โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รื้อกฎหมายคุมค่าการตลาดน้ำมัน หลัง “เบนซิน” พุ่งทะลุ 40 บาท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ต.ค. 2566 เวลา 14.57 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2566 เวลา 00.28 น.
หัวจ่ายน้ำมัน

ปลัดพลังงานรับลูก “พีระพันธุ์” รื้อกฎหมายค่าการตลาดน้ำมัน ขีดเส้น 2 บาทต่อลิตร หวังช่วยลดราคาเบนซิน นักวิชาการหวั่นมาตรการกระทบเอกชน เตือนระวังใช้มาตรการคุมเกินจำเป็น เสี่ยง “น้ำมันขาดแคลน” หากเอกชนไม่คุ้มค่าลงทุน-ขนส่ง กระทบผู้บริโภคแน่ ปตท.โออาร์แจงต้นทุน ชี้ค่าการตลาดแท้จริงไม่สูงเท่า สนพ.คำนวณ PT ขอค่าการตลาด 1.80-2.00 บาท หวั่นทุกครั้งที่ประกาศลดราคาน้ำมันเอกชนขาดทุนสต๊อกอ่วม

รัฐบาลเศรษฐา 1 มีนโยบายปรับลดราคาพลังงานโดยทันที ด้วยการประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ลิตรละ 30 บาท ต่อมาก็ประกาศจะลดราคาน้ำมันเบนซินด้วยการเข้ามาควบคุมดูแล “ค่าการตลาด” จากปัจจุบันราคาได้ขยับเข้าใกล้ 40 บาท/ลิตรแล้ว แต่ก็มาเกิดประเด็นการคำนวณค่าการตลาดที่แตกต่างกันระหว่างรัฐกับบริษัทผู้ค้าน้ำมัน

จนนายพีระพันธุ์ สารีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ต้องเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดทิศทางการกำกับดูแลค่าการตลาดให้เป็นไปตามอัตราที่กระทรวงพลังงานกำหนด พร้อมกับสั่งการให้ศึกษาแนวทางการปรับแก้ไขกฎหมายเพื่อกำกับดูแล พร้อมทั้งกำหนดบทลงโทษด้วย

พาณิชย์-พลังงานใครดูค่าตลาด

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้กำลังพิจารณารายละเอียดข้อกฎหมายตามข้อสั่งการของนายพีระพันธุ์ สารีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ให้ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลเรื่องค่าการตลาดจำหน่ายน้ำมัน ให้เป็นไปตามอัตราที่กระทรวงกำหนด ซึ่งจะต้องดูอำนาจหน้าที่ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ กับกระทรวงพลังงาน ถ้าหากว่ามีช่องโหว่ของกฎหมายก็ให้ปรับแก้เพื่อให้มีการกำกับ ดูแลราคาให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

“ในส่วนกฎหมายที่กระทรวงพลังงานดูแลมีอยู่ 2 ฉบับ คือ พระราชกำหนดเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในสถานการณ์ขาดแคลน แต่ กม.ฉบับนี้มีขอบเขตการใช้ก็ต่อเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือมีการขาดแคลนน้ำมันหรือไม่ แต่อีกมุมหนึ่งก็สามารถมองได้ว่า เป็นการป้องกันการขาดแคลนก็ได้ ซึ่งยังต้องหารือกับทางกฤษฎีกา

ส่วนอีกฉบับคือ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งก็ต้องหารือกับกฤษฎีกาเช่นกันว่า ขอบเขตอำนาจและเจตนารมณ์ของกฎหมายนี้เป็นอย่างไร แต่แน่นอนว่า พ.ร.บ.นี้จะต้องมีการปรับปรุงอยู่แล้ว เพราะมีหลายประเด็นและมีการใช้งานมานานแล้ว” นายประเสริฐกล่าว

โดยกระบวนการแก้ไขกฎหมายจะต้องรู้ฐานอำนาจว่า มาจากกฎหมายใดและส่วนใดจะสามารถแก้ได้เร็วที่สุด จากนั้นจะมาดูว่า กระบวนการแก้จะทำอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่า การใช้ พ.ร.ก.จะเร็วกว่า แต่ต้องดูว่าขอบเขตอำนาจสามารถใช้ได้หรือไม่ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ก็ได้มีการเชิญร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลด้วยเช่นกัน

“เราต้องดูความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย โดยการหลักจะไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อนลำบาก ส่วนความแตกต่างของสูตรการคำนวณของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กับเอกชนที่แตกต่างกันนั้น ก็ต้องไปดูแล ผมยืนยันว่า ต้องทำอย่างรอบคอบ ขอให้ผู้ประกอบการใจเย็น ๆ ต้องหารือกัน ไม่ใช่ว่าจะออกมาตรการจนทำธุรกิจกันไม่ได้ ส่วนที่ว่าจะกระทบกำไรในการทำธุรกิจหรือไม่ ไม่แน่ใจ เพราะราคาน้ำมันมีการปรับขึ้นลงอยู่แล้ว แต่ต้องอยู่กันได้ทั้งคนซื้อคนขาย” นายประเสริฐกล่าว

ให้กองทุนน้ำมันฯดูค่าตลาด

แหล่งข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ.ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลในส่วนของกระทรวงพลังงานจะดูแลราคาน้ำมัน “เฉพาะสถานการณ์ฉุกเฉิน” โดยใช้คำสั่งนายกฯรัฐมนตรี ใช้อำนาจในการเรียกขอข้อมูลหรือควบคุมราคาในสภาวะฉุกเฉิน

ส่วนในภาคปกติ ซึ่งทุกคนเข้าใจว่าน้ำมันเชื้อเพลิงและ LPG เป็นสินค้าควบคุมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เห็นว่า ค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันสูง จึงต้องการให้มีการตรวจสอบว่า มีการโก่งราคา (ค่าการตลาด) หรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องสร้างความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า กระทรวงพลังงานจะสามารถดูแลราคาน้ำมันได้เฉพาะในสภาวะฉุกเฉินเท่านั้น

“หากไม่มีการกำกับดูแลก็จำเป็นต้องมีปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง จำเป็นต้อง “มีคนกำกับดูแล” ในภาวะปกติด้วย ซึ่งหากจะมีการแก้ไขกฎหมายก็ต้องมาทบทวนว่า กรณีที่กระทรวงพาณิชย์บอกว่า ไม่ได้เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล ทางกระทรวงพลังงานก็มี พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงของกรมธุรกิจพลังงาน ก็ต้องมาดูตรงนี้ ซึ่งกรมธุรกิจฯจะทำหน้าที่เป็น regulator ในการกำกับดูแลธุรกิจพลังงาน แต่ไม่ได้ใช้มาตรการ เพราะการค้าน้ำมันเป็นเรื่องการค้าเสรี ตอนนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลในรายละเอียดเพื่อดำเนินการต่อไป”

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างเตรียมการแก้ไขกฎหมายก็จะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามากำกับดูแล โดยเป็นบทบาทของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของ สนพ.) จึงใช้เมคานิซึมกองทุนน้ำมันฯในการบริหารจัดการ

ซึ่งหากบริหารจัดการไม่ได้ต้องชี้แจงว่า ทำไมจึงไม่ได้ “ประเด็นที่ว่า ตารางค่าการตลาดของ สนพ. ไม่ตรงกับของผู้ค้าน้ำมัน ไม่ใช่หน้าที่ที่ สนพ.จะต้องไปรู้ แต่เป็นหน้าที่ของกองทุน ใช้ตาราง สนพ.แล้วไม่ตรง ทางกองทุนก็ต้องไปถามผู้ค้าน้ำมันว่า อะไรไม่ตรงแล้วจึงมาบอก สนพ. นี่คือหลักการ เพราะเราแยกส่วนกันแล้ว เพราะ “เราไม่ได้มีอำนาจจะไปคุยกับผู้ค้า”

สาเหตุที่ทำให้การคำนวณ “ค่าการตลาด” ของ สนพ.กับผู้ค้าน้ำมันต่างกันนั้น เป็นผลจากเรื่องของ “สูตร” ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องย้อนไปตั้งแต่สมัยที่กดตัวเลขค่อนข้างต่ำ และอ้างอิงด้วยชนิดน้ำมันที่แตกต่าง ซึ่งประเด็นนี้ทาง สนพ.เตรียมที่จะหารืออยู่แล้วว่า ข้อมูลจะเป็นอย่างไร แต่ก็พบว่าเรื่องข้อมูลเป็นความลับทางการค้า ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าสิ่งที่ให้ข้อมูลมานั้นถูกหรือผิด จริงหรือเท็จ

อย่างไรก็ตาม ยืนยันประเด็นนี้ ทางกองทุนมีอำนาจในการขอดูข้อมูลจากเอกชนได้อยู่แล้ว โดยหากมีข้อมูลยืนยันว่า ข้อมูลของภาครัฐไม่ถูกต้อง ทาง สนพ.ก็พร้อมจะปรับให้ตามสถานการณ์ แต่ต้องมีข้อมูลข้อเท็จจริงมาแสดง “ไม่ใช่บอกปากเปล่า” หรือใช้เฉพาะข้อมูลที่อยากให้ แต่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ส่วนการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซิน เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินลดลงนั้น อยู่ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งได้กระทรวงพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตดีเซลไปแล้ว แต่ยังไม่ได้พิจารณาลดให้กับน้ำมันเบนซิน

ห่วงคุมค่าการตลาด

ด้าน ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ของกระทรวงพาณิชย์ “น่าจะใช้บังคับได้อยู่แล้ว” ในการกำกับดูแลราคาขายปลีกสินค้าจำเป็น แต่หากจะมองว่ามีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้วก็ตาม แต่ไม่ว่าจะใช้กฎหมายใดในการกำกับดูแลค่าการตลาด

หลักการก็คือ จะต้องคำนึงถึงต้นทุนของผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งจะมีทั้งบริษัทน้ำมัน ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน และผู้ที่เกี่ยวข้องหลาย ๆ ส่วน ซึ่งต้องดูว่าต้นทุนเท่าไร กำไรที่มีเท่าไร และสำหรับน้ำมันนั้น สถานการณ์เปลี่ยนอยู่เกือบจะทุกสัปดาห์

ฉะนั้นการกำกับดูแลต้องไม่ใช่ดูแลเป็นรายวัน แต่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถปรับเปลี่ยน และมีความยืดหยุ่นได้ อาจจะดูใน “ลักษณะค่าเฉลี่ย” เพราะบางครั้งผู้ค้าอาจจะไม่สามารถปรับราคาขายปลีกได้ทันกับราคาน้ำมันที่เปลี่ยนตลอดเวลา ก็ต้องดูและให้โอกาส ให้เวลากับผู้ค้าน้ำมันบ้าง

“ประเด็นที่ต้องระมัดระวังสำหรับผลกระทบจากการใช้มาตรการควบคุมค่าการตลาดที่ทำให้เอกชนถึงขึ้นขาดทุนนั้น อาจจะส่งผลให้ “น้ำมันขาดตลาด” ได้ โดยเฉพาะในปั๊มต่างจังหวัดจะน่าห่วงกว่าในเมือง ซึ่งมีจำนวนปั๊มให้เลือกหลากหลาย หากไปคุมค่าการตลาดมาก ๆ และเขาต้องขนส่งน้ำมันไปขายอีก แล้วคำนวณออกมาไม่คุ้ม คนที่จะเดือดร้อนคือผู้บริโภคในชนบท” ศ.ดร.พรายพลกล่าว

สำหรับกลไกในการดูแลค่าการตลาดในอดีต ทุก ๆ 2-3 ปี จะมีการว่าจ้างที่ปรึกษาไปสำรวจทั้งทางตรงทางอ้อม ส่วนข้อมูลข้อเท็จจริงน่าจะได้จากบริษัทน้ำมันที่รัฐถือหุ้นอยู่อย่าง ปตท. รัฐวิสาหกิจที่รัฐถือหุ้นถึง 50% ก็ต้องให้ความร่วมมือกับรัฐในการเปิดเผยข้อมูล ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ให้ความร่วมมือ ฉะนั้นเรื่องการศึกษาวิจัย ต้นทุนต่าง ๆ หลังจากหน้าโรงกลั่น จะมีค่าขนส่งเท่าไร ระยะทาง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และต้องให้กำไรเขาตามสมควร

แต่ค่าการตลาด สนพ.กับบริษัทน้ำมันต่างกันเป็นบาทกว่าขนาดนี้ จะต้องมีการสื่อสารรัฐกับผู้เกี่ยวข้องกันว่า ทำไมจึงแพง สามารถลดลงได้หรือไม่ จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมาย แต่วิธีการปฏิบัติน่าจะช่วยได้ ซึ่ง ปตท.ก็มีสวนแบ่งตลาดสูงสุดอยู่แล้ว ก็ไม่ยากที่จะทำให้ค่าการตลาดสูงจนเกินไป มันเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและรัฐวิสาหกิจน่าจะมีการพูดคุยกัน จะมาขู่กันก็ดูไม่ดี ไม่จำเป็น ถ้าสถานการณ์จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ว่า แต่สถานการณ์ขณะนี้ไม่จำเป็น

ศ.ดร.พรายพลกล่าวว่า รัฐอาจจะพิจารณาใช้กลไกภาษีสรรพสามิตมาช่วยเช่นเดียวกับน้ำมันดีเซลก็เป็นทางเลือกหนึ่ง เพราะราคาเบนซินตอนนี้ค่อนข้างสูง และมีช่วงห่างจากดีเซลมากถึงลิตรละ 10 บาท ราคาขึ้นไปจะถึง 40 บาทอยู่แล้ว (แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.96 บาท-แก๊สโซฮอล์ 95 38.25 บาท-เบนซิน 46.04 บาท/ลิตร) ซึ่งจากเดิมห่างกันอยู่ไม่เกิน 1-2 บาท แต่ที่ราคาขายปลีกมันค่อนข้างสูงเป็นผลจากราคาในตลาดโลกที่ปรับขึ้นไป หากมีกลไกมาดูแลไม่ให้ห่างกันมาก น่าจะส่งผลดี

“การที่เบนซินและดีเซลห่างกันมากก็เป็นสัญญาณอันตรายอย่างหนึ่ง ทำให้คนหันไปใช้ดีเซล ทั้งที่ปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซลสูงกว่า 60 ล้านลิตรต่อวัน มากกว่าเบนซินที่ใช้ประมาณ 30 ล้านลิตร หากทำให้การใช้ดีเซลเพิ่มสูงไปกว่าเบนซินมากกว่านี้ จะยิ่งทำให้ สัดส่วนการกลั่นของโรงกลั่น ทำได้ยากขึ้น และต้นทุนในการกลั่นจะสูงขึ้น ซึ่งไม่ดีเลย และสถานการณ์กองทุนน้ำมันฯไม่ดี มีการติดลบมากขึ้น ตอนนี้ประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท คาดว่าอีกไม่นานจะติดลบ 100,000 ล้านบาท หากจะมาอุ้มแบบนี้ นักการเมืองต้องทำตามที่หาเสียง แต่มันมีผลเสียก็ต้องพูด ต้องเตือนกัน” ศ.ดร.พรายพลกล่าว

สเป็กน้ำมันคำนวณต่างกัน

ก่อนหน้านี้ ผู้ค้าน้ำมันหลายรายออกมาอธิบายถึงการคำนวณ “ค่าการตลาด” และผลที่จะเกิดขึ้นในการกำกับดูแลค่าการตลาด โดย นายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า OR เป็นผู้ค้าน้ำมัน แต่ไม่ใช่ผู้กำหนดราคาน้ำมันเอง ดังนั้นการซื้อมาขายไปในแต่ละครั้ง เมื่อซื้อมาสูงก็ต้องขายสูง ส่วนราคาน้ำมันเป็นไปตามราคาอ้างอิงที่ใช้จากราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายหลักในบรรดากลุ่มผู้ซื้อขายน้ำมันมาอย่างยาวนาน

ส่วนกรณีที่ “ค่าการตลาด” ของเอกชนแตกต่างจากราคาไกด์ไลน์ในตารางของ สนพ.นั้น นายดิษทัตอธิบายว่า ราคาของ สนพ.เป็นราคาไกด์ไลน์และใช้สูตรราคาอ้างอิงที่แตกต่างกับทางโรงกลั่น ซึ่งอาจจะมีผลทำให้เกิดความแตกต่างของราคา ซึ่งบางช่วงเวลา “ความถ่างหรือความแคบ” จะไม่ตรงกันกับที่เราซื้อขายจริง เพราะเป็น “เมคานิซึม” ที่เขาให้ไกด์ไลน์ออกมา

ดังนั้นโอกาสที่จะแตกต่างกันมีหลายระดับ ซึ่งราคาเบนซิน สนพ.จะโชว์สูง คือ ตั้งแต่ 3.00-3.50 บาท สูงกว่ามาก เบนซินส่วนต่างจะอยู่ที่ 1.20-1.30 บาท เคยห่างกันมากถึง 1.60 บาท ส่วนผลต่างดีเซลจะอยู่ที่ 40-70 สตางค์ต่อลิตร หรือเฉลี่ยประมาณ 50 สตางค์ แต่อย่างไรก็ตาม ค่าการตลาดของ ปตท. อยู่ในกรอบที่รัฐขอความร่วมมือให้อยู่ที่ 2 บาทต่อลิตร

“สูตรราคาที่ต่างกันไม่ได้มีใครเป็นคนผิด สูตรราคาเราใช้บนพื้นฐานของเรา ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันจากโรงกลั่น แต่กรมธุรกิจพลังงานเป็นผู้มอนิเตอร์ ซึ่งไม่มีอะไรมาปิดบังได้ และเราเป็นหน่วยงานรัฐ เราคงไม่ไปหากำไรเอาส่วนต่างมาโกงประชาชน เราทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าทำเข้าคุก ฉะนั้นเราต้องเมกชัวร์ว่า สิ่งที่เราทำอยู่ในกรอบที่ตกลงกับกระทรวง”

โดยราคาค่าการตลาดน้ำมันใน สนพ.จะมีสูตร คือ ดีเซลและเบนซินที่อ้างอิงในตลาดสิงคโปร์ มีตัวย่อย ๆ อย่าง “ดีเซล” ไทยกำหนดสเป็กไว้ที่ 50 ppm ซึ่งทาง สนพ.เลือกใช้ราคาอ้างอิง ของ mop 500 ppm บวกกับ 10 ppm ผสมกันเป็นสูตร ทำให้ราคาเป็นอีกราคา แต่ว่าโรงกลั่นในประเทศซึ่ง OR ซื้อมาขายไป มาขายปลีก ราคาโรงกลั่นไทย ใช้ 500 ppm และมีค่าปรับปรุงคุณภาพ เพื่อให้ได้สเป็ก 50 ppm เพื่อให้เป็นสูตรเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้ราคาต่างกัน ซึ่งสูตรของ สนพ.เท่าที่ทราบ คือ มีการจ้างที่ปรึกษาในการศึกษาสูตรราคา ว่าจะประกอบด้วยอะไรบ้าง

ทั้งนี้ ช่วงความห่างของค่าการตลาด สนพ. ที่แตกต่างจากภาคเอกชน จะได้รับการแก้ไขในปีหน้า หลังจากที่ประเทศไทยมีการกำหนดให้ใช้มาตรฐานยูโร 5 เพราะราคาน้ำมันที่อ้างอิงอย่าง ดีเซล จะมีมาตรฐานเป็น 10 ppm เหมือนกัน ต่อไปโรงกลั่นจะคิดราคาเหมือนกัน

“เหตุผลที่พอปรับใช้ยูโร 5 แล้ว ทำให้ราคาของเอกชนและ สนพ.ปรับมาใกล้กัน เพราะแต่ก่อนมีมาตรฐานของน้ำมันตัวย่อย ๆ หลายตัว แต่ต่อไปจะเหมือนกับ 10 ppm ซึ่งเรากำหนดว่า 1 มกราคม 2567 เรากำหนดว่า น้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องเป็นมาตรฐาน 10 ppm เทียบเท่ายูโร 5 ก็ทำให้เท่ากัน อาจจะมีต่างกันอีกนิดคือ จากค่าพรีเมี่ยมที่ต่างกัน”

อย่างไรก็ตาม OR เห็นว่า ในระหว่างนี้รัฐบาลได้กำหนดให้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามาช่วย เช่น หากค่าการตลาดเฉลี่ยในวันใดเกินกว่า 2 บาท/ลิตร ทางกองทุนก็จะเรียกเก็บเงินเข้ากองทุน แต่หากวันใดต่ำกว่า 2 บาท ก็จะมีการจ่ายชดเชย เพียงแต่ช่วงนี้ต้องชดเชยเยอะ เพราะราคาดีเซลในตลาดโลกเป็นขาขึ้น ค่อนข้างแรง

ทั้งนี้ โครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล 1 ลิตร จะประกอบไปด้วย ต้นทุนราคาเนื้อน้ำมันเป็นหลัก 79% ค่าการตลาดประมาณ 4% ส่วนเบนซินก็จะแบ่งเป็น ต้นทุนเนื้อน้ำมันสูง 68% ค่าการตลาดเบนซินประมาณ 6% ซึ่งในส่วนของค่าการตลาดนี้ไม่ใช่ OR ได้ไปเต็ม ๆ แต่ต้องไปแบ่งผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นดีลเลอร์ เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เรื่องน้ำมันเป็นเรื่องความมั่นคงของพลังงานของประเทศ ซึ่งเราเข้าใจว่ารัฐบาลมีแนวทางว่า จะดูแลอย่างไรไม่ให้ผู้บริโภคเดือดร้อน แต่สุดท้ายหากเป็นไปได้ นโยบายเรื่อง “ค่าการตลาด” ที่เหมาะสมที่เอกชนจะอยู่ได้ คือ ประมาณ 1.80-2.00 บาท จึงจะทำให้ภาคเอกชนอยู่ได้ เพราะอัตรากำไรของผู้ค้าน้ำมันไม่ได้มาก ประมาณ 1% หากเทียบกับธุรกิจค้าประเภทอื่น ๆ สัดส่วนกำไร 2-3% อยากให้เห็นใจผู้ค้าน้ำมันด้วย ไม่เช่นนั้นจะทำให้เอกชนอยู่ยาก

“ส่วนกรณีที่รัฐบาลอยากให้ลดราคาเบนซิน ผมมองว่า การลดราคาแบบนี้จะเจ็บตัวครั้งเดียว อย่างกรณีดีเซลให้ลด 2 บาทต่อลิตร ถ้ามีสต๊อกเท่าไรก็ขาดทุนเท่านั้น เช่น มี 100 ล้านลิตร ก็ขาดทุน 200 ล้านบาท จบ แต่ถ้าปลายปีมีการให้ลดเบนซินอีก สมมุติเรามี 30 ล้านลิตร ต้องถามว่า รัฐลดราคาเท่าไร ถ้าลด 2 บาทอีก ก็ 60 ล้านบาท ซึ่งอันนี้ไม่รู้ว่าจะลดจากส่วนไหนนะ แต่คนที่มีอยู่ในสต๊อกนี่ช่วยไม่ได้ ก็ต้องลดไปเท่านั้น เหมือนเราซื้อมาแล้วของยังอยู่ แต่หลังจากนั้นขอกลับมาเป็นภาวะกลไกตลาดปกติจะได้หรือไม่ ถึงจะห่วงปัญหาเรื่องการขาดทุนสต๊อก แต่เราพร้อมช่วย โดยจะให้น้ำมันมีเพียงพอ เพราะน้ำมันเป็นสินค้าความมั่นคงหมดไม่ได้ เรามีสต๊อก 100% ก็จะทำให้ได้ 60-70% ถ้าต่ำกว่านั้นชอร์ต ซึ่งแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ในส่วนของเรามีลดราคาน้ำมันออนท็อปให้สมาชิก Max Card เพิ่มให้ ก็ทำให้ยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน” นายพิทักษ์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...