โศกนาฏกรรมที่นอวีซาด: ‘ความตาย’ ที่นำมาสู่การประท้วงใหญ่ในรอบหลายสิบปีของเซอร์เบียยุคหลังสงคราม
ต้นเดือนพฤศจิกายน 2024 หลังคากันสาดคอนกรีตความยาว 48 เมตร หนักหลายร้อยกิโลกรัมของสถานีรถไฟนอวีซาด ประเทศเซอร์เบียถล่มลงมาโดยปราศจากสัญญาณเตือนใดๆ
พริบตานั้น มีผู้เสียชีวิตทันที 14 ราย -หนึ่งในนั้นเป็นเด็กหญิงอายุหกขวบ- และบาดเจ็บสาหัสสามราย คนหนึ่งเสียชีวิตหลังจากอุบัติเหตุล่วงพ้นราวสองสัปดาห์
โศกนาฏกรรมครั้งนั้นไม่เพียงแต่สร้างแรงสะเทือนต่อชาวเซอร์เบีย หากแต่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ถัดมา ความโศกเศร้าของผู้คนแปรเปลี่ยนเป็นความคับข้องใจและแค้นเคือง ปรากฏตัวออกมาในรูปลักษณ์ของการประท้วงใหญ่ในรอบหลายทศวรรษ และสั่นคลอนอำนาจของประธานาธิบดีขวาจัดที่ดำรงตำแหน่งมาเกือบแปดปีอย่าง อาเล็กซานดาร์ วูชิช (Aleksandar Vučić)
สถานีนอวีซาด ต้นธารของโศกนาฏกรรม
สถานีนอวีซาดเป็นสถานีรถไฟเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1964 ออกแบบโดย อิเมียร์ ฟาร์กัส (Imre Farkas) สถาปนิกชาวเซอร์เบีย ตัวอาคารถูกชื่นชมอย่างมากในแง่ของการเป็น ‘ภาพแทน’ สถาปัตยกรรมจากยุคสังคมนิยมในยุโรป และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกสมัยใหม่ในปี 2017 ก่อนที่ในอีกไม่กี่ปีต่อมา รัฐบาลจะมีคำสั่งให้ปรับปรุงสถานีรถไฟนอวีซาดในปี 2021 เรื่อยมาจนถึงกลางปี 2024 โดยรัฐบาลลงนามสัญญากับ China Railway Design Corporation (CRDC) บริษัทสัญชาติจีนให้มารับหน้าที่ออกแบบเพื่อปรับปรุงสถานีรถไฟ รวมทั้งดูแลโครงการปรับปรุงสถานีรถไฟอีกหลายสายในเมือง รวมทั้ง Institute of Transportation CIP บริษัทวิศวกรรมและการออกแบบในเซอร์เบียและบอลข่าน อย่างไรก็ดี บริษัททั้งสองแห่งต้องปรับปรุงสถานีรถไฟตามเงื่อนไขเฉพาะของการเป็นสถาปัตยกรรมที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกด้วย การออกแบบอาคารจึงเน้นที่การปรับปรุงวัสดุโดยไม่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างดั้งเดิมของสถานีนอวีซาด
ทว่า ภายหลังการบูรณะเสร็จสิ้นลง วันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายน หลังคาคอนกรีตหนาหนักของสถานีก็ถล่มลงทางเท้า การกู้ภัยเป็นไปด้วยความยากลำบาก มีการระดมหน่วยกู้ภัยกว่า 80 ชีวิตจากทั่วทุกเมืองของเซอร์เบีย พร้อมอุปกรณ์ในการขนยกวัสดุหนัก เช่น เศษปูนและแท่งเหล็ก เพื่อควานหาผู้ได้รับบาดเจ็บที่อาจถูกฝังอยู่ข้างใต้ซากคอนกรีต
ท่ามกลางความโศกเศร้า ประชาชนหลายคนตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้ นำไปสู่การค้นหาหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้างอันซับซ้อน เพื่อจะพบว่าจนถึงที่สุดแล้ว ก็ยังไม่มีคำตอบแน่นอนว่าหลังคาและกันสาดนั้นเป็นส่วนที่ถูกระบุให้ ‘ปรับปรุง’ ในสัญญาหรือไม่ สลาเวน ทิกา (Slaven Tica) กรรมการผู้จัดการบริษัท Institute of Transportation CIP ออกมาให้แถลงการณ์ว่า “สิ่งที่เราทำคือการจัดเตรียมเอกสารบางส่วน และยืนยันได้ว่าการออกแบบสถานีรถไฟนั้นมิได้รวมถึงหลังคากันสาดด้านทิศใต้ที่ถล่มลงมาแต่อย่างใด ทั้งยังมิได้เป็นเป้าหมายของการออกแบบหรือบูรณะด้วย” ขณะที่ China Railway Design Corporation ประกาศว่าพวกเขาพร้อมให้ความร่วมมือและพร้อมช่วยเหลือทุกกรณี แต่ยืนยันว่าไม่รับผิดชอบต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เนื่องจากพวกเขาบูรณะทุกสิ่งตามสัญญาอนุญาต และไม่ได้ไปแตะต้องหรือรื้อถอนช่วงหลังคากันสาดแต่อย่างใด
ไม่เพียงแต่บริษัทออกแบบของเซอร์เบียและกลุ่มผู้รับเหมาจากจีน จะปฏิเสธว่าไม่ได้แตะต้องหลังคาที่พังทลายลงมาจนเป็นต้นธารของโศกนาฏกรรม อาเล็กซานดาร์ วูชิช ประธานาธิบดีของเซอร์เบียออกมาแถลงการณ์ว่า “สิ่งเดียวที่ผมรู้คือเราไม่ได้บูรณะกันสาดนั่นมา 60 ปีแล้ว และก็ไม่ได้แตะต้องส่วนนั้นเลยแม้เราจะบูรณะอาคารทั้งหลังก็ตามที ถามว่าทำไมน่ะเหรอ ผมเองก็ไม่รู้หรอก”
คำแถลงจากบริษัทเอกชนก็ดี จากรัฐบาลก็ดีขัดแย้งกันกับหลักฐานการบูรณะสถานีรถไฟนอวีซาดที่หลายคนถ่ายเก็บไว้ -ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือบังเอิญ- ตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่ามีการรื้อสร้างกันสาดทางทิศใต้จริง การให้คำตอบที่ปัดความรับผิดชอบของหลายๆ ฝ่ายจุดเชื้อเพลิงความแค้นเคืองของผู้คนที่เริ่มออกมาตั้งคำถามถึงความปลอดภัยขั้นพื้นฐานในชีวิตของพวกเขากับคุณภาพชีวิตที่วางไว้กับรัฐบาลของวูชิช และอีกไม่น้อยที่เคืองโกรธต่อพฤติกรรมเสมือนจะทุจริตของประธานาธิบดี -ที่ว่าไปแล้วก็ดูจะเป็นปัญหาเรื้อรังที่อยู่ในใจประชาชนมาเนิ่นนาน
บัลลังก์ของ อาเล็กซานดาร์ วูชิช
กล่าวสำหรับ อาเล็กซานดาร์ วูชิช เขาเป็นนักการเมืองที่หลายชาติในยุโรปให้การจับตาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ค่าที่ว่าเขานำพาเศรษฐกิจของเซอร์เบียให้เติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมกันกับที่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายๆ ฝ่ายว่าหมกมุ่นกับความเป็นชาตินิยมและติดนิสัยรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ เสรีภาพสื่อมวลชนในเซอร์เบียตลอดยุคสมัยที่เขาปกครองก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
วูชิชเกิดในช่วงที่เบลเกรดยังเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวียและไปเติบโตที่สหราชอาณาจักร ช่วงวัยหนุ่ม เขาเป็นประจักษ์พยานเห็นการแตกสลายของยูโกสลาเวียหลังสงครามบอลข่านจบลงเมื่อทศวรรษ 1990s เขาหวนกลับมาที่เซอร์เบียอีกครั้ง พร้อมอุดมการณ์ชาตินิยมที่เชื่อว่าหากจะทำให้เซอร์เบียเกรียงไกรอีกครั้ง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการ ‘รวมชาติ’ เสียก่อน และด้วยแนวคิดเช่นนี้ เขาเข้าร่วมพรรค Serbian Radical Party (SRS) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองขวาจัดของเซอร์เบียมีอุดมการณ์ชาตินิยมเข้มข้น เชื่อว่า ‘เซอร์เบียที่ยิ่งใหญ่’ (Greater Serbia) อันหมายถึงการรวมชาติและประชากรสลาฟจะเป็นทางออกของปัญหาการเมืองในเซอร์เบีย
อีกหลายปีให้หลังจากนั้น วูชิชย้ายมาอยู่พรรค Serbian Progressive Party (SNS) อันเป็นพรรคประชานิยม (ที่ผู้ก่อตั้งส่วนหนึ่งมาจากพรรค SRS) สโลแกนหลักของพรรคคือการต่อต้านคอรัปชัน เป็นพรรคทางเลือกของคนที่รู้สึกว่าตัวเองถูกเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมาของเซอร์เบียทอดทิ้ง อย่างไรก็ดี วูชิชและพรรค SNS ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเลือกตั้ง เขาได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2014 ก่อนจะลงเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2017 และได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายทั้งสองสมัย ท่ามกลางข้อครหาว่าเขามี ‘ลูกตุกติก’ ในการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ จะรักหรือชังวูชิช ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาทำให้เศรษฐกิจของเซอร์เบียขยับขึ้นแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้เซอร์เบียกลายเป็นประเทศหลังยุคคอมมิวนิสต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มากไปกว่านั้น เขายังเชี่ยวชาญและเข้าใจการทำงานของภูมิรัฐศาสตร์ยุโรปกับข้อขัดแย้งเรื่องการเมืองเชิงพื้นที่อย่างที่สุด อันจะเห็นได้จากการที่วูชิชมีท่าทีประนีประนอมกับการสานสัมพันธ์กับโคโซโว และพยายามผลักดันให้เซอร์เบียเข้าไปอยู่ในสหภาพยุโรปซึ่งกว่าครึ่งทำการค้ากับเซอร์เบียอย่างเป็นทางการ เท่ากันกับที่เขาก็แสดงตนเป็นมิตรกับรัสเซียและจีนอย่างเปิดเผย
ตัววูชิชเองเป็นประธานาธิบดีสองสมัย ในระยะเวลาเกือบแปดปี นี่อาจไม่ใช่แรงต้านจากประชาชนครั้งแรกที่เขาต้องเผชิญ โดยเฉพาะหลังจากปีที่แล้วที่สุ้มเสียงแห่งความไม่พอใจของประชาชนระอุขึ้นจากข้อกล่าวหาว่าเขามีส่วนในการทุจริตการเลือกตั้งจนได้เป็นผู้นำประเทศสมัยที่สอง แต่ดูเหมือนความไม่พอใจของประชาชนครั้งนั้นจะเทียบไม่ได้เลยกับคลื่นผู้คนมหาศาลที่รวมตัวแสดงพลังต่อต้านเขาบนถนนในเวลานี้
สุ้มเสียงจากผู้ประท้วง
โศกนาฏกรรมที่สถานีรถไฟนอวีซาดทำให้ประชาชนหลายคนตั้งคำถามต่อความปลอดภัยของอาคารและโครงสร้างพื้นฐานของเซอร์เบีย บวกกันกับท่าทีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงที่ล่าช้าทำให้หลายคนไม่พอใจ การประท้วงในระยะแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายนจึงมีลักษณะเป็นการรวมตัวไว้อาลัยผู้เสียชีวิต ก่อนจะขยับขยายใหญ่โตขึ้นเมื่อหลายคนพิจารณาว่า อุบัติเหตุดังกล่าวนั้นมีรากฐานมาจากการทุจริตในการจัดซื้อจัดขายวัสดุก่อสร้างของสถานีรถไฟ จึงกลายเป็นความไม่พอใจต่อรัฐบาลเซอร์เบียโดยรวมต่อสถานการณ์ในครั้งนี้
เดิมที จุดเริ่มต้นของการประท้วงมาจากการรวมตัวของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่เรียกร้องความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุก่อสร้าง และเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงหลักฐานการว่าจ้างทั้งบริษัทในเซอร์เบียและจากจีน หากแต่ท่าทีบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมแสดงเอกสารและหลักฐานยิ่งส่งผลให้ประชาชนเคืองโกรธและเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจมีการทุจริตอยู่เบื้องหลัง
เรื่องยิ่งยุ่งขิงขึ้นอีกเท่าตัวเมื่อ วลาดิเมียร์ ดูคานโนวิก (Vladimir Đukanović) สมาชิกพรรค Serbian Progressive Party ของประธานาธิบดีวูชิช แสดงความเห็นต่อการชุมนุมโดยการโพสต์ลงโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่า “เราต้องต่อต้านการชุมนุมของพวกผู้ก่อการร้ายอนาธิปไตยพวกนี้ พวกปัญญาชนคอมมิวนิสต์จอมปลอม เป็นพวกชนชั้นนำปลอมๆ ที่มุ่งสร้างความแตกแยกด้วยการต่อต้านชาติเรา ถึงเวลาต้องหยุดไอ้พวกคนหลอกลวงพวกนี้แล้ว ทุกแห่ง ทุกย่างก้าวและทุกการตัดสินใจนับจากนี้ -และขออย่าให้เกิดขึ้นเลย หากว่าจำเป็น ก็อาจต้องมีการใช้กำลังเพื่อหยุดมิให้พวกหลอกลวงพวกนี้ก่อการร้ายใดๆ ขึ้นมาแก่ประเทศ ขอเซอร์เบียจงเจริญและร่วมมือกันต่อสู้อย่างกล้าหาญ”
จะว่าข้อความของดูคานโนวิกเป็นเชื้อไฟความโกรธแค้นของนักศึกษาก็ไม่ผิดนัก เพราะหลังจากนั้น กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งนัดรวมตัวกันยังจุดต่างๆ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงหลักฐานการจัดซื้อวัสดุสำหรับก่อสร้างสถานีรถไฟและอาคารโดยรัฐอีกหลายแห่ง ทั้งยังจุดประเด็นตั้งคำถามถึงความโปร่งใสนเรื่องอื่นๆ ของรัฐบาลวูชิช ธันวาคม 2024 ภายหลังยืนไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิต ขบวนชุมนุมก็เคลื่อนตัวไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดที่เบลเกรด -เมืองหลวงของเซอร์เบีย- พร้อมยื่นจดหมายเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความโปร่งใสจากประชาชนกว่าหนึ่งพันฉบับ
“รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความโปร่งใส สัญญาการจัดซื้อจัดจ้างก็ไม่มี และเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น พวกเขาก็ไม่ได้มีท่าทีอยากจะทวงถามความยุติธรรมแม้สักนิด” เซโดเมียร์ สโตจโควิก (Čedomir Stojković) นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนกล่าว “ทั้งรัฐบาลกลับทำอย่างที่พวกเขาทำมาตลอด นั่นคือกลบฝังเรื่องที่เกิดขึ้นทุกครั้ง นำมาสู่การรวมตัวครั้งใหญ่ซึ่งเริ่มขึ้นจากกลุ่มนักศึกษา และขยายตัวไปยังประชาชน ไม่ว่าจะอาจารย์มหาวิทยาลัย ชาวนา และใครต่อใครที่ล้วนออกมาเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งนี้”
“เรามารวมตัวกันเพื่อบอกว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบเรื่องราวที่เกิดขึ้น” พันโทนิก (Pantović) นักศึกษากฎหมายจากมหาวิทยาลัยเบลเกรดให้สัมภาษณ์เดอะ การ์เดียน (The Guardian -สื่อจากอังกฤษ) “ผมมาที่นี่ก็เพื่อช่วยเพื่อนๆ เพราะรัฐบาลพยายามทำร้ายเราแทบทุกทางเลย เราอาจป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุอย่างที่เกิดขึ้นในโนวีซาดด้วยการทำตามกฎระเบียบขั้นพื้นฐาน แต่รัฐบาลกลับแสดงให้เห็นชัดเจนว่าไร้ความสามารถจะทำเช่นนั้นได้”
ขณะที่พรีบิเซวิก (Pribićević) หนึ่งในผู้เข้าประท้วงที่เพิ่งจบชั้นมัธยมปลายกล่าวว่า “เราจะหยุดการประท้วงก็ต่อเมื่อรัฐบาลให้ในสิ่งที่เราเรียกร้อง แต่นี่มันผ่านไปหลายเดือนแล้วและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปสักนิด รัฐบาลเอาแต่โกหกใส่หน้าเราเพราะพวกเขารับความจริงไม่ได้ว่าระบอบการปกครองของพวกเขามันกำลังล่มสลายแล้ว”
ไม่เพียงแต่เยาวชนหรือนักศึกษาเท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปก็ลงถนนสนับสนุนข้อเรียกร้องครั้งนี้ โดยสื่อตะวันตกหลายแห่งสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมชุมนุมที่พร้อมเป็นเรี่ยวแรงให้เหล่าคนหนุ่มสาว บอริส พันโทวิก (Boris Pantović) ชายวัย 50 กล่าวว่า “เด็กๆ เขาอยากให้สถาบันทางการเมืองในประเทศทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี แล้วคนพวกนี้ก็เป็นเยาวชนของเรา เป็นนักเรียนของเรา เป็นอนาคตของพวกเราทั้งนั้น”
ในการชุมนุมประท้วงครั้งนี้มีสโลแกนสำคัญที่เห็นได้ตามป้ายประกาศจากหลายๆ คนคือ “corruption kills” (หรือ “การทุจริตทำคนตาย”) พร้อมสัญลักษณ์รูปฝ่ามือสีแดงและข้อความ “มือของแกเปื้อนเลือด” (“your hands are bloody”) เพื่อสื่อถึงเจ้าหน้าที่รัฐรวมทั้งนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่นอวีซาด
สื่อจากตะวันตกหลายแห่งรายงานว่าบรรยากาศการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่ถือป้ายต่อต้านคอร์รัปชันและเป่านกหวีด หลายคนนั่งเล่นการ์ดเกม บาสเกตบอล หรือไม่ก็หมากรุก มีกาแฟฟรีให้บริการตามเต๊นท์และจุดพักต่างๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์จะดำเนินไปโดยปราศจากความรุนแรง เพราะมีรายงานว่าการชุมนุมที่นอวีซาด มีนักศึกษาถูกคนสวมหน้ากากทำร้ายด้วยการขับรถพุ่งเข้าใส่ผู้ชุมนุมและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมกันนี้ สื่อตะวันตกหลายแห่ง รวมทั้งเดอะ การ์เดียน ก็รายงานว่ารัฐบาลของวูชิชพยายามกล่าวหาว่าสื่อต่างชาติรายงานความเท็จเกี่ยวกับการประท้วงอยู่เป็นระยะด้วย ขณะที่วูชิชออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการประท้วงครั้งนี้ว่า “ทุกสิ่งในเซอร์เบียจะยังดำเนินไปโดยปกติ เช่นเดียวกับความสงบสุขและเสถียรภาพ ประเทศจะยังต้องเดินหน้าต่อไป”
ปลายทางของการชุมนุม (ที่ยังมองไม่เห็น)
กล่าวกันว่านี่นับเป็นการประท้วงที่นำโดยนักศึกษาครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปหลังปี 1968 และว่าไปแล้วก็เป็นกระแสความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในเบลเกรด นับตั้งแต่การประท้วงที่นำไปสู่การถอดถอนตำแหน่งของ สโลโบดาน ไมโลเซวิก (Slobodan Milošević -อดีตประธานาธิบดีเซอร์เบีย) เมื่อปี 2000 นักวิชาการหลายคนวิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลเซอร์เบียหลายสมัย -โดยเฉพาะในสมัยของวูชิช- ถูกวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นการทุจริตและปิดกั้นสื่อ เซอร์ดาน สวีจิก (Srđan Cvijić) นักรัฐศาสตร์และนักวิจัยอิสระในเบลเกรดให้ความเห็นว่า ระบอบการปกครองของเซอร์เบียนั้นมีลักษณะราวกับเป็น “มาเฟีย” และ “การคอร์รัปชันมันแพร่หลายเหลือเกิน”
มิลาน คูลิบร์ค (Milan Culibrk) นักเศรษฐศาสตร์ให้ความเห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ชวนนึกถึงยุคสมัยของ สลอบอดัน มีโลเซวิช (Slobodan Milosevic) จอมเผด็จการของเซอร์เบียช่วงสงครามบอลข่านปี 1990s ที่ชนะการเลือกตั้งในปี 1993 ด้วยการโหมกระหน่ำขับเน้นความเป็นชาตินิยมของเซอร์เบียท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสุดขีด เทียบกันกับเวลานี้ ที่สภาพเศรษฐกิจแข็งแรงของเซอร์เบียก็ไม่อาจช่วยอะไรรัฐบาลได้มากนัก เมื่อคนลงถนนส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจากภาวะการเงิน ในทางกลับกัน คนที่อยู่บ้านและไม่ได้เข้าร่วมการประท้วง (และไม่ได้แปลว่าเห็นดีเห็นงามกับรัฐบาล) คือชาวบ้านหรือไม่ก็พนักงานของรัฐ
คูลิบร์คยืนยันว่าเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็น แต่ตราบเท่าที่ผู้คนไม่ได้อดอยากปากแห้ง “สิ่งอื่นก็จะกลายเป็นเรื่องสำคัญกว่ามาก”
เซอร์เบียยังต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อก็จริงอยู่ กระนั้น ในภาพรวมแล้วเศรษฐกิจของประเทศก็มีแนวโน้มจะขยายตัวมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว มาร์โก คาเดซ (Marko Cadez) ประธานหอการค้าแห่งเซอร์เบียกล่าวกับนิวยอร์กไทม์สว่า “เทียบขนาดเศรษฐกิจของเราในวันนี้กับสิบปีที่แล้วสิ” เขาบอก “แตกต่างกันอย่างกับคนละโลก อย่างกับกลางวันกับกลางคืนเลยล่ะ” โดยเขาชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีของเซอร์เบียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งปีที่แล้วก็มีการลงทุนจากต่างประเทศกว่าห้าพันล้านเหรียญฯ และตัวเลขเหล่านี้ขยายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะหลังจากที่วูชิชขึ้นดำรงตำแหน่ง
ฉากทัศน์นับจากนี้
จนถึงเวลานี้ การประท้วงที่เบลเกรด ประเทศเซอร์เบียยังไม่มีท่าทีจะแผ่วลง ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมขยับจากการหาตัวผู้รับผิดชอบต่อกรณีโศกนาฏกรรมที่สถานีรถไฟนอวีซาด มาสู่การตั้งคำถามถึงการทุจริตของรัฐบาล, การใช้อำนาจปิดปากสื่อทั้งในและนอกประเทศ และจนถึงเวลานี้ ประเมินกันโดยคร่าวว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมที่เบลเกรดราวหนึ่งแสนคน ที่นอวีซาดอีกราวห้าหมื่นคน และที่เมืองอื่นๆ อีกหลายหมื่นคน เพื่อส่งเสียงเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากรัฐบาล
ด้านพรรคการเมืองในยุโรปหลายพรรคก็ให้การสนับสนุนฝั่งผู้ประท้วง เช่น Progressive Alliance of Socialists and Democrats (S&D) อันเป็นพรรคซ้ายกลางในยุโรป, พรรคกรีนและกลุ่มรีนิวยุโรป (Renew Europe) อันเป็นกลุ่มเสรีนิยม และล่าสุด ก็มีการเสนอชื่อให้ขบวนนักศึกษาที่นำประท้วงให้เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2025 ด้วย
มองในภาพกว้าง การประท้วงของกลุ่มนักศึกษาคงเขย่าบัลลังก์วูชิชอย่างปฏิเสธไม่ได้ และก็ชวนให้ครุ่นคิดว่า ทิศทางการเมืองของเซอร์เบียจะเป็นอย่างไรต่อไปในสภาพการณ์เช่นนี้ ทั้งในแง่การเมืองในประเทศที่วูชิชอาจต้องหาทางลงและการประนีประนอมต่อฝูงชน (ซึ่งอาจต้องเริ่มจากการแสดงหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้างการบูรณะสถานีรถไฟนอวีซาด) และการเมืองระหว่างประเทศกับการพยายามเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป ที่อาจพลิกโฉมหน้าเซอร์เบียไปอีกทางหนึ่งได้หากเขาทำสำเร็จ