สินค้าจีนสวมสิทธิ์สินค้าไทย ‘ประธานสภาอุตฯ’ เผยสาเหตุที่ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีสูงใส่ประเทศไทย ชี้ข้อเสนอของเวียดนามถูกปฏิเสธ เพราะไม่ได้แก้สินค้าจีนสวมสิทธิ์
The Structure
อัพเดต 09 เม.ย. 2568 เวลา 14.30 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. 2568 เวลา 07.30 น. • The Structureเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าวถึง 5 แนวทางการรับมือกับนโยบายภาษีสหรัฐ ของรัฐบาลว่าเป็นแนวทางที่ได้ผ่านการวางแผนร่วมกันจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งรวมไปถึงหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมด้วยแล้ว
และเป้าหมายของประกาศภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐคือเพื่อการลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับประเทศอื่น และการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในสหรัฐ ด้วยการดึงเอาภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้กลับไปตั้งโรงงาน เพื่อให้เกิดการจ้างงานในสหรัฐ ตามนโยบาย Make American Great Again
ซึ่ง 5 แนวทางของรัฐบาลนั้น เป็นไปเพื่อการลดการขาดดุลของสหรัฐต่อไทย โดยที่ไทยจะไม่ลดการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ เนื่องจากว่าสหรัฐนั้น ยังเป็นตลาดใหญ่อันดับต้น ๆ ของไทย ที่มีสัดส่วน 18.3% ในปีที่แล้ว (2567) หรือเกือบ ๆ 1 ใน 5 ของทั้งหมด และไทยจะต้องเปิดประตูต้อนรับสินค้าจากสหรัฐให้มากขึ้น ซึ่งนี่คือประเด็นหนึ่งที่ไทยจะนำไปคุยกับสหรัฐ
อย่างไรก็ดี แนวทางที่รัฐบาลไทย จะหาทางรับมือกับประเด็นที่สหรัฐฯ กังวลเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าราคาต่ำผิดปกติจากประเทศที่สาม ซึ่งอาจใช้ไทยเป็นทางผ่านหรือแหล่งเลี่ยงภาษี เพื่อเข้าสู่ตลาดสหรัฐ
ซึ่งนี่เป็นประเด็นหนึ่งที่ภาคเอกชนหารือกับคณะทำงานของรัฐบาลในการหาแนวทางรับมือกับนโยบายภาษีสหรัฐ เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2568 ที่ผ่านมา โดยเอกชนเองก็กังวลว่าจีนจะใช้ไทยเป็นทางผ่านสินค้าของเขาไปยังสหรัฐ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่สหรัฐเองก็คงจะจ้องอยู่แล้ว
จากข้อมูลสถิติพบว่าในปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 1.6 ล้านล้านบาท) ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 21 โดยที่มาของตัวเลขนี้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากบริษัทของสหรัฐเอง ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย และส่งสินค้ากลับไปยังสหรัฐ เช่นอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ และอีกส่วนหนึ่งมาจากผู้ประกอบการไทย
แต่อีกส่วนหนึ่งก็มาจากสินค้าที่มาสวมสิทธิ์ประเทศไทย ซึ่งส่วนมากเป็นสินค้าจีน เนื่องจากว่าหากสินค้าเหล่านั้นส่งออกจากจีนโดนตรง ก็จะถูกตั้งภาษีในอัตราที่สูง ซึ่งเรื่องนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ในเดือน ธ.ค. 2567 ยอดการส่งออกของไทยนั้นสูงขึ้น และมาถึงเดือน ม.ค. 2568 ยอดการส่งออกเพิ่มขึ้นไปอีก 13% และเมื่อมาถึงเดือน ก.พ. สูงขึ้นเป็น New High ที่ 14%
แต่เมื่อมาดูดัชนีการผลิตในภาคอุตสาหกรรม กลับพบว่าตัวเลขลดลงตั้งแต่กลางปี 2567 แล้วลดลงมาอย่างต่อเนื่องนับจากนั้น ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าแล้วสินค้าตัวไหนที่ทำให้ยอดการส่งออกเพิ่มขึ้น
และเมื่อมาพิจารณาตัวเลขสินค้านำเข้าจากจีนในช่วงเดือน ม.ค. 2568 พบว่าพุ่งสูงขึ้น 20% จึงค่อนข้างชัดเจนว่าสินค้าจีนมีการสวมสิทธิ์สินค้าไทย ซึ่งสหรัฐเองก็เห็นตัวเลขเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ มีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่า นโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐนั้น พุ่งเป้ามาที่ภูมิภาคอาเซียนของเราเป็นพิเศษ โดนกันหนักทั่วหน้า เนื่องจากจีนใช้ประเทศในแถบนี้เป็นฐานการผลิต หรือทางผ่านสินค้าไปยังสหรัฐ
สำหรับเวียดนามที่วิ่งเข้าไปคุยกับสหรัฐก่อน โดยเสนอลดภาษีให้สหรัฐ แต่ถูกสหรัฐปฎิเสธ เพราะสหรัฐเห็นว่าไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกจุด ไม่ได้แก้ปัญหาการเป็นทางผ่านของสินค้าจีนสู่สหรัฐ ซึ่งรอบนี้สหรัฐเล่นกับจีนหนักมาก พยายามตัดแข้งตัดขาของจีน และล่าสุดเพิ่มอัตราภาษีจาก 54% เป็น 104% แล้ว
สำหรับวิธีการสวมสิทธิ์สินค้าจีนนั้น ทำได้เนื่องจากว่ามีการทำข้อตกลง FTA ระหว่างอาเซียนกับจีน โดยสินค้าจีนสามารถถูกนำไทยได้โดยไม่ต้องเสียภาษี และบริษัทจีนที่มาจดทะเบียนในไทย ก็มีการนำสินค้าจากจีนเข้ามาสวมสิทธิ์ว่าเป็นสินค้าที่ส่งออกจากประเทศไทย
โดยอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงแค่บรรจุภัณฑ์ ก่อนที่จะมีการส่งออกไป หรือบางกรณี มีการใช้สินค้าไทยในไทยเป็นองค์ประกอบเพียง 10% – 20% เท่านั้น ส่วนที่เหลือมาจากจีน