สบน.เผยผิดคาดเล็กน้อย Moody’s หั่น Outlook ไทยเป็น Negative ในรอบ 17 ปี ย้ำสถานะคลังไทยแกร่ง ยังไร้สัญญาณกู้เพิ่ม
สบน. เผย Moody’s ลดมุมมอง Outlook ไทยเป็น Negative ครั้งแรกในรอบ 17 ปี เป็นการปรับตามรอบปกติ จากปัจจัยเสี่ยงภายนอกเป็นหลัก โดยตลาดเงินตลาดทุนไม่กระทบหลัง Moody’s ปรับลดอันดับ ยันเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ หนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยหาก GDP ลดเหลือ 1.5% หนี้สาธารณะจะเกินเพดาน 70% เล็กน้อยในปี 2570
30 เมษายน 2568 นาพชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 Moody’s ได้รายงานผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยได้คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ Negative Outlook
โดยการปรับมุมมองดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอก (External Risks) โดยเฉพาะความไม่แน่นอน (Uncertainty) ที่เกิดขึ้นจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา
ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในระดับโลก (Global) และภูมิภาค (Regional) รวมถึงส่งผลกระทบทางอ้อมมายังเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ารวมถึงประเทศไทย ซึ่งเป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาลไทย แม้จะยังไม่สามารถประเมินระยะเวลาและความรุนแรงได้อย่างชัดเจน
“การปรับ outlook ของประเทศไทยเป็น negative ในเครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2551 หรือช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ โดยก่อนหน้านี้ไทยเคยได้อยู่ในระดับ positive ในปี 2562 ส่วนที่เหลือยู่ในระดับ stable”
อย่างไรก็ตามความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกที่มีการปรับลดอัตราการเจริญเติบโตในปี 2568 จาก 3.3% เป็น 2.8% (ที่มา: กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ณ เดือนเมษายน 2568) ทำให้ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ได้รับ Negative Outlook จากปัจจัยดังกล่าว แต่ยังมีประเทศอื่นที่ถูกปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศ (Outlook) เช่นกัน
สำหรับประเทศอื่นที่ถูกปรับลดมุมมองไปก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2566 - 2567 เป็นผลจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งด้านการค้า สะท้อนถึงแนวโน้มความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
“รอบนี้เป็นการปรับมุมมองตามรอบปกติของ Moody’s ไม่ใช่การปรับเป็นพิเศษเท่าที่รายงานออกมาตอนนี้ก็โดนลดหมด เช่น อิสราเอล จอร์เจีย กัมพูชา ขณะที่ก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีก็มีหลายประเทศที่โดนปรับอันดับมุมอง เช่น จีน เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส ส่วนใหญ่ก็โดนปรับลดหมดเพราะผลกระทบจากภายนอก”
ทั้งนี้ Moody’s มีความเห็นเกี่ยวกับฐานะการเงินต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจไทย ภาคการคลัง และความท้าทายเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ดังนี้
1.ภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) : ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง (ณ เดือนมีนาคม 2568 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 215,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
2.เสถียรภาพทางการเงิน (Financial Stability) : โครงสร้างสถาบันและธรรมาภิบาลของประเทศไทยยังคงมีความแข็งแกร่ง ซึ่งสนับสนุนให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ ประเทศไทยมีประวัติความสำเร็จในการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งยังสามารถบริหารหนี้ให้อยู่ในระดับที่รับได้ แม้ว่าภาระหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่มีความพร้อม สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐและเอกชน ตลอดจนมีหนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ที่ค่อนข้างยาว ซึ่งถือเป็นโครงสร้างหนี้ที่เอื้อต่อการบริหารจัดการภาระหนี้
3.ภาวะเศรษฐกิจไทย (Economic Condition) : การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยยังช้ากว่าประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน (Peers) นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) และเศรษฐกิจไทยยังคงมีความอ่อนไหวต่อการรองรับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ (Economic Shock) อาทิ การจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอนในระดับสูง
4.ภาคการคลัง (Fiscal Position) : แม้รัฐบาลไทยจะดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่การประกาศใช้ภาษีศุลกากรและการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการค้าโลก บั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ
และกระทบโดยตรงต่อประเทศเศรษฐกิจเปิดอย่างไทย สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้กระบวนการเข้าสู่ความสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ของไทยล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ในกรอบวินัยการคลังระยะปานกลาง (Medium Term Fiscal Framework: MTFF) ที่ได้จัดทำไว้ก่อนหน้า
5.ความท้าทายเชิงโครงสร้าง (Structural Challenges) : ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเติบโตของผลิตภาพการผลิต (Productivity Growth) ที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ขอให้ข้อมูลและข้อเท็จจริง ดังนี้
1. แนวทางการรองรับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ : ประเทศไทยกำลังดำเนินการเจรจาเพื่อรองรับต่อมาตรการดังกล่าวที่อาจส่งผลกระทบทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว อาทิ การลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐอเมริกา และการรองรับผลกระทบจากประเทศคู่ค้าของสหรัฐอเมริกาในการหาตลาดทดแทนซึ่งรวมถึงประเทศไทย
โดยจะดำเนินการกำหนดมาตรฐานของสินค้าและควบคุมการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า ตลอดจนเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับประเทศอื่นเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
2. ภาคการคลัง เศรษฐกิจไทยมีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง ซึ่งคาดว่ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้ภาษีไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ส่งผลให้แผนการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) มีความล่าช้า
อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้วางแผนการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ของภาครัฐ ลดภาระทางการคลังในระยะปานกลางและระยะยาว รวมถึงเพิ่มพื้นที่ทางการคลังในการรองรับเหตุการณ์ผันผวนในอนาคตได้อย่างเพียงพอ
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีสถาบันเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลที่มีความแข็งแกร่งในระดับปานกลางถึงสูง มีความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังอย่างรอบคอบ มีการบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีวินัย ซึ่งสะท้อนจากหนี้สาธารณะเกือบทั้งหมดเป็นสกุลเงินบาท ทำให้ไม่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และการที่มีตลาดทุนภายในประเทศที่สามารถรองรับความต้องการกู้เงินได้อย่างเพียงพอ
“Moody’s ประเมินว่า GDP ไทยจะอยู่ต่ำสุดจะอยู่ในระดับ 2% ซึ่งยืนยันว่าการเติบโตของ GDP ในระดับนี้เรายังสามารถบริหารจัดการหนี้สาธารณะได้ โดยตามแผนการคลังระยะปานกลางที่จัดทำไว้ในช่วงเดือน ก.พ. 68 เรายังคาดว่า GDP ปี 68 จะโตที่ 3% และปี 69 ที่ 2.9-3% ซึ่งภายใต้การเติบโตของ GDP ในระดับนี้หนี้สาธารณะอีก 4 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ 69% ต่อ GDP
แต่หาก GDP ปรับลดลงเหลือ 2% ในปี 68 หนี้สาธารณะจะแตะเพดาน 70% ในปี 2570 และ หาก GDP ลดต่ำลงอีกหรือเติบโตแค่ 1.5% หนี้สาธารณะจะเกินเพดาน 70% เล็กน้อยในปี 2570 อย่างไรก็ตามยังต้องมีการปรับแผนการคลังระยะปานกลางให้สอดคล้องกับความเป็นจริงต่อไป”
อย่างไรก็ตามสมมติฐานดังกล่าวยังไม่รวมกรณีที่รัฐบาลอาจมีการกู้เงินเพิ่ม 500,000 ล้านบาท เพื่อรับมือกับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ
“ตอนนี้สบน. ในฐานะที่ดูแลเรื่องหนี้ยังไม่ได้รับสัญญาณเรื่องการกู้เงินเพิ่ม ซึ่งหากมีการกู้เพิ่มสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ก็จะแตะเพดาน 70% เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามการกู้เพิ่มก็ต้องทำให้ GDP เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อ GDP เพิ่มขึ้นก็อาจไม่ได้กระทบกับสัดส่วนหนี้สาธารณะมากนัก ต้องดูว่ากู้แล้วควรทำให้ GDP เพิ่มเท่าไร
อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ เรายังไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ แต่ต้องให้ความสำคัญเรื่องการจัดเก็บรายได้รัฐบาล ซึ่งก็จะมีความสำคัญมาก”
3. ภาคการลงทุน ประเทศไทยยังคงสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) โดยตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2567 มีมูลค่ากว่า 1.13 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 ปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางด้านคมนาคม สาธารณูปโภค และพลังงานที่ครอบคลุมทั่วประเทศ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ อาทิ การลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC)
4. ภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 เหตุการณ์แผ่นดินไหวส่งผลกระทบระยะสั้นต่อจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาในช่วงครึ่งหลังของปี 2568
นายพชร เปิดเผยว่า สบน. ติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยหลังจาก Moody’s ได้ประกาศรายงานออกมาเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 68 ยังพบว่า เช้าของวันนี้ (30 เม.ย. 68) ตลาดเงินและตลาดทุนของไทยแทบไม่ได้รับผลกระทบ โดยตลาดหุ้นไทยเป็นบวกตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา และมีนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อเพิ่มขึ้น
ส่วนภาคการเงินพบว่า การประมูลพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 50 ปี ในช่วงเช้าที่ผ่านมา วงเงิน 7,000 ล้านบาทซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ปกติ มีคนเข้ามาประมูลถึง 2.18 เท่าหรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่ค่อนข้างสูงทำให้สามารถทำให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด 0.14%
ขณะที่ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาต่างชาติเข้ามาถือครองพันธบัตรรัฐบาล 60,000 กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่สูงที่สุดในรอบหลายปี และในช่วงเช้าที่ผ่านมายังเป็นบวก 3,000 กว่าล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดการเงินไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับลดแนวโน้มเครดิตเรตติ้งของไทย
“ค่อนข้างดีใจที่ผลกระทบไม่ได้ออกมาอย่างที่คิด เราคิดไว้ว่าจะเกิด shock เหมือนกัน ในภาพรวมดีขึ้นด้วย เข้าใจว่าตลาดหรือระบบเศรษฐกิจในประเทศได้รองรับสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นไปพอสมควรแล้ว และก็เป็นข้อเท็จจริงของตลาดโลกโดยรวม การเคลื่อนไหวของ Moody’s ครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการที่รัฐบาลเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีก 500,000 ล้านบาท แต่มาจากการได้รับผลกระทบของนโยบายการค้าภายนอกเป็นสำคัญ”
สบน. ในนามกระทรวงการคลังขอเน้นย้ำว่า รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างรอบคอบ มีการเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะสั้นและระยะยาว มีแผนการปฏิรูปโครงสร้างรายได้ภาครัฐ
และแผนเข้าสู่สมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ระยะปานกลาง กำลังถูกเร่งดำเนินการ ในขณะที่เศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานความแข็งแกร่งทั้งจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง ภาคการส่งออกที่หลากหลาย และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การปรับมุมมอง Outlook ในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคหรือเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ เนื่องจากประเทศไทยยังคงมีศักยภาพในการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่มีความยืดหยุ่น และความสามารถในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางถึงระยะยาว
ทั้งนี้ สบน. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและฐานะทางเครดิตของประเทศให้มีความมั่นคงในระยะยาวต่อไป
นายพชร เปิดเผยว่า ก่อนที่ Moody’s จะเผยแพร่รายงาน ได้หารือกับกระทรวงการคลังอย่างต่อเนื่อง โดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อหารือโดยเฉพาะโดยประกอบด้วยหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“เราได้คุยกับเขาตั้งแต่เดือนก่อน ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว วันนั้นเรามั่นใจว่าออกมาต้อง stable หรืออาจจะได้ปรับเป็น positive แต่พอคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลแล้วเขาก็ไม่ได้ติดต่อมาประมาณ 1 เดือน ก่อนจะติดต่อมายืนยันตัวเลขและออกมาเป็นรายงานครั้งนี้ ก็ถือว่าผิดคาดนิดหน่อย แต่จากแนวโน้มโลกจะให้อันดับเท่าเดิมหรือคงที่ก็อาจจะยากเพราะแนวโน้มโลกก็ผันผวนพอสมควร”
อย่างไรก็ตามไม่ได้กังวลว่าการปรับอันดับของ Moody’s ในครั้งนี้จะทำให้หน่วยงานจัดอันดับเครดิตอื่นๆ ปรับตาม เนื่องจากผลกระทบมาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ส่วนปัจจัยภายในก็ได้มีการเตรียมการปรับโครงสร้าง เช่น ปฏิรูปภาษี เพื่อทำให้รองรับความเสี่ยงต่างๆ ได้อย่างมั่นคง