โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

โศกนาฏกรรมที่นอวีซาด: ‘ความตาย’ ที่นำมาสู่การประท้วงใหญ่ในรอบหลายสิบปีของเซอร์เบียยุคหลังสงคราม

The101.world

อัพเดต 18 ก.พ. 2568 เวลา 00.17 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. 2568 เวลา 17.16 น. • The 101 World

ต้นเดือนพฤศจิกายน 2024 หลังคากันสาดคอนกรีตความยาว 48 เมตร หนักหลายร้อยกิโลกรัมของสถานีรถไฟนอวีซาด ประเทศเซอร์เบียถล่มลงมาโดยปราศจากสัญญาณเตือนใดๆ

พริบตานั้น มีผู้เสียชีวิตทันที 14 ราย -หนึ่งในนั้นเป็นเด็กหญิงอายุหกขวบ- และบาดเจ็บสาหัสสามราย คนหนึ่งเสียชีวิตหลังจากอุบัติเหตุล่วงพ้นราวสองสัปดาห์

โศกนาฏกรรมครั้งนั้นไม่เพียงแต่สร้างแรงสะเทือนต่อชาวเซอร์เบีย หากแต่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ถัดมา ความโศกเศร้าของผู้คนแปรเปลี่ยนเป็นความคับข้องใจและแค้นเคือง ปรากฏตัวออกมาในรูปลักษณ์ของการประท้วงใหญ่ในรอบหลายทศวรรษ และสั่นคลอนอำนาจของประธานาธิบดีขวาจัดที่ดำรงตำแหน่งมาเกือบแปดปีอย่าง อาเล็กซานดาร์ วูชิช (Aleksandar Vučić)

สถานีนอวีซาด ต้นธารของโศกนาฏกรรม

สถานีนอวีซาดเป็นสถานีรถไฟเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1964 ออกแบบโดย อิเมียร์ ฟาร์กัส (Imre Farkas) สถาปนิกชาวเซอร์เบีย ตัวอาคารถูกชื่นชมอย่างมากในแง่ของการเป็น ‘ภาพแทน’ สถาปัตยกรรมจากยุคสังคมนิยมในยุโรป และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกสมัยใหม่ในปี 2017 ก่อนที่ในอีกไม่กี่ปีต่อมา รัฐบาลจะมีคำสั่งให้ปรับปรุงสถานีรถไฟนอวีซาดในปี 2021 เรื่อยมาจนถึงกลางปี 2024 โดยรัฐบาลลงนามสัญญากับ China Railway Design Corporation (CRDC) บริษัทสัญชาติจีนให้มารับหน้าที่ออกแบบเพื่อปรับปรุงสถานีรถไฟ รวมทั้งดูแลโครงการปรับปรุงสถานีรถไฟอีกหลายสายในเมือง รวมทั้ง Institute of Transportation CIP บริษัทวิศวกรรมและการออกแบบในเซอร์เบียและบอลข่าน อย่างไรก็ดี บริษัททั้งสองแห่งต้องปรับปรุงสถานีรถไฟตามเงื่อนไขเฉพาะของการเป็นสถาปัตยกรรมที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกด้วย การออกแบบอาคารจึงเน้นที่การปรับปรุงวัสดุโดยไม่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างดั้งเดิมของสถานีนอวีซาด

ทว่า ภายหลังการบูรณะเสร็จสิ้นลง วันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายน หลังคาคอนกรีตหนาหนักของสถานีก็ถล่มลงทางเท้า การกู้ภัยเป็นไปด้วยความยากลำบาก มีการระดมหน่วยกู้ภัยกว่า 80 ชีวิตจากทั่วทุกเมืองของเซอร์เบีย พร้อมอุปกรณ์ในการขนยกวัสดุหนัก เช่น เศษปูนและแท่งเหล็ก เพื่อควานหาผู้ได้รับบาดเจ็บที่อาจถูกฝังอยู่ข้างใต้ซากคอนกรีต

การกู้ภัยที่สถานีรถไฟนอวีซาด (ภาพจาก AFP)

ท่ามกลางความโศกเศร้า ประชาชนหลายคนตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้ นำไปสู่การค้นหาหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้างอันซับซ้อน เพื่อจะพบว่าจนถึงที่สุดแล้ว ก็ยังไม่มีคำตอบแน่นอนว่าหลังคาและกันสาดนั้นเป็นส่วนที่ถูกระบุให้ ‘ปรับปรุง’ ในสัญญาหรือไม่ สลาเวน ทิกา (Slaven Tica) กรรมการผู้จัดการบริษัท Institute of Transportation CIP ออกมาให้แถลงการณ์ว่า “สิ่งที่เราทำคือการจัดเตรียมเอกสารบางส่วน และยืนยันได้ว่าการออกแบบสถานีรถไฟนั้นมิได้รวมถึงหลังคากันสาดด้านทิศใต้ที่ถล่มลงมาแต่อย่างใด ทั้งยังมิได้เป็นเป้าหมายของการออกแบบหรือบูรณะด้วย” ขณะที่ China Railway Design Corporation ประกาศว่าพวกเขาพร้อมให้ความร่วมมือและพร้อมช่วยเหลือทุกกรณี แต่ยืนยันว่าไม่รับผิดชอบต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เนื่องจากพวกเขาบูรณะทุกสิ่งตามสัญญาอนุญาต และไม่ได้ไปแตะต้องหรือรื้อถอนช่วงหลังคากันสาดแต่อย่างใด

ไม่เพียงแต่บริษัทออกแบบของเซอร์เบียและกลุ่มผู้รับเหมาจากจีน จะปฏิเสธว่าไม่ได้แตะต้องหลังคาที่พังทลายลงมาจนเป็นต้นธารของโศกนาฏกรรม อาเล็กซานดาร์ วูชิช ประธานาธิบดีของเซอร์เบียออกมาแถลงการณ์ว่า “สิ่งเดียวที่ผมรู้คือเราไม่ได้บูรณะกันสาดนั่นมา 60 ปีแล้ว และก็ไม่ได้แตะต้องส่วนนั้นเลยแม้เราจะบูรณะอาคารทั้งหลังก็ตามที ถามว่าทำไมน่ะเหรอ ผมเองก็ไม่รู้หรอก”

คำแถลงจากบริษัทเอกชนก็ดี จากรัฐบาลก็ดีขัดแย้งกันกับหลักฐานการบูรณะสถานีรถไฟนอวีซาดที่หลายคนถ่ายเก็บไว้ -ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือบังเอิญ- ตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่ามีการรื้อสร้างกันสาดทางทิศใต้จริง การให้คำตอบที่ปัดความรับผิดชอบของหลายๆ ฝ่ายจุดเชื้อเพลิงความแค้นเคืองของผู้คนที่เริ่มออกมาตั้งคำถามถึงความปลอดภัยขั้นพื้นฐานในชีวิตของพวกเขากับคุณภาพชีวิตที่วางไว้กับรัฐบาลของวูชิช และอีกไม่น้อยที่เคืองโกรธต่อพฤติกรรมเสมือนจะทุจริตของประธานาธิบดี -ที่ว่าไปแล้วก็ดูจะเป็นปัญหาเรื้อรังที่อยู่ในใจประชาชนมาเนิ่นนาน

บัลลังก์ของ อาเล็กซานดาร์ วูชิช

อาเล็กซานดาร์ วูชิช ระหว่างการประชุมความร่วมมือระหว่างฮังการี-เซอร์เบียในบูดาเปสต์ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2024. (ภาพโดย AFP)

กล่าวสำหรับ อาเล็กซานดาร์ วูชิช เขาเป็นนักการเมืองที่หลายชาติในยุโรปให้การจับตาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ค่าที่ว่าเขานำพาเศรษฐกิจของเซอร์เบียให้เติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมกันกับที่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายๆ ฝ่ายว่าหมกมุ่นกับความเป็นชาตินิยมและติดนิสัยรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ เสรีภาพสื่อมวลชนในเซอร์เบียตลอดยุคสมัยที่เขาปกครองก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

วูชิชเกิดในช่วงที่เบลเกรดยังเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวียและไปเติบโตที่สหราชอาณาจักร ช่วงวัยหนุ่ม เขาเป็นประจักษ์พยานเห็นการแตกสลายของยูโกสลาเวียหลังสงครามบอลข่านจบลงเมื่อทศวรรษ 1990s เขาหวนกลับมาที่เซอร์เบียอีกครั้ง พร้อมอุดมการณ์ชาตินิยมที่เชื่อว่าหากจะทำให้เซอร์เบียเกรียงไกรอีกครั้ง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการ ‘รวมชาติ’ เสียก่อน และด้วยแนวคิดเช่นนี้ เขาเข้าร่วมพรรค Serbian Radical Party (SRS) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองขวาจัดของเซอร์เบียมีอุดมการณ์ชาตินิยมเข้มข้น เชื่อว่า ‘เซอร์เบียที่ยิ่งใหญ่’ (Greater Serbia) อันหมายถึงการรวมชาติและประชากรสลาฟจะเป็นทางออกของปัญหาการเมืองในเซอร์เบีย

อีกหลายปีให้หลังจากนั้น วูชิชย้ายมาอยู่พรรค Serbian Progressive Party (SNS) อันเป็นพรรคประชานิยม (ที่ผู้ก่อตั้งส่วนหนึ่งมาจากพรรค SRS) สโลแกนหลักของพรรคคือการต่อต้านคอรัปชัน เป็นพรรคทางเลือกของคนที่รู้สึกว่าตัวเองถูกเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมาของเซอร์เบียทอดทิ้ง อย่างไรก็ดี วูชิชและพรรค SNS ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเลือกตั้ง เขาได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2014 ก่อนจะลงเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2017 และได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายทั้งสองสมัย ท่ามกลางข้อครหาว่าเขามี ‘ลูกตุกติก’ ในการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ จะรักหรือชังวูชิช ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาทำให้เศรษฐกิจของเซอร์เบียขยับขึ้นแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้เซอร์เบียกลายเป็นประเทศหลังยุคคอมมิวนิสต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มากไปกว่านั้น เขายังเชี่ยวชาญและเข้าใจการทำงานของภูมิรัฐศาสตร์ยุโรปกับข้อขัดแย้งเรื่องการเมืองเชิงพื้นที่อย่างที่สุด อันจะเห็นได้จากการที่วูชิชมีท่าทีประนีประนอมกับการสานสัมพันธ์กับโคโซโว และพยายามผลักดันให้เซอร์เบียเข้าไปอยู่ในสหภาพยุโรปซึ่งกว่าครึ่งทำการค้ากับเซอร์เบียอย่างเป็นทางการ เท่ากันกับที่เขาก็แสดงตนเป็นมิตรกับรัสเซียและจีนอย่างเปิดเผย

ตัววูชิชเองเป็นประธานาธิบดีสองสมัย ในระยะเวลาเกือบแปดปี นี่อาจไม่ใช่แรงต้านจากประชาชนครั้งแรกที่เขาต้องเผชิญ โดยเฉพาะหลังจากปีที่แล้วที่สุ้มเสียงแห่งความไม่พอใจของประชาชนระอุขึ้นจากข้อกล่าวหาว่าเขามีส่วนในการทุจริตการเลือกตั้งจนได้เป็นผู้นำประเทศสมัยที่สอง แต่ดูเหมือนความไม่พอใจของประชาชนครั้งนั้นจะเทียบไม่ได้เลยกับคลื่นผู้คนมหาศาลที่รวมตัวแสดงพลังต่อต้านเขาบนถนนในเวลานี้

สุ้มเสียงจากผู้ประท้วง

โศกนาฏกรรมที่สถานีรถไฟนอวีซาดทำให้ประชาชนหลายคนตั้งคำถามต่อความปลอดภัยของอาคารและโครงสร้างพื้นฐานของเซอร์เบีย บวกกันกับท่าทีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงที่ล่าช้าทำให้หลายคนไม่พอใจ การประท้วงในระยะแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายนจึงมีลักษณะเป็นการรวมตัวไว้อาลัยผู้เสียชีวิต ก่อนจะขยับขยายใหญ่โตขึ้นเมื่อหลายคนพิจารณาว่า อุบัติเหตุดังกล่าวนั้นมีรากฐานมาจากการทุจริตในการจัดซื้อจัดขายวัสดุก่อสร้างของสถานีรถไฟ จึงกลายเป็นความไม่พอใจต่อรัฐบาลเซอร์เบียโดยรวมต่อสถานการณ์ในครั้งนี้

เดิมที จุดเริ่มต้นของการประท้วงมาจากการรวมตัวของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่เรียกร้องความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุก่อสร้าง และเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงหลักฐานการว่าจ้างทั้งบริษัทในเซอร์เบียและจากจีน หากแต่ท่าทีบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมแสดงเอกสารและหลักฐานยิ่งส่งผลให้ประชาชนเคืองโกรธและเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจมีการทุจริตอยู่เบื้องหลัง

เรื่องยิ่งยุ่งขิงขึ้นอีกเท่าตัวเมื่อ วลาดิเมียร์ ดูคานโนวิก (Vladimir Đukanović) สมาชิกพรรค Serbian Progressive Party ของประธานาธิบดีวูชิช แสดงความเห็นต่อการชุมนุมโดยการโพสต์ลงโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่า “เราต้องต่อต้านการชุมนุมของพวกผู้ก่อการร้ายอนาธิปไตยพวกนี้ พวกปัญญาชนคอมมิวนิสต์จอมปลอม เป็นพวกชนชั้นนำปลอมๆ ที่มุ่งสร้างความแตกแยกด้วยการต่อต้านชาติเรา ถึงเวลาต้องหยุดไอ้พวกคนหลอกลวงพวกนี้แล้ว ทุกแห่ง ทุกย่างก้าวและทุกการตัดสินใจนับจากนี้ -และขออย่าให้เกิดขึ้นเลย หากว่าจำเป็น ก็อาจต้องมีการใช้กำลังเพื่อหยุดมิให้พวกหลอกลวงพวกนี้ก่อการร้ายใดๆ ขึ้นมาแก่ประเทศ ขอเซอร์เบียจงเจริญและร่วมมือกันต่อสู้อย่างกล้าหาญ”

การชุมนุมที่เซอร์เบีย (ภาพโดย AFP)

จะว่าข้อความของดูคานโนวิกเป็นเชื้อไฟความโกรธแค้นของนักศึกษาก็ไม่ผิดนัก เพราะหลังจากนั้น กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งนัดรวมตัวกันยังจุดต่างๆ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงหลักฐานการจัดซื้อวัสดุสำหรับก่อสร้างสถานีรถไฟและอาคารโดยรัฐอีกหลายแห่ง ทั้งยังจุดประเด็นตั้งคำถามถึงความโปร่งใสนเรื่องอื่นๆ ของรัฐบาลวูชิช ธันวาคม 2024 ภายหลังยืนไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิต ขบวนชุมนุมก็เคลื่อนตัวไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดที่เบลเกรด -เมืองหลวงของเซอร์เบีย- พร้อมยื่นจดหมายเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความโปร่งใสจากประชาชนกว่าหนึ่งพันฉบับ

“รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความโปร่งใส สัญญาการจัดซื้อจัดจ้างก็ไม่มี และเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น พวกเขาก็ไม่ได้มีท่าทีอยากจะทวงถามความยุติธรรมแม้สักนิด” เซโดเมียร์ สโตจโควิก (Čedomir Stojković) นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนกล่าว “ทั้งรัฐบาลกลับทำอย่างที่พวกเขาทำมาตลอด นั่นคือกลบฝังเรื่องที่เกิดขึ้นทุกครั้ง นำมาสู่การรวมตัวครั้งใหญ่ซึ่งเริ่มขึ้นจากกลุ่มนักศึกษา และขยายตัวไปยังประชาชน ไม่ว่าจะอาจารย์มหาวิทยาลัย ชาวนา และใครต่อใครที่ล้วนออกมาเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งนี้”

“เรามารวมตัวกันเพื่อบอกว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบเรื่องราวที่เกิดขึ้น” พันโทนิก (Pantović) นักศึกษากฎหมายจากมหาวิทยาลัยเบลเกรดให้สัมภาษณ์เดอะ การ์เดียน (The Guardian -สื่อจากอังกฤษ) “ผมมาที่นี่ก็เพื่อช่วยเพื่อนๆ เพราะรัฐบาลพยายามทำร้ายเราแทบทุกทางเลย เราอาจป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุอย่างที่เกิดขึ้นในโนวีซาดด้วยการทำตามกฎระเบียบขั้นพื้นฐาน แต่รัฐบาลกลับแสดงให้เห็นชัดเจนว่าไร้ความสามารถจะทำเช่นนั้นได้”

ขณะที่พรีบิเซวิก (Pribićević) หนึ่งในผู้เข้าประท้วงที่เพิ่งจบชั้นมัธยมปลายกล่าวว่า “เราจะหยุดการประท้วงก็ต่อเมื่อรัฐบาลให้ในสิ่งที่เราเรียกร้อง แต่นี่มันผ่านไปหลายเดือนแล้วและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปสักนิด รัฐบาลเอาแต่โกหกใส่หน้าเราเพราะพวกเขารับความจริงไม่ได้ว่าระบอบการปกครองของพวกเขามันกำลังล่มสลายแล้ว”

ไม่เพียงแต่เยาวชนหรือนักศึกษาเท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปก็ลงถนนสนับสนุนข้อเรียกร้องครั้งนี้ โดยสื่อตะวันตกหลายแห่งสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมชุมนุมที่พร้อมเป็นเรี่ยวแรงให้เหล่าคนหนุ่มสาว บอริส พันโทวิก (Boris Pantović) ชายวัย 50 กล่าวว่า “เด็กๆ เขาอยากให้สถาบันทางการเมืองในประเทศทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี แล้วคนพวกนี้ก็เป็นเยาวชนของเรา เป็นนักเรียนของเรา เป็นอนาคตของพวกเราทั้งนั้น”

ในการชุมนุมประท้วงครั้งนี้มีสโลแกนสำคัญที่เห็นได้ตามป้ายประกาศจากหลายๆ คนคือ “corruption kills” (หรือ “การทุจริตทำคนตาย”) พร้อมสัญลักษณ์รูปฝ่ามือสีแดงและข้อความ “มือของแกเปื้อนเลือด” (“your hands are bloody”) เพื่อสื่อถึงเจ้าหน้าที่รัฐรวมทั้งนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่นอวีซาด

สื่อจากตะวันตกหลายแห่งรายงานว่าบรรยากาศการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่ถือป้ายต่อต้านคอร์รัปชันและเป่านกหวีด หลายคนนั่งเล่นการ์ดเกม บาสเกตบอล หรือไม่ก็หมากรุก มีกาแฟฟรีให้บริการตามเต๊นท์และจุดพักต่างๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์จะดำเนินไปโดยปราศจากความรุนแรง เพราะมีรายงานว่าการชุมนุมที่นอวีซาด มีนักศึกษาถูกคนสวมหน้ากากทำร้ายด้วยการขับรถพุ่งเข้าใส่ผู้ชุมนุมและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมกันนี้ สื่อตะวันตกหลายแห่ง รวมทั้งเดอะ การ์เดียน ก็รายงานว่ารัฐบาลของวูชิชพยายามกล่าวหาว่าสื่อต่างชาติรายงานความเท็จเกี่ยวกับการประท้วงอยู่เป็นระยะด้วย ขณะที่วูชิชออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการประท้วงครั้งนี้ว่า “ทุกสิ่งในเซอร์เบียจะยังดำเนินไปโดยปกติ เช่นเดียวกับความสงบสุขและเสถียรภาพ ประเทศจะยังต้องเดินหน้าต่อไป”

ปลายทางของการชุมนุม (ที่ยังมองไม่เห็น)

กล่าวกันว่านี่นับเป็นการประท้วงที่นำโดยนักศึกษาครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปหลังปี 1968 และว่าไปแล้วก็เป็นกระแสความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในเบลเกรด นับตั้งแต่การประท้วงที่นำไปสู่การถอดถอนตำแหน่งของ สโลโบดาน ไมโลเซวิก (Slobodan Milošević -อดีตประธานาธิบดีเซอร์เบีย) เมื่อปี 2000 นักวิชาการหลายคนวิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลเซอร์เบียหลายสมัย -โดยเฉพาะในสมัยของวูชิช- ถูกวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นการทุจริตและปิดกั้นสื่อ เซอร์ดาน สวีจิก (Srđan Cvijić) นักรัฐศาสตร์และนักวิจัยอิสระในเบลเกรดให้ความเห็นว่า ระบอบการปกครองของเซอร์เบียนั้นมีลักษณะราวกับเป็น “มาเฟีย” และ “การคอร์รัปชันมันแพร่หลายเหลือเกิน”

มิลาน คูลิบร์ค (Milan Culibrk) นักเศรษฐศาสตร์ให้ความเห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ชวนนึกถึงยุคสมัยของ สลอบอดัน มีโลเซวิช (Slobodan Milosevic) จอมเผด็จการของเซอร์เบียช่วงสงครามบอลข่านปี 1990s ที่ชนะการเลือกตั้งในปี 1993 ด้วยการโหมกระหน่ำขับเน้นความเป็นชาตินิยมของเซอร์เบียท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสุดขีด เทียบกันกับเวลานี้ ที่สภาพเศรษฐกิจแข็งแรงของเซอร์เบียก็ไม่อาจช่วยอะไรรัฐบาลได้มากนัก เมื่อคนลงถนนส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจากภาวะการเงิน ในทางกลับกัน คนที่อยู่บ้านและไม่ได้เข้าร่วมการประท้วง (และไม่ได้แปลว่าเห็นดีเห็นงามกับรัฐบาล) คือชาวบ้านหรือไม่ก็พนักงานของรัฐ

คูลิบร์คยืนยันว่าเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็น แต่ตราบเท่าที่ผู้คนไม่ได้อดอยากปากแห้ง “สิ่งอื่นก็จะกลายเป็นเรื่องสำคัญกว่ามาก”

เซอร์เบียยังต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อก็จริงอยู่ กระนั้น ในภาพรวมแล้วเศรษฐกิจของประเทศก็มีแนวโน้มจะขยายตัวมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว มาร์โก คาเดซ (Marko Cadez) ประธานหอการค้าแห่งเซอร์เบียกล่าวกับนิวยอร์กไทม์สว่า “เทียบขนาดเศรษฐกิจของเราในวันนี้กับสิบปีที่แล้วสิ” เขาบอก “แตกต่างกันอย่างกับคนละโลก อย่างกับกลางวันกับกลางคืนเลยล่ะ” โดยเขาชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีของเซอร์เบียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งปีที่แล้วก็มีการลงทุนจากต่างประเทศกว่าห้าพันล้านเหรียญฯ และตัวเลขเหล่านี้ขยายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะหลังจากที่วูชิชขึ้นดำรงตำแหน่ง

การประท้วงที่เมืองเบลเกรด (ภาพจาก AFP)

ฉากทัศน์นับจากนี้

จนถึงเวลานี้ การประท้วงที่เบลเกรด ประเทศเซอร์เบียยังไม่มีท่าทีจะแผ่วลง ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมขยับจากการหาตัวผู้รับผิดชอบต่อกรณีโศกนาฏกรรมที่สถานีรถไฟนอวีซาด มาสู่การตั้งคำถามถึงการทุจริตของรัฐบาล, การใช้อำนาจปิดปากสื่อทั้งในและนอกประเทศ และจนถึงเวลานี้ ประเมินกันโดยคร่าวว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมที่เบลเกรดราวหนึ่งแสนคน ที่นอวีซาดอีกราวห้าหมื่นคน และที่เมืองอื่นๆ อีกหลายหมื่นคน เพื่อส่งเสียงเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากรัฐบาล

ด้านพรรคการเมืองในยุโรปหลายพรรคก็ให้การสนับสนุนฝั่งผู้ประท้วง เช่น Progressive Alliance of Socialists and Democrats (S&D) อันเป็นพรรคซ้ายกลางในยุโรป, พรรคกรีนและกลุ่มรีนิวยุโรป (Renew Europe) อันเป็นกลุ่มเสรีนิยม และล่าสุด ก็มีการเสนอชื่อให้ขบวนนักศึกษาที่นำประท้วงให้เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2025 ด้วย

มองในภาพกว้าง การประท้วงของกลุ่มนักศึกษาคงเขย่าบัลลังก์วูชิชอย่างปฏิเสธไม่ได้ และก็ชวนให้ครุ่นคิดว่า ทิศทางการเมืองของเซอร์เบียจะเป็นอย่างไรต่อไปในสภาพการณ์เช่นนี้ ทั้งในแง่การเมืองในประเทศที่วูชิชอาจต้องหาทางลงและการประนีประนอมต่อฝูงชน (ซึ่งอาจต้องเริ่มจากการแสดงหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้างการบูรณะสถานีรถไฟนอวีซาด) และการเมืองระหว่างประเทศกับการพยายามเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป ที่อาจพลิกโฉมหน้าเซอร์เบียไปอีกทางหนึ่งได้หากเขาทำสำเร็จ

บรรยากาศการประท้วงในเซอร์เบีย (ภาพโดย AFP)
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...