โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

ท็อป 10+1 อสังหาฯรวยสุดในไทย กินส่วนแบ่งตลาด 40% แตะ 4 ล้านล้านบาท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 พ.ค. 2567 เวลา 10.15 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. 2567 เวลา 11.03 น.

ไตรมาส 2/67 ได้เวลาอัพเดตบริษัทพัฒนาที่ดินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จุดโฟกัสอยู่ที่ “มูลค่าโครงการสะสม” บิ๊กดาต้าเก็บรวบรวมในรอบ 29 ปี ระหว่างปี 2537-2566 จัดทำโดยสำนักวิจัยและสำรวจอสังหาริมทรัพย์ “ดร.โสภณ พรโชคชัย” ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA

10 บิ๊กแบรนด์มูลค่าสะสมเกือบ 4 ล้านล้าน

ก่อนหน้านี้ย้อนเวลากลับไปแค่ 10 กว่าปี อาจเคยมีการตั้งคำถามว่า วงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เมืองไทยมีดีเวลอปเปอร์รายไหน บริษัทใดบ้าง ที่มีขนาดการลงทุนถึงหลักร้อยโครงการ แต่ทว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โฟกัสเทคโนโลยีการผลิตที่ทำให้สปีดของการก่อสร้างทำได้รวดเร็วมากขึ้น เดินคู่ขนานไปกับต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ถูกลง และโฟกัสเทคโนโลยีดิสรัปชั่นที่ทำให้เกิดกำลังซื้อสายพันธุ์ใหม่

ทำให้วงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยมีการเติบโตอย่างเป็นระบบ จนกระทั่งยกระดับเป็นโกลบอล พร็อพเพอร์ตี้ ที่ดึงดูดแม้กระทั่งลูกค้าชาวต่างชาติจากทุกมุมโลก หลั่งไหลเข้ามาช็อปซื้อคอนโดมิเนียมที่กฎหมายไทยเปิดช่องให้ถือกรรมสิทธิ์ได้ 49% หรือที่เรียกว่าโควตา 49%

ทั้งนี้ สำนักวิจัยอสังหาฯ AREA ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกในประเทศ ที่สำรวจตั้งแต่ปี 2537 ได้รวบรวมการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ พบว่ามีบริษัทที่ใหญ่ที่สุดที่พึงพิจารณาเป็นกรณีศึกษาจำนวน 10 บริษัท (ดูกราฟิกประกอบ) มูลค่าสะสมรวมกันเกือบ 4 ล้านล้านบาท

ในจำนวนนี้มีเพียง “อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์” เพียงบริษัทเดียวที่จำนวนโครงการไม่ถึง 100 โครงการ ส่วนที่เหลือมีโครงการสะสมแล้ว 150-เกือบ 800 โครงการ ส่งมอบสินค้าบ้านและคอนโดมิเนียมแล้ว 4.6 หมื่นหน่วย-2.6 แสนหน่วย และมีมูลค่าโครงการสะสมแตะหลัก 2 แสนล้าน-เกือบ 6 แสนล้านบาท

เบอร์ 1 “พฤกษา” อดีตเจ้าพ่อทาวน์เฮาส์ BOI

ประเดิมกันด้วยเจ้าของสถิติอันดับ 1 “บมจ.พฤกษา โฮลดิ้ง” ครอบครองจำนวน 783 โครงการ รวมหน่วยมากที่สุด 263,544 หน่วย มองในมุมหน่วยสะสมพบว่ามากกว่าอันดับ 2 (บมจ.เอพี ไทยแลนด์) เกือบ 1 เท่าตัว และมองในมุมโครงการสะสม พบว่ามากกว่าอันดับ 8 (บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์) ถึง 9 เท่า โดยพฤกษาฯ มีมูลค่าโครงการสะสม 594,498 ล้านบาท และราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 2.256 ล้านบาท

แสดงว่าการพัฒนาที่อยู่อาศัยของพฤกษาฯ เน้นระดับราคาถูกในช่วงเริ่มต้น และได้เห็นวิธีก่อร่างสร้างตัวที่กลยุทธ์มีเพียงหนึ่งเดียวคือ ต้องใช้ลูกขยันในการสร้างจำนวนหน่วยมหาศาล สร้างโครงการไซซ์เล็กแต่ตีโอบทำเลแบบป่าล้อมเมือง

หากย้อนไปช่วง 20-30 ปีที่แล้ว “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์” เจ้าของผู้ก่อตั้งพฤกษา โฮลดิ้ง เคยได้รับฉายาเจ้าพ่อทาวน์เฮาส์ราคา 6 แสนบาท หรือเจ้าพ่อทาวน์เฮาส์ BOI ต่อมาเมื่อมีการปรับพอร์ตลงทุนหันมาเพิ่มพัฒนาโครงการแนวสูงหรือคอนโดมิเนียม ทำให้มีเซ็กเมนต์คลุมตั้งแต่ตลาดล่าง-กลาง-บน จนถึงลักเซอรี่ เข้ามาผสมผสานจนทำให้พฤกษาฯ ไม่ใช่ดีเวลอปเปอร์ที่มีมูลค่าขายเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำที่สุด

แต่ก็พอจะมองเห็นภาพกลุ่มลูกค้าเป้าหมายยังคงเป็นตลาดกลาง-ล่าง ในขณะที่บริษัทมีการปรับกลยุทธ์ 360 องศา หันมาจับตลาดกลาง-บนมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหายอดปฏิเสธสินเชื่อ หรือ Rejection Rate ในระดับสูงของกลุ่มตลาดแมส

“ดร.โสภณ” กล่าวว่า สำหรับตำแหน่งเบอร์ 1 ที่มีมูลค่าโครงการสะสมสูงที่สุดในอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัย ก่อนหน้าปี 2537 อาจกล่าวได้ว่าบริษัทอันดับ 1 มองเห็นชื่อ บจก.เสนานิเวศน์ หรือ บจก.สัมมากร ต่อมามีการเบียดที่ยืนแชมป์กลายเป็น บมจ.บางกอกแลนด์ อาศัยกลยุทธ์การพัฒนาโครงการเป็นเมืองขนาดใหญ่ (Township) ในนามเมืองทองธานี ณ ช่วงปี 2533-2535

และอันดับ 1 ก็เปลี่ยนมือเหมือนสมบัติผลัดกันชม มาเป็นพี่ใหญ่วงการอสังหาฯ ไทย บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่พัฒนาในหลายทำเลพร้อม ๆ กัน จนกระทั่งต่อมาทำเนียบแชมป์เป็นของค่ายพฤกษาฯ ในปัจจุบัน มีโมเดลการพัฒนาแบบแตกทำเลเหมือนกลุ่มแลนด์ฯ แต่สร้างความแตกต่างด้วยการพัฒนาตั้งแต่บนลงล่าง ไม่ได้จำกัดเฉพาะบ้านของผู้มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงเหมือนกลุ่มแลนด์ฯ

“เอพีฯ” โตก้าวกระโดดหลังสถานการณ์โควิด

สำหรับอันดับ 2 ของตารางเป็นของ “บมจ.เอพี ไทยแลนด์” สะสมแล้ว 430 โครงการ หน่วยสะสม 121,126 หน่วย แต่มีมูลค่าสะสมถึง 585,971 ล้านบาท ห่างจากพฤกษาฯ เพียง 8,500 กว่าล้านบาทเท่านั้น ที่ผ่านมา พฤกษาฯ ครองอันดับ 1 มานับสิบปี ยกเว้น 3 ปีช่วงสถานการณ์โควิด (2564-2566) ที่เอพีฯ ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แทนทั้งในแง่จำนวนหน่วยและมูลค่า

ประเมินว่าเป็นเพราะกลุ่มเอพีฯ เปิดกลยุทธ์ร่วมทุน (JV-Joint Venture) กับพันธมิตรยักษ์อสังหาฯ จากประเทศญี่ปุ่น “มิตซูบิชิ เอสเตท” ทำให้มีเงินทุนเข้ามามาก และเน้นการพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาค่อนข้างสูง มีผลให้ราคาขายเฉลี่ย 4.838 ล้านบาท โดยมูลค่าโครงการสะสมของเอพีฯ น้อยกว่ากลุ่มพฤกษาฯ เพียง 1.4%

น่าสนใจว่า AREA ประเมินว่า ณ สิ้นปี 2567 มูลค่าโครงการสะสมในรอบ 29 ปีของกลุ่มเอพีฯ จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในปีนี้

“แสนสิริ-แลนด์ฯ-ศุภาลัย” รากฐานแน่นปึ้ก

อันดับ 3 “บมจ.แสนสิริ” พัฒนาสะสม 410 โครงการ รวม 122,106 หน่วย มูลค่าสะสม 531,192 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยต่อหน่วย 4.350 ล้านบาท เจาะลูกค้าเซ็กเมนต์กลาง-บนขึ้นไป โดยแสนสิริเคยเป็นบริษัทที่มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยในต่างจังหวัดมากที่สุด ต่อมา บมจ.ศุภาลัย เบียดขึ้นแชมป์แทนในปัจจุบัน

โดยไฮไลต์ของแสนสิริอยู่ที่เป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จในเรื่องการสร้างแบรนด์อสังหาฯ ของคนอยากมีบ้าน และเป็นแบรนด์คอนโดฯ รายแรกของวงการที่ผลักดันสถิติห้องชุดรีเซลทะลุตารางเมตรละ 1 ล้านบาทได้สำเร็จ

อันดับ 4 “บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” พี่ใหญ่ของวงการซึ่งเคยยืนแชมป์เมื่อ 20 ปีก่อน ยอดสะสม 347 โครงการ รวม 85,794 หน่วย มูลค่าสะสม 470,419 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยค่อนข้างสูงที่ 5.483 ล้านบาท ถือเป็นบริษัทพัฒนาที่ดินที่มีความมั่นคงมาก สามารถครองแชมป์ในมุมการสร้างผลกำไรสุทธิทั้งเม็ดเงินและมาร์จิ้น (สัดส่วนผลกำไรต่อราคาขาย)

โดยคำอธิบายของผู้บริหารชุดปัจจุบันคือ วันนี้ของกลุ่มแลนด์ฯ ไม่ใช่ Development Compamy แต่เป็น Holding Company มีเงินลงทุนในบริษัทลูกและรับปันผลกำไรก้อนโตทุกปี ที่สำคัญมี “LH Bank-ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” ธุรกิจสถาบันการเงินเป็นของตนเอง

อันดับ 5 “บมจ.ศุภาลัย” สะสม 406 โครงการ รวม 128,739 หน่วย มูลค่าสะสม 434,786 ล้านบาท มีข้อสังเกตเป็นบริษัทที่จับตลาดกำลังซื้อราคาปานกลาง เฉลี่ยหน่วยละ 3.377 ล้านบาทแบบอยู่หมัดอยู่มือ ถือเป็นบริษัทที่มีผลกำไรสุทธิสูงสุดอยู่ในทำเนียบท็อป 2-3 มาโดยตลอด และครองแชมป์เจ้าตลาดภูมิภาคที่ลงทุนเกิน 40 จังหวัดทั่วประเทศ

ล่าสุดเพิ่งประสบความสำเร็จจากการแกรนด์โอเพนนิ่งมิกซ์ยูสระดับลักเซอรี่“ศุภาลัยไอคอน สาทร” มูลค่าโครงการ 20,000 ล้านบาท รวมทั้งประสบความสำเร็จอย่างสูงจากดีลร่วมทุน-JV กับพันธมิตรในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งตอกเสาเข็มพัฒนาโครงการตั้งแต่ปี 2557 พอร์ตลงทุนเก่าเกิน 20,000 ล้านบาท แผนลงทุนในอนาคตมองตัวเลขทะลุแสนล้านบาท

ตร. อสังหา

“SC-QH-อนันดา-LPN-ออริจิ้น” โตไม่หยุด

อันดับ 6 “บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น” หรือ SC สะสม 174 โครงการ รวม 28,424 หน่วย มูลค่าสะสม 246,682 ล้านบาท เป็นเจ้าของสถิติราคาเฉลี่ยต่อหน่วยสูงสุด 8.679 ล้านบาท โฟกัสเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายผู้มีรายได้สูงเป็นสำคัญ ภายใต้การนำของ CEO “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” อ่านคัมภีร์บริหารซุนหวู่ทะลุปรุโปร่ง และประทับใจสุดยอดวิทยายุทธ์ที่บอกว่าแม่ทัพที่ดีจะต้องวางแผนกลยุทธ์โดยต้องชนะตั้งแต่ยังไม่ออกรบ เป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์มุ่งสู่ Prop Tech เต็มรูปแบบ ล่าสุดเพิ่งเปิดตัวเป็นทางการผลิตภัณฑ์ Morning Coin เงินดิจิทัลที่เป็นเครื่องมือการตลาดอสังหาฯ ยุค 5.0

อันดับ 7 “บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์” หรือ QH สะสม 206 โครงการรวม 53,585 หน่วย มูลค่าสะสม 228,138 ล้านบาท เฉลี่ยหน่วยละ 4.257 ล้านบาท เป็นบริษัทในเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จึงไม่จำเป็นต้องอธิบายความสำเร็จมากนัก เพราะคิดละเอียดตั้งแต่การตั้งชื่อแบรนด์ว่าควอลิตี้ เฮ้าส์ ธุรกิจที่สื่อสารว่าชูจุดขายเรื่องคุณภาพเป็นหัวใจสำคัญ เป็นต้นตำรับพื้นที่ส่วนกลางไฮโซ ประตูทางเข้าสองชั้น หรือ Double Security Gate ที่คู่แข่ง-คู่ค้าพากัน C&D-Copy&Develpment ทั่วทั้งวงการ

อันดับ 8 “บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์” สะสม 87 โครงการ รวม 50,636 หน่วย มูลค่าสะสม 224,731 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยหน่วยละ 4.438 ล้านบาท เป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จสูงสุดจากดีลร่วมทุน-JV กับยักษ์อสังหาฯ ญี่ปุ่น “กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง” ที่มีรากฐานเป็นบริษัทร้อยกว่าปี และเป็นพันธมิตรร่วมทุนที่ปักหลักอยู่กับอนันดาฯ แบบรักไม่มีเปลี่ยนแปลงจริงแท้แน่นอน

อันดับ 9 “บมจ.แอล พี เอ็น ดีเวลลอปเม้นท์” หรือ LPN สะสม 164 โครงการ รวม 139,123 หน่วย มูลค่าสะสม 220,876 ล้านบาท เป็นเจ้าของฉายาเจ้าพ่อตลาดคอนโดฯกลาง-ล่าง ราคา 1-3 ล้านบาทมาก่อน มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำสุดในทำเนียบท็อป 10 อยู่ที่ 1.588 ล้านบาท กล่าวได้ว่าเป็นแบรนด์อสังหาฯ ที่เป็นขวัญใจผู้มีรายได้น้อย

ก่อนหน้านี้ LPN เป็นรายแรกที่นำเสนอคอนเซ็ปต์พัฒนาโครงการร้อยไร่ มี 10,000 หน่วยในโครงการเดียว ภายใต้แบรนด์ “ลุมพินี คอนโดทาวน์” เป็นห้องชุดราคาประหยัด 6 แสนบาท ปักหมุดโครงการแรกทำเลรังสิต คลอง 1 หากประสบความสำเร็จจะขยายผลสร้างบ้านรองรับกำลังซื้อผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางให้ครบ 4 มุมเมืองกรุงเทพฯ แต่น่าเสียดายที่ปณิธานการลงทุนถูกหักดิบด้วยยอดปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงิน เคยมียอดขาย 7,000 ห้อง แต่แบงก์ให้สินเชื่อมาโอนเพียง 3,000 ห้อง ปัจจุบันพลิกโมเดลธุรกิจหันมาลงทุนเจาะกำลังซื้อตลาดกลาง-บนมากขึ้น เพราะบรรทัดสุดท้ายธุรกิจต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดขององค์กร

อันดับ 10 “บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” สะสม 164 โครงการ รวม 70,770 หน่วย มูลค่าสะสม 218,129 ล้านบาท เฉลี่ยหน่วยละ 3.082 บาท น่าสังเกตว่าราคาเฉลี่ยหน่วยละ 3 ล้านใกล้เคียงศุภาลัย มีข้อแตกต่างอยู่ที่ศุภาลัยแข็งแกร่งมากในบ้านแนวราบ ส่วนออริจิ้นฯ ได้ดิบได้ดีกับตลาดคอนโดฯ เจาะลูกค้า First Jobber วัยเริ่มต้นทำงาน เป็นบริษัทที่มีอายุก่อตั้งเพียง 15 ปี แต่ประสบความสำเร็จอย่างสูงหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง จนดีเวลอปเปอร์รายกลาง-รายเล็กหลายรายในวงการบ่นอุบอิบว่า รู้งี้… ลงทุนคอนโดฯ ตั้งนานแล้ว

11 บริษัทกินส่วนแบ่งตลาด 40%

ปิดท้ายด้วย “ดร.โสภณ” แถมให้อีก 1 รายชื่อ อันดับ 11“บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค” สะสม 155 โครงการ รวม 46,659 หน่วย มูลค่าสะสม 191,246 ล้านบาท ห่างจากทำเนียบอันดับ 10 อยู่ที่ 26,000 ล้านบาท เวลาคิดถึงบ้านเพอร์เฟคให้คิดถึงโครงการที่มีทะเลสาบขนาดใหญ่เป็นจุดขาย เป็นเจ้าตลาดบนทำเลแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ธุรกิจอีกขาสวมบทเป็นแลนด์ลอร์ด ด้วยการแบ่งขายที่ดิน 500 กว่าไร่ให้ ม.หอการค้าไทยที่วาดพิมพ์เขียวทำแคมปัสหอการค้าฯ 2 จากนั้นก็แบ่งขายที่ดินผืนใหญ่ให้กับเพื่อนดีเวลอปเปอร์ร่วมวงการ สร้างที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ที่เรียกว่าถนนหอการค้าไทย แน่นอนว่าอยู่บนทำเลแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง (เตาปูน-บางใหญ่)

บทสรุป AREA ระบุสถิติทั่วประเทศพัฒนาสะสม 20,565 โครงการ รวม 3,701,689 หน่วย มูลค่าสะสม 9,866,669 ล้านบาท เฉลี่ยหน่วยละ 2.665 ล้านบาท

ขณะที่เป็นสถิติของ 11 บริษัทแรก สะสม 3,327 โครงการ รวม 1,110,507 หน่วย ป้อนบ้านและคอนโดฯ ให้แก่ประชาชน 4 ล้านคน มูลค่าสะสม 3,946,667 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยหน่วยละ 3.554 ล้านบาท มูลค่าสะสมคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 40% เทียบกับภาพรวมทั่วประเทศ แต่อยู่ในกำมือเพียง 11 บริษัทเท่านั้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ท็อป 10+1 อสังหาฯรวยสุดในไทย กินส่วนแบ่งตลาด 40% แตะ 4 ล้านล้านบาท

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...