โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

'อโยธยา' และ 'ทวารวดี' เมืองในศาสนาพราหมณ์ / สุจิตต์ วงษ์เทศ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 ม.ค. 2565 เวลา 06.51 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. 2565 เวลา 06.00 น.

สุจิตต์ วงษ์เทศ

 

‘อโยธยา’ และ ‘ทวารวดี’ เมืองในศาสนาพราหมณ์

 

อโยธยาและทวารวดี เป็นเมือง “ผี-พราหมณ์-พุทธ” ในไทย โดยมีต้นตอจากอินเดียในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (ไม่ใช่ศาสนาพุทธ) นิกายไวษณพ ยกย่องพระวิษณุ (พระนารายณ์) เกี่ยวข้องความเชื่อเรื่องอวตาร

พระรามกับพระกฤษณะเป็นอวตารของพระวิษณุ (หรือพระนารายณ์) ในบรรดานารายณ์ 10 ปาง หมายถึง พระนารายณ์อวตารเป็นสิ่งมีชีวิต 10 ชนิด แต่มีที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้คือ (7.) รามาวตาร เป็น พระราม (8.) กฤษนาวตาร เป็น พระกฤษณะ

พระราม เป็นเจ้าครองเมืองอโยธยา, พระกฤษณะ เป็นเจ้าครองเมืองทวารวดี เป็น 2 ชื่อทางวัฒนธรรมเพื่อใช้ในพิธีกรรม ซึ่งแต่งเป็นลักษณะนิยายอยู่ในคัมภีร์ของอินเดีย ต่อมาคนชั้นนำ (นานาชาติพันธุ์) ของบ้านเมืองในอุษาคเนย์รับจากอินเดียตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 1000

ในดินแดนไทย คนชั้นนำ (“ไม่ไทย”) ของบ้านเมือง (ก่อน พ.ศ. 1000) รับความเชื่อนี้มาทั้งทวารวดีและอโยธยา (เหมือนกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง) จึงพบนามศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมครบถ้วนทั้งอโยธยา (อยุธยา) และทวารวดี ว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา”

 

พระกฤษณะ

พระกฤษณะ กษัตริย์เกิดในสกุลยาทพ เป็นโอรสพระวสุเทพแห่งนครมถุราและนางเทวกี ก่อนที่จะมีกำเนิดโหรทำนายว่าจะมีผู้วิเศษมาเกิดในครรภ์นางเทวกีผู้เป็นหลานลุงของท้าวกงส์ แล้วจะฆ่าท้าวกงส์เสีย ท้าวกงส์จึงให้จับพระวสุเทพกับนางเทวกีขังไว้ และเมื่อมีลูกก็จับทารกฆ่าเสียทุกครั้ง แต่ทำเช่นนี้ได้หกครั้ง

ครั้นเมื่อนางเทวกีทรงครรภ์ครั้งที่เจ็ด เทวดาจึงย้ายกุมารไปเข้าครรภ์นางโรหิณีผู้เป็นมเหสีซ้ายของพระวสุเทพ จึงไปคลอดจากครรภ์นางโรหิณี กุมารนี้มีนามว่าพระพลราม หรือพลเทพ นางเทวกีทรงครรภ์อีกเป็นครั้งที่แปด จึงประสูติพระกฤษณะ ผู้มีสีพระกายดำ ครั้นแล้วพระวสุเทพก็พาพระกฤษณะกุมารไปฝากไว้กับนายโคบาลชื่อนันทะ และภริยาชื่อยโศทา เมื่อพระกฤษณะเจริญวัยขึ้นก็ชอบเที่ยวเล่นอยู่กับพวกโคบาล และได้นางราธาผู้เป็นนางโคปีเป็นชายา

ในระหว่างอยู่กับพวกโคบาล พระกฤษณะได้สำแดงอิทธิปาฏิหาริย์มากมายมีเรื่องเล่าอย่างยืดยาว ในที่สุดพระกฤษณะก็ไปยังนครมถุรา และฆ่าท้าวกงส์ตาย ภายหลังพระกฤษณะอพยพพวกยาทพกษัตริย์ไปสร้างเมืองใหม่ที่ริมฝั่งทะลในแคว้นคุชราษฎร์ ให้ชื่อว่าทวารกา

เมื่อไปอยู่นครทวารกาแล้ว พระกฤษณะได้กระทำการรบพุ่งอีกหลายครั้ง ครั้งหนึ่งพระอนิรุทธ์ผู้เป็นนัดดาไปลอบรักกับนางอุษาเป็นบุตรีพระยาพาณ พระยาพาณจับพระอนิรุทธ์มัดไว้ยอดปราสาท พระกฤษณะจึงไปช่วยแก้หลานและปราบพระยาพาณต้องยอมแพ้

พระกฤษณะเป็นมิตรชอบพอกับพวกกษัตริย์ปาณฑพ เพราะนางกุนตีเป็นน้องสาวพระวสุเทพบิดาพระกฤษณะ เพราะฉะนั้นกษัตริย์ปาณฑพจึงเป็นลูกของอาพระกฤษณะ เมื่อพวกปาณฑพกับพวกเการพเกิดรบกัน พระกฤษณะไม่ยอมเข้าข้างฝ่ายใด แต่ได้ไปเป็นสารถีของพระอรชุนในสนามรบ พระกฤษณะได้ให้อนุศาสน์พระอรชุน (พวกปาณ ฑพองค์หนึ่ง) ในธรรมะต่างๆ ซึ่งรวบรวมเป็นเรื่องเรียกว่าภควัทคีตา อันเป็นคัมภีร์ลือชื่อคัมภีร์หนึ่ง

ภายหลังพวกกษัตริย์ยาทพวิวาทกัน พระกฤษณะพยายามระงับเหตุไม่สำเร็จ จึงหนีไปอยู่เสียในป่า แล้วถูกนายพรานยิงตาย ต่อนั้นไปอีก 7 วัน เมืองทวารกาก็จมทะเลสูญไป (ดูเรื่องในอภิธานสังเขปท้ายพระราชนิพนธ์เรื่องศกุนตลา)

พระกฤษณะเป็นเทพที่ประชาชนชาวฮินดูนับถือมาก และกล่าวว่าเป็นพระวิษณุนารายณ์ อวตารปางที่ 8 ในเรื่องอุณรุทเรียกว่าพระบรมจักรกฤษณ์ ในลัทธิศาสนาฮินดู นิกายภาควัต ถือว่าพระกฤษณะเป็นศาสดาในนิกายของเขา

[ปรับปรุงจากหนังสือ “สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1” อ้างในหนังสือภารตวิทยา ของ กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย สำนักพิมพ์ศยาม พิมพ์ครั้งที่ห้า พ.ศ. 2547 หน้า 417-419]

สองด้านของพระวิษณุ

“พระรามและพระกฤษณะ สองด้านของพระเจ้าองค์เดียวกัน” โดย คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ในมติชนสุดสัปดาห์ (ฉบับประจำวันที่ 16-22 พฤศจิกายน 2561 หน้า 85) สรุปย่อดังนี้

พระราม และ พระกฤษณะ เป็นสองด้านของพระเจ้าองค์เดียวกัน (คือ พระวิษณุ) ซึ่งสะท้อนความใฝ่ฝันสองด้านของมนุษย์ เพื่อความสมดุลในชีวิตตนเอง

คนอินเดียรักทั้งพระรามและพระกฤษณะ จึงได้รับการสรรเสริญด้วยกันเสมอ เพราะ “ในคติฮินดู พระเจ้าเป็นองค์แห่งความสมบูรณ์ จึงอยู่เหนือทั้งศีลธรรมและความสนุกสนาน หรือพระองค์ก็สามารถเป็นได้ทั้งสองอย่าง เพื่อแสดงให้มนุษย์เรียนรู้ที่จะทำให้ชีวิตตนเองสมดุล”

ด้านหนึ่ง แบบพระราม “มนุษย์อยากมีบ้านเมืองที่เป็นระเบียบ หรือศีลธรรมจรรยา ได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอหน้า ต่างคนทำหน้าที่ของตนเอง เกิดเป็นความรุ่มรวยของ ‘อารยธรรม’ มนุษย์หรือความเจริญ”

พระราม ประสูติตอนเที่ยงวัน ซึ่งสว่างเต็มที่ เป็นบุรุษอันอุดม ผู้มีจรรยามารยาทและขอบเขตความประพฤติ ต้องแบกภาระหนักอึ้งในราชธรรมตลอดชนม์ชีพ เช่น เดินป่าตามพันธสัญญาของพระราชบิดา ฯลฯ มีธนูเป็นอาวุธ

เป็นลูกที่ดีของบิดามารดา, เป็นพี่ชายที่ดีของน้อง, เป็นสามีที่ดีของภรรยา (มีคนเดียว), เป็นนายที่ดีของบ่าว

ความเป็น “รามราชย์” (การปกครองแบบพระราม) เป็นสังคมที่ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ โดยมีธงแห่งศีลธรรมนำหน้าในทุกๆ ระดับ ตั้งแต่ระดับความสัมพันธ์ในครอบครัวจนถึงระดับรัฐ

อีกด้านหนึ่ง แบบพระกฤษณะ “หลุดออกจากกรอบศีลธรรม เพื่อเสพเสวยความบันเทิง ความสนุกสนาน และรื่นรมย์กับความรัก”

พระกฤษณะ ประสูติตอนเที่ยงคืน ซึ่งมืดมิดลึกลับ เป็นบุรุษอันอุดม ผู้เปี่ยมไปด้วยลีลาน่าอัศจรรย์ ใช้ชีวิตอยู่ภายนอกพระราชวัง เป็นหนุ่มเลี้ยงวัว (โควินทะ) สนิทสนมกับสาวเลี้ยงวัว (โคปิกา)

วัยเด็กในหมู่บ้าน ชอบเล่นสนุกซุกซนแกล้งคนนั้นคนนี้ มีเสน่ห์ชวนใหลหลง มีขลุ่ยประจำตัวเพื่อเป่าประโลมเหล่านางโคปี (สาวเลี้ยงวัว) และจูงนางโคปีเข้าดงป่าหาความสำราญในชีวิตโรแมนติค จึงมีนารีมากหน้าแวดล้อมบำเรอบำรุง

[ทั้งหมดนี้สรุปจากบทความของ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ขอแนะนำให้อ่านฉบับเต็มในมติชนสุดสัปดาห์ จะได้รสชาติของวรรณศิลป์สมบูรณ์]

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...