โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดูใหม่ 'เทพศิลป์ อินทรจักร' 'รามเกียรติ์' ฉบับบ้านๆ 'เทพนิยายกรีก' แบบไทยๆ / คนมองหนัง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 ม.ค. 2565 เวลา 07.30 น. • เผยแพร่ 09 ม.ค. 2565 เวลา 12.00 น.

คนมองหนัง

 

ดูใหม่ ‘เทพศิลป์ อินทรจักร’

‘รามเกียรติ์’ ฉบับบ้านๆ

‘เทพนิยายกรีก’ แบบไทยๆ

 

“เทพศิลป์ อินทรจักร” คือละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องสำคัญที่ถูกสร้างขึ้นอย่างทะเยอทะยานในปี 2542

หลายคน (รวมทั้งผม) มักจดจำได้ว่าละครเรื่องนี้เป็น “รามเกียรติ์ฉบับวัฒนธรรมราษฎร์” ที่นำโครงเรื่องของมหากาพย์ยิ่งใหญ่ มาลดทอนรายละเอียดและย่อสเกลลง

นอกจากนั้น บางคนอาจประทับใจกับบทสนทนาเปิดเรื่องระหว่าง “พระสยมภูวญาณ” ผู้เป็นใหญ่ กับ “ท้าวจตุรพักตร์” พญายักษ์ผู้มีฤทธิ์แห่งนครกลางหาว/กลางเวหา/อุโฆษ (ละครเรียกชื่อเมืองสลับกันไปมาสามแบบ)

ซึ่งฝ่ายยักษ์โวยวายกับฝ่ายเทพว่า “พระองค์ทรงมีอคติต่อพวกยักษ์ตลอดมา เทวดาทำอะไรก็ไม่ผิด แต่พอยักษ์ทำบ้าง กลับถูกตำหนิติเตียน ทำไมข้าพระองค์จะไม่รู้ว่าทรงเข้าข้างพวกเทวดา ในเมื่อลำเอียงจนเห็นได้ชัดอย่างนี้ ก็เลิกเคารพ เลิกนับถือ กันซะที ต่อไปนี้ข้าจะไม่กลัวไม่เกรงใครหน้าไหนทั้งนั้น”

จนส่งผลให้ “พระสยมภูวญาณ” ตัดสินใจสาปให้ “ท้าวจตุรพักตร์” และเผ่าพงศ์วงศ์ยักษ์ต้องตายลงด้วยน้ำมือมนุษย์

 

อย่างไรก็ดี มีอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่หลายคนมักไม่ค่อยกล่าวถึงกัน นั่นคือ “เทพศิลป์ อินทรจักร” นั้นพยายามเลียนแบบขนบการเล่าเรื่องของ “เทพนิยายกรีก”

ผ่านการขับเน้นให้ความสำคัญกับบทบาทของสองมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่บนสรวงสวรรค์อย่าง “พระสยมภูวญาณ” และ “พระอุมาเทวี” (ประหนึ่ง “ซุส” กับ “ฮีรา”) ในการแทรกแซงความเป็นไปต่างๆ ในโลกเบื้องล่าง และกำหนดผลล่วงหน้าของมหาศึกสงครามระหว่างยักษ์กับมนุษย์

ทุกเรื่องราวที่จะดำเนินไปในละครจึงถูกกำหนด-ขีดเส้นเอาไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ด้วยการวางหมากของสองเทพแห่งเขาไกรลาส

มองในแง่นี้ โครงสร้างเรื่องราวของ “เทพศิลป์ อินทรจักร” จึงมีความเป็นอนุรักษนิยมอย่างยิ่ง

แม้แต่ใน “จักรวาลสามเศียร” เอง โครงสร้างเรื่องราวทำนองนี้ก็จะถูกท้าทายโดยละครรุ่นหลังๆ เช่น “เกราะกายสิทธิ์” (2549) และ “จันทร์ สุริยคาธ” (2556) ที่ทดลองมองต่างมุมว่า เทพเจ้าเบื้องบนไม่สามารถกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์ได้โดยเด็ดขาดดังใจปรารถนา

 

กระนั้นก็ตาม “เทพศิลป์ อินทรจักร” ยังมีประเด็นน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดอัตลักษณ์ของตัวละครนำที่ชวนขบคิด กล่าวคือ “เทพศิลป์” นั้นเป็นเทวดาชื่อ “พระพิเนตร” ที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์เพื่อปราบพญายักษ์

ทว่า บุคคลผู้ใกล้ชิด “เทพศิลป์” ที่สุด กลับมีสถานภาพเป็นสิ่งของ-พืช ซึ่งกลายร่างมาเป็นมนุษย์ โดยน้องชายอย่าง “อินทรจักร” ก็คือ “จักรแก้ว” อาวุธคู่ใจของ “พระพิเนตร” ขณะที่ “เทพมณฑา” คนรักของ “เทพศิลป์” ก็เป็นดอกไม้บนสรวงสวรรค์ที่ถูกเสกให้มีชีวิตโดยมหาเทพ

เท่ากับว่าเทวดาที่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ผู้นี้ได้ถูกแวดล้อมด้วยคนใกล้ตัวที่เป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่เป็นเทพก็ไม่เชิง แต่เป็น “อาวุธ” และ “ดอกไม้” ที่ถูกสร้างให้มีชีวิต

ละครจักรๆ วงศ์ๆ ต้นทศวรรษ 2540 เรื่องนี้ จึงมีประเด็นที่สอดคล้องกับแนวคิดใหม่ๆ ของแวดวงสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ยุคปัจจุบัน ซึ่งพยายามศึกษาว่าวัตถุสิ่งของและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ (ทั้งสัตว์และพืช) นั้นมีความสัมพันธ์กับมนุษย์อย่างไร

 

อีกประเด็นที่ผมชอบมากคือซับพล็อตว่าด้วยความรักระหว่าง “อินทรจักร” กับ “จันทร์รัตน์” ธิดา “ท้าวจตุรพักตร์”

ใน “รามเกียรติ์” หรือ “รามายณะ” ตัวละคร “พระลักษมณ์” นั้นดูไม่ค่อยมีชีวิตจิตใจและไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง ทว่า เป็นเหมือนกลไก/องค์ประกอบหนึ่งในภารกิจทวงคืน “นางสีดา” และล้างวงศ์” ทศกัณฐ์/ราวณะ”

ถ้านำพล็อตแบบมหากาพย์เช่นนั้นมาทำเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ตอนเช้า ซึ่งต้องการฉาก “เข้าพระเข้านาง” อยู่บ้างตามสมควร เรื่องราวคงออกมาจืดชืดน่าเบื่อไม่น้อย

แต่เมื่อ “เทพศิลป์” ต้องเป็น “พระราม” และ “เทพมณฑา” ต้องเป็น “นางสีดา” “พระ-นาง” ตัวจริงของละคร “เทพศิลป์ อินทรจักร” ที่มีบทเกี้ยวพาราสี-พ่อแง่แม่งอนใส่กันแทบทุกตอน จึงได้แก่ “อินทรจักร” และ “จันทร์รัตน์”

“อินทรจักร” เลยเป็นคล้าย “พระลักษมณ์” ที่มีชีวิตจิตใจและมีความเป็นตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจมากๆ อีกข้อก็คือ แม้หลายคนอาจเบื่อหน่ายกับตอนอวสานของ “เทพศิลป์ อินทรจักร” เพราะฉากรบครั้งสำคัญ การสังหารตัวร้าย และการพลีชีพของผู้ช่วยพระเอก ได้ไปเกิดขึ้นในตอนก่อนสุดท้ายหมดแล้ว

แต่เรื่องราวในบทสรุป ซึ่งเต็มไปด้วยบทบาทของสตรีและการหาทางคลี่คลายปัญหาชีวิตให้แก่บรรดาตัวละครหญิง ไม่ว่าจะเป็นนางร้ายอย่าง “สุนีย์ราชกานดา” นางรองอย่าง “จันทร์รัตน์” ตัวละครเด็กซึ่งเป็นยักษ์จิ๋วในผอบอย่าง “น่าเอ็นดู” และนางเอกอย่าง “เทพมณฑา” (โดยที่ “พระอุมาเทวี” มีบทบาทอย่างสูงในการกำหนดชะตากรรมของสตรีเหล่านี้)

กลับเป็นการเปิดที่ทางให้แก่ “ผู้หญิง” ที่พบเจอได้ไม่บ่อยนักในละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทยยุคก่อน

 

อย่างไรก็ตาม มีบางองค์ประกอบใน “เทพศิลป์ อินทรจักร” ที่อาจถูกประเมินว่า “ไม่ถูกต้องทางการเมือง” ตามบรรทัดฐานทางสังคมวัฒนธรรมยุคปัจจุบัน

เช่น การเล่นมุขตลกกับความบกพร่องทางร่างกายของตัวละครสมทบ

การเขียนบทให้วานรผู้ช่วยพระเอกอย่าง “วายุขัณฑ์” (ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก “หนุมาน” ผสม “เห้งเจีย” อย่างชัดเจน) แปลงกายเป็น “ท้าวจตุรพักตร์” แล้วบุกเข้าไปขืนใจ/ร่วมหลับนอนกับ “สุนีย์ราชกานดา” จนกระทั่งมนุษย์ผู้หญิงที่เป็นมเหสีของกษัตริย์เมืองยักษ์คลอดบุตรออกมาเป็นวานรน้อย “วานรินทร์”

รวมถึงเหตุการณ์ตอนหนึ่งที่ “อินทรจักร” เข้าไปช่วยพรรคพวกที่ถูกจับขังอยู่ในเมืองครุฑ/ด่านสุบรรณ ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของนครกลางเวหา

ละครฉายภาพให้เห็นว่าเมืองครุฑนั้นเป็นเมืองใหญ่ที่มีข้าราชบริพารชายหญิงมากมาย (ส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศึกสงครามระหว่างมนุษย์กับยักษ์ซึ่งถูกกำหนดโดยเทพเจ้า)

แต่ผลกลับลงเอยด้วยการที่ “อินทรจักร” ได้กลายร่างตนเองเป็น “จักรแก้ว” ขนาดใหญ่ แล้วพิฆาตทำลายเมืองครุฑและสิ่งมีชีวิตในเมืองลงจนหมดสิ้น

นี่คือพฤติกรรมที่ชวนให้ถูกตั้งคำถามในเชิงจริยธรรมเป็นอย่างยิ่ง

(แง่มุมนี้ยังขับเน้นให้ผู้ชมตระหนักว่า “อินทรจักร” นั้นคือ “จักรแก้ว” ที่ลงมาเกิดบนโลก พูดง่ายๆ คือเขามีสัญชาตญาณความเป็น “อาวุธสังหาร” มากกว่าเป็น “มนุษย์” แต่ละครก็เพิ่มเติมมิติซับซ้อนย้อนแย้งด้วยการกำหนดให้ “อินทรจักร” มีอารมณ์ความรู้สึกรักใคร่มากกว่า “เทพศิลป์” ดังได้กล่าวไปแล้ว)

 

องค์ประกอบเสริมที่สร้างสีสันให้แก่ “เทพศิลป์ อินทรจักร” ได้เป็นอย่างดี ก็คือเหล่าตัวละครสมทบ

ผมค่อนข้างแปลกใจที่เห็นคอมเมนต์ในยูทูบจำนวนมากแสดงความชื่นชอบ “ตรีพักตร์” ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะรัศมีดาราของผู้สวมบทนี้อย่าง “ศาสตรา ศรีวิไล” หรือเป็นเพราะบุคลิกลักษณะของตัวละครที่คล้ายๆ “อินทรชิต” บวก “กุมภกรรณ” คือไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่ต้องมาอยู่ฝ่ายร้ายตามโครงสร้างหน้าที่และพันธกิจทางสายเลือด

ตัวละครฝ่ายยักษ์อีกรายที่มีบทแค่ไม่กี่ตอนช่วงท้ายเรื่อง แต่กลับสร้างภาพจำได้ดี คือ “กาลอัคคี” (รับบทโดย “อำภา ภูษิต”) หนึ่งในมเหสีของ “ท้าวจตุรพักตร์” ที่มี “ตาไฟ” อันทรงพลานุภาพ และเป็นผู้เฝ้ารักษา “หัวใจ” ของพญายักษ์

ขณะเดียวกัน ตัวละครอมนุษย์ผู้ช่วยพระเอกบางราย (จากทั้งหมด “แปดสหาย”) ก็มีเสน่ห์น่าประทับใจ แถมยังได้ดาราชื่อดังมาสวมบทบาท

เช่น “นิลราช” เงาะป่าที่รับบทโดย “ตู้-ดิเรก อมาตยกุล” หรือ “พาลราช” ครึ่งคนครึ่งวานรที่รับบทโดย “รอง เค้ามูลคดี”

แต่สมาชิก “แปดสหาย” ที่ผมชอบมาก คือ “สหัสชาติ” อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งช้างที่รบเก่ง ทรงพลัง (แต่หูตึง) ซึ่งรับบทโดย “หมู บางซื่อ” นักแสดงสมทบเจ้าประจำของค่ายดาราวิดีโอ-ดีด้า-สามเศียรในยุค 2530-2540 ผู้โดดเด่นด้วยรูปร่างอ้วนโตพร้อมกับการไว้ผม-หนวดรกยาว

รวมทั้ง “กาฬกาศ” ที่สวมบทโดย “วัชระ สิทธิกุล” (นักแสดงร่างผอมผิวคล้ำที่แฟนละครช่อง 7 น่าจะคุ้นเคยกันดี) ซึ่งเป็นตัวละครครึ่งกาครึ่งมนุษย์ และเป็นผู้ช่วยพระเอกเพียงตนเดียวที่บินได้

โดยปกติ เวลาพูดถึงอมนุษย์ที่เหาะเหินเดินอากาศได้ในละครจักรๆ วงศ์ๆ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงพญาครุฑ แต่สามเศียรกลับคิดแหวกแนว ด้วยการออกแบบให้ผู้ช่วยพระเอกเป็น “อีกา” แถมยังมีชื่อเท่ๆ ที่สื่อตัวตนของเขาได้อย่างเด่นชัด

การมีนักแสดงสมทบเกรดดีๆ มาร่วมแสดงด้วยเป็นจำนวนมากคือจุดเด่นของ “เทพศิลป์ อินทรจักร” ทว่า หากจะมีการรีเมกละครเรื่องนี้ในทศวรรษ 2560 นี่คงเป็นปัญหาท้าทายของค่ายสามเศียร เพราะปัจจุบัน ทางค่ายไม่ได้มีนักแสดงเก๋าๆ มากดีกรีอยู่ในมือมากเท่ายุคก่อน

 

อย่างไรก็ดี มีตัวละคร “แปดสหาย” บางส่วนเช่นกันที่ถูกออกแบบคาแรกเตอร์มาไม่ชัด-ไม่ละเอียด ว่าเป็นครึ่งคนครึ่งอะไร? แถมบางรายก็กลายเป็นแค่ตัวประกอบที่บทอ่อนจนต้องถูกทำลายทิ้งในที่สุด

(วิธีฆ่าผู้ช่วยพระเอกของละครเรื่องนี้นั้นน่าสนใจมาก เพราะมีการสังหารตัวละครสมทบที่เก่งและเป็นที่จดจำของคนดูมากที่สุด ไปพร้อมๆ กับการสังหารกลุ่มตัวละครสมทบที่ถูกหลงลืมมากที่สุด)

นอกจากนี้ มีปัญหาเรื้อรัง/เอกลักษณ์ข้อหนึ่งของค่ายสามเศียรที่ยังดำรงอยู่ใน “เทพศิลป์ อินทรจักร” กล่าวคือเมื่อแรกเริ่ม ละครจะระบุว่า “แปดสหาย” เป็นเหล่าเทพบุตรที่ “พระสยมภูวญาณ” ส่งลงมาช่วย “เทพศิลป์” และ “อินทรจักร” (คล้ายคลึง “วานร 18 มงกุฎ” ใน “รามเกียรติ์”)

แต่ไปๆ มาๆ หนึ่งในตัวละครกลุ่มนี้กลับหายหน้าหายตาจากจอทีวีไปเสียเฉยๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนเหลือแค่ “เจ็ดสหาย” ในช่วงท้ายเรื่อง

โดยรวมแล้ว หากประเมินที่ความสนุกสนานของเรื่องราวการผจญภัยและฉากต่อสู้ “เทพศิลป์ อินทรจักร” ก็ทำได้ถึงรสครบเครื่องกว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคหลัง

แต่จุดเด่นของละครจักรๆ วงศ์ๆ (บางเรื่อง) ยุคปลาย 2540 เป็นต้นมา จะไปอยู่ตรงโครงสร้างเรื่องราวที่ซับซ้อนร่วมสมัยกว่าละครยุคก่อนหน้า และการมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์/หยอกล้ออำนาจที่แหลมคมกว่าเดิม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...