โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 1เม.ย.“อ่อนค่าลง เล็กน้อย” ที่ระดับ 33.99 บาทต่อดอลลาร์

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 31 มี.ค. 2568 เวลา 19.25 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. 2568 เวลา 01.12 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 1เม.ย.2568 ที่ระดับ 33.99 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง เล็กน้อย”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 33.93 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มของค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงแบบค่อยเป็นค่อยไป หรืออาจกล่าวได้ว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในลักษณะ Sideways Up

ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ทว่า เงินบาทยังอาจพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง หากราคาทองคำยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัวในกรอบ Sideways

นอกจากนี้ ในส่วนของฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาตินั้น แม้ว่า เราจะเห็นแรงขายหุ้นไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ แต่มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในการประชุมครั้งถัดไป และอาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้มากกว่า 1 ครั้งในปีนี้ เพื่อช่วยหนุนเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางปัจจัยกดดัน

ทั้งนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวล่าสุด ก็ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจยังมีความต้องการซื้อบอนด์ไทย โดยเฉพาะบอนด์ระยะยาว

ดังจะเห็นได้จากแรงซื้อบอนด์ระยะยาวในช่วงวันก่อนหน้า โดยแรงซื้อสินทรัพย์ไทยก็อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าลงของเงินบาทได้ แม้ว่าจะถูกกดดันจากปัจจัยเสี่ยงอย่าง ความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี เรามองว่า ควรระวังความผันผวนของค่าเงินบาท (USDTHB) ในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง ดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตและยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (Job Openings) ซึ่งสถิติในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา ชี้ว่า การแกว่งตัวของเงินบาทในระดับ +/- 1SD อาจอยู่ในช่วงราว +/-0.20% ในช่วง 30 นาที หลังตลาดรับรู้รายงานข้อมูลดังกล่าว

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.85-34.10 บาท/ดอลลาร์ (ระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ)

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 33.88-34.01 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์

ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กดดันให้บรรดาสกุลเงินหลัก ต่างอ่อนค่าลง อาทิ เงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นยุโรป

อย่างไรก็ดี เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ยังสามารถแกว่งตัวแถวโซน 3,120 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้เงินบาทยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน

บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ นอกจากนี้ บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ต่างยังคงปรับตัวลดลง อาทิ Tesla -1.7%, Amazon -1.3% ทำให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.14% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.55%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ดิ่งลงกว่า -1.51% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังคงกดดันหุ้นกลุ่มยานยนต์ และกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากแรงขายหุ้นเทคฯ ยุโรป อย่าง ASML -3.1%

ในส่วนตลาดบอนด์ ท่าทีระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่ล่าสุดทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า เฟดมีโอกาสลดดอกเบี้ยราว 3 ครั้ง ในปีนี้ ได้กดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4.20%

อย่างไรก็ดีบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง ซึ่งต้องรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน และเนื่องจาก เราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจอยู่ ทำให้เราคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถรอจังหวะทยอยเข้าซื้อสะสมบอนด์ระยะยาว ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นได้ (เน้นรอ Buy on Dip)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่กดดันให้บรรดาสกุลเงินหลักอ่อนค่าลง ทว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ก็ยังคงถูกจำกัดลง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้โดยรวมเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย สู่โซน 104.2 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 104.0-104.4 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2025) สามารถรีบาวด์ขึ้นและแกว่งตัว แถวโซน 3,150-3,160 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ว่าราคาทองคำจะเผชิญแรงกดดันบ้างจากแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดและจังหวะปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้งดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรม (ISM Manufacturing PMI) เดือนมีนาคม และยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (Job Openings) เดือนกุมภาพันธ์

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของเฟด

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนมีนาคม และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB

โดยเฉพาะประธาน ECB ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดเริ่มประเมินว่า ECB มีโอกาสราว 38% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ในปีนี้ ท่ามกลางผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ

และในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี Caixin PMI ภาคการผลิตของจีน ในเดือนมีนาคม ซึ่งจะเน้นบริษัทขนาดเล็ก-กลาง พร้อมทั้งรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า RBA อาจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.10% เพื่อรอประเมินผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 34.00-34.02 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.20 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.92 บาทต่อดอลลาร์ฯ

เงินบาทอ่อนค่ามาใกล้แนว 34.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ อีกครั้ง แต่ในภาพรวมยังเป็นการเคลื่อนไหวสอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชียท่ามกลางความไม่แน่นอนของผลกระทบจากการประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ดี การพุ่งขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำในตลาดโลกในระยะนี้ ยังช่วยชะลอกรอบการอ่อนค่าของเงินบาทไว้ได้บางส่วน

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.85-34.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ของสงครามการค้าในช่วงก่อนที่สหรัฐฯ จะเปิดเผยรายละเอียดของ Reciprocal Tariff กับประเทศคู่ค้า สัญญาณฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ และทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก

รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ดัชนี PMI/ISM ภาคการผลิตเดือนมี.ค. และตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือนก.พ. รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนมี.ค. ของจีน ยูโรโซน และอังกฤษ และอัตราเงินเฟ้อเดือนมี.ค. ของยูโรโซน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...