุดรธานี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึงวันนี้คดียังไม่คืบ เหตุเกิดที่คลินิกเสริมความงามมีชื่อแห่งหนึ่ง ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี

นางณัฐ ผู้เสียหายเล่าว่า ตนได้รู้จักกับ น.ส.พราว เพราะตนไปใช้บริการที่คลินิกเสริมความงามของ น.ส.พราว ในเดือนกันยายน 2565 ทำให้รู้จักสนิทสนมกัน ซึ่ง น.ส.พราว พูดชักชวนตนไปเปิดคลินิกเสริมความงานที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว แต่ช่วงนั้นตนยังไม่ได้สนใจทำ ต่อมาเดือนตุลาคม น.ส.พราว และนายเอก (นามสมมุติ) สามี ได้มาหาตนที่บ้านพัก ชักชวนไปลงทุนทำคลินิกเสริมความงาม และอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ พูดจาโน้มน้าวว่าได้ผลกำไรดี และคืนทุนได้ในเวลาอันรวดเร็ว ตนหลงเชื่อ

ทั้งสองพาตนข้ามไปดูทำเลที่จะเปิดคลินิกเสริมความงามที่นครเวียงจันทน์หลายครั้ง สุดท้ายตนบอกให้ทั้งสองเลือกทำเลเอง เพราะตนจะข้ามมาดูทำเลบ่อยไม่ได้ ทั้งสองบอกว่าการทำธุรกิจครั้งนี้ค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้ออกคนละครึ่ง และระหว่างหาทำเลและเช่าห้อง จะต้องซื้ออุปกรณ์การแพทย์เตรียมไว้ก่อน

ตนหลงเชื่อจึงได้โอนเงินครั้งแรกวันที่ 8 ตุลาคม 2565 จากมือถือเข้าบัญชีธนาคารชื่อ นายเอก เป็นเงิน 99,500 บาท ครั้งต่อมาให้ตนโอนเข้าบัญชีธนาคาร ชื่อ น.ส.ดา ที่อ้างว่าเป็นบัญชีน้องสาว หลังจากนั้นก็โอนเงินให้เรื่อยมาระหว่างบัญชีทั้งสองคน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ถึงเดือนพฤษภาคม 2566 รวมเป็นเงินทั้งหมด 1,441,970 บาท โดยเก็บสลิปการโอนเงินไว้เป็นหลักฐาน

แต่ทั้งสองไม่เคยแจ้งว่าจะเริ่มธุรกิจวันไหน และเคยพาตนไปดูห้องเช่าที่จะทำเป็นคลินิกเสริมความงาม พบว่าเป็นอาคารพานิชย์ 1 ห้อง มีการตกแต่งไม่มาก ตนขอพบเจ้าของห้องเช่า แต่ก็ไม่ยอมให้พบ สามีตนเริ่มสงสัยว่าเวลาล่วงเลยนานแล้ว และใช้เงินเพิ่มมากขึ้น เกรงจะโดนหลอก จึงขอยกเลิกการทำธุรกิจด้วย ทั้งสองบอกว่าจะคืนเงินให้เดือนสิงหาคม 2566 แต่พอถึงวันคืนเงินก็พูดจาบ่ายเบี่ยง

และได้นัดคืนเงินเป็นวันที่ 7 กันยายน 2566 พอถึงเวลาทั้งสองก็ไม่นำเงินมาคืนตนแต่อย่างใด และนัดใหม่เป็นวันที่ 15 กันยายน 2566 พอถึงเวลาก็ไม่ได้เงินคืน ตนและสามีรู้ว่าถูกสองผัวเมียแสบหลอกแน่นอน จึงมาแจ้งความต่อ พ.ต.ต.กฤษฎา ชานนท์ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2566 เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.พราว และนายเอก สองผัวเมีย ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง” แต่จนถึงวันนี้ คดีไม่คืบ ไม่มีการเรียกคู่กรณีมาไกล่เกลี่ยเพื่อคืนเงิน ตนจึงมาร้องเรียนสื่อมวลชน

ต่อมา นางณัฐได้โทรศัพท์ไปหา น.ส.พราว เพื่อสอบถามแนวทางการไกล่เกลี่ย ซึ่งคู่กรณีได้รับสาย และบอกว่าเรื่องการเจรจาไกล่เกลี่ยได้บอกรายละเอียดกับพนักงานสอบสวนไปแล้ว ถ้าต้องการทราบรายละเอียดให้สอบถามพนักงานสอบสวน เคยมาโรงพักตามนัดเมื่อวันที่ 28 ก.พ.67 แต่ก็ไม่เห็นใคร ไม่ขอเจรจากับผู้เสียหายโดยตรง จะต้องมีพยานด้วย จากนั้นก็วางสายไป ซึ่ง น.ส.ณัฐและสามี ตัดสินใจจะจ้างทนายฟ้องเอง

นายภาณุมาศ จิตรวศินกุล เจ้าของเพจเฮียเปี๊ยกช่วยด้วย เปิดเผยว่า หลังได้รับการร้องเรียน ตนและทีมงานก็ได้เดินทางไปที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อไปดูอาคารพานิชย์ที่ น.ส.พราว และนายเอก สามีกล่าวอ้างว่าจะเปิดเป็นคลินิกเสริมความงาม พบว่าเป็นตึกแถว 1 ห้องล็อกกุญแจประตูไว้ ป้ายชื่อเป็นร้านเสริมสวย เป็นสภาพไม่พร้อมเปิดเป็นคลินิก จึงประสานไปที่กระทรวงสาธารณสุขของ สปป.ลาว เพื่อขอข้อมูลที่ได้คือ การเปิดธุรกิจคลินิกไม่อนุญาตให้ต่างชาติเปิดคลินิก หรือเป็นเจ้าของ จึงสรุปว่า การเปิดคลินิกใน สปป.ลาว ล้วนแล้วแต่ทำไม่ได้ จากการสืบประวัติผู้ถูกกล่าวหา ทราบว่าเคยหลอกร่วมลงทุนทำถุงมือแพทย์ โดยกล่าวอ้างว่า มีคอนแท็กต์ทำถุงมือแพทย์ส่งไป สปป.ลาว มีผู้เสียหายไปประมาณ 2 แสนกว่าบาท

ด้าน พ.ต.ต.กฤษฎา ชานนท์ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี เจ้าของคดีเล่าว่า หลังรับแจ้ง ก็ได้โทรศัพท์ไปนัด น.ส.พราว ผู้ถูกกล่าวหาให้มาเจรจาไกล่เกลี่ยกับผู้เสียหาย แต่พอถึงวันนัดหมาย น.ส.พราวก็ไม่มาตามนัด โดยให้เหตุผลต่างๆ นานาว่าติดธุระ รวม 3 ครั้ง ไม่เคยมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อไกล่เกลี่ยเลย ครั้งต่อไปจะเป็นครั้งที่ 4 จะนัดทั้งสองฝ่ายมาเจรจาไกล่เกลี่ยกันต่อหน้าพนักงานสอบสวน ถ้าไม่ยอมมาไกล่เกลี่ยอีก จะออกหมายเรียก 2 ครั้ง ถ้าไม่มาอีกก็จะขออนุมัติออกหมายจับ ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สาวใหญ่ร้องสื่อ โดนหลอกลงทุนทำคลินิกเสริมความงามที่ สปป.ลาว สูญเกือบ 2 ล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...