‘ธรรมรัตน์’ เจน 3 เครือสหพัฒน์ เคลื่อนทัพ ‘ไอ.ซี.ซี.’ สู้กำลังซื้อฝืด
‘ธรรมรัตน์’เจน 3 เครือสหพัฒน์ เคลื่อนทัพ‘ไอ.ซี.ซี.’สู้กำลังซื้อฝืด
ย่างเข้าสู่ทศวรรษที่ 6 แล้ว สำหรับบริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ ICC ผู้ทำการตลาดและจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นและเครื่องสำอางกว่า 100 แบรนด์ อีกหนึ่งธุรกิจในเครือสหพัฒน์ ยักษ์คอนซูเมอร์ของเมืองไทย
ปัจจุบันมี “ธรรมรัตน์ โชควัฒนา” บุตรชายคนโตของ “เจ้าสัวบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” ประธานเครือสหพัฒน์ ทายาทรุ่น 3 ของตระกูล นั่งเป็นแม่ทัพใหญ่ในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหารบริษัท เคลื่อนแผนธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “คนดี สินค้าดี สังคมดี” ที่เครือสหพัฒน์ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ
แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 รายได้ของ ไอ.ซี.ซี.จะลดลงจากที่เคยทำได้ถึง 13,000 ล้านบาทในปี 2562 มาอยู่เฉลี่ยปีละกว่า 7,000-9,000 ล้านบาท ในช่วงระหว่างปี 2563-2565 แต่พลันที่วิกฤตโควิดคลี่คลาย รายได้ก็เริ่มฟื้นสามารถไต่ระดับขึ้นมาแตะ 10,031 ล้านบาทในปี 2566 ที่ผ่านมา
ขณะที่ในปี 2567 เมื่อดูผลประกอบการไตรมาสแรกของปี ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 2,232.79 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 63.68 ล้านบาท ส่วนรายได้จะสามารถกลับไปแตะ 13,000 ล้านบาทเท่ากับก่อนเกิดโควิดได้หรือไม่นั้น
“ธรรมรัตน์” คาดการณ์ในปี 2567 รายได้รวมของบริษัท น่าจะยังไม่ถึง 10,000-13,000 ล้านบาท แต่อัตรากำไรเราดีขึ้น เป็นผลจากการที่ปรับกระบวนการทำงาน การบริหารต้นทุนที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ โดยทิศทางการเดินหน้าธุรกิจของบริษัทในช่วงนี้ ไม่ได้มุ่งเป้าเพื่อดันยอดขายให้ได้มากๆ และยังไม่สามารถบอกได้ว่ารายได้เราจะกลับมาแตะ 10,000 กว่าล้านบาท ภายในปีไหน
“ไตรมาสแรกที่ผ่านมา ก็ยังหืดขึ้นคอ การที่เราจะเร่งโตคงยาก ด้วยภาวะเศรษฐกิจ และกำลังซื้อ การดันยอดขายอย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันปัจจัยลบยังคงมีอยู่ อย่างที่เห็นในทุกวันนี้ ส่วนปัจจัยบวก มองว่าการท่องเที่ยวจะดีขึ้น แต่การค้าขายยังไม่ดี ไม่ได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยวมากนัก ดังนั้นในไตรมาส 2 และตลอดทั้งปี 2567 นี้จึงยังมองไม่เห็นปัจจัยบวกอื่นๆ ที่จะทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจและธุรกิจในปีนี้ให้ดีไปกว่าปี 2566 ผมว่าทรงตัวได้ก็น่าจะเก่งแล้ว” ธรรมรัตน์กล่าว
พร้อมขยายความเพิ่มเติมว่า แต่หากมองทั้งเครือสหพัฒน์ผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้ ยังเติบโตได้อยู่ เนื่องจากสินค้าอุปโภคและบริโภค ยอดขายยังไปได้ดีเนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่ ไอ.ซี.ซี. ซึ่งอยู่ในโหมดธุรกิจประเภทเสื้อผ้าและแฟชั่น ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ถึงจะยังมีความสามารถในการทำกำไรได้ แต่รายได้ต่อไตรมาสเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2566 ลดลงประมาณ 1-2% เนื่องจากกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว และมองว่าจะต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 2 เพราะยังมองไม่เห็นปัจจัยบวก โดยบริษัทจะมองสั้นๆ และประเมินสถานการณ์เป็นรายไตรมาส
“ปัจจุบันกำไรเราดีขึ้น อย่างเช่นจากเดิมขายได้เดือนละ 900 ล้านบาท ยังขาดทุน แต่ปีนี้ขายได้เดือนละ 600 ล้านบาท ยังมีกำไรประมาณ 5% แม้ยอดขายยังไม่กลับมาเท่าปีก่อนโควิด แต่องค์กรมีความแข็งแกร่งในทุกมิติ เกิดจากการที่เราเปลี่ยนการทำงาน เพิ่มความละเอียดในการทำงานมากขึ้น ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ลงได้” ธรรมรัตน์กล่าว
ด้วยทิศทางการเดินหน้าธุรกิจที่ต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ในปัจจุบัน “ธรรมรัตน์” บอกว่าในปีนี้ ไอ.ซี.ซี.คงไม่มีการลงทุนใหญ่ๆ จะเป็นการลงทุนด้านระบบหลังบ้านมากกว่า ในเรื่องของระบบข้อมูล ระบบภายใน โดยเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา เราเพิ่งมีปรับเปลี่ยนองค์กรไปแล้ว ในเรื่องของการทำงาน ให้กระชับมากขึ้น รวมถึงยังไม่มีความจำเป็นต้องขยายกำลังการผลิตสินค้าเพิ่ม เนื่องจากสถานการณ์ตลาดในปัจจุบัน ต้องรอประเมินสถานการณ์ทั้งภาพรวมตลาดและภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับสินค้าแฟชั่น มีการเปลี่ยนเทรนด์บ่อย ทำให้การผลิตสินค้าใหม่ต้องผลิตตามสภาวะตลาดและต้นทุนในเวลานั้นๆ
“การขึ้นค่าแรง 400 บาททั่วประเทศและราคาน้ำมันดีเซล 33 บาทต่อลิตร ส่งผลต่อ ไอ.ซี.ซี.น้อยในเรื่องของค่าแรง แต่ราคาน้ำมันดีเซล จะมีผลต่อการขนส่งสินค้าที่ขายทางอีคอมเมิร์ซ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า ซึ่งเราคงต้องมีการบริหารจัดการเรื่องต้นทุน อะไรที่ขึ้น ก็ปรับตัวด้วยการไปลดราคาตัวอื่นแทน เพื่อให้สินค้าอยู่ในกรอบราคา ถามว่าการทำธุรกิจในปัจจุบันยากหรือไม่ ผมมองว่าบางอย่างก็ง่าย ส่วนจะอยู่ยากหรือไม่นั้น อยู่ที่การปรับตัวมากกว่า” ธรรมรัตน์กล่าว
“ธรรมรัตน์” ย้ำว่า ไอ.ซี.ซี.ผลิตสินค้าเป็นล็อตๆ หากเป็นล็อตใหม่ราคาจะขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด ต้นทุน ความต้องการของลูกค้าในเวลานั้นๆ ดังนั้นแนวโน้มราคาสินค้า จึงมีทั้งขยับขึ้นและขยับลง จะไม่เหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เป็นสินค้าควบคุม เวลามีผลกระทบ จะกระทบเป็นภาพใหญ่ ในช่วงนี้ของแพงก็ขายไม่ได้ ถูกก็ขายไม่ได้ กว่ากำลังซื้อจะฟื้น คงต้องใช้เวลา
“เพื่อช่วยลดค่าครองชีพประชาชน ปลายเดือนมิถุนายนนี้เราจะจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์ ซึ่งจัดขึ้นทุกปี โดยจัดที่ไบเทค บางนา และจะจัดอีกช่วงเดือนธันวาคมที่ศรีราชา ภายในงานนอกจากนำสินค้าในเครือมาลดราคาแล้ว ยังนำสินค้าภายใต้แนวคิด ESG และธุรกิจใหม่ไปโชว์ด้วย ซึ่งแนวคิด ESG เราทำเป็นภาพใหญ่ทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่สินค้า ยังรวมถึงพนักงานด้วย ให้พร้อมรับกับเทรนด์โลก” ธรรมรัตน์กล่าว
“ธรรมรัตน์” กล่าวว่า จากสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพแพง รายได้ประชาชนลดลง ทำให้กำลังซื้อไม่ดี โดยสินค้าของ ไอ.ซี.ซี.เรายังปรับตัวไม่ทัน ขณะเดียวกันจะไปจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ อาจจะยังไม่ถูกใจสินค้าเรา ปัจจุบันกำลังหาช่องทางที่จะเข้าไปเจาะตลาดกลุ่มนี้ เพื่อขยายฐานลูกค้ามากขึ้น พร้อมกับดูว่าแบรนด์ที่มีกว่า 100 แบรนด์ จะมีแบรนด์ไหนที่ทำให้ดูเฟรชชี่ได้บ้าง
“ส่วนใหญ่เราทำตลาดในประเทศเป็นหลัก ส่วนต่างประเทศ เราส่งออกไม่ถึง 10% ในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งจากความไม่สงบในประเทศเมียนมา กระทบต่อการขายค่อนข้างมาก เพราะเมียนมาปิดประเทศ ทำให้ส่งสินค้าได้เท่าที่มีออเดอร์ จึงทำให้ออเดอร์ลดลงไปมาก” ธรรมรัตน์กล่าว
สุดท้าย “ธรรมรัตน์” มีข้อเสนอต่อรัฐบาล ขอให้กำหนดนโยบายที่ชัดเจน ไม่ปรับเปลี่ยนบ่อย เช่น ราคาน้ำมัน ค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อให้ภาคเอกชนมีเวลาปรับตัว ปรับแผนการทำธุรกิจ ขณะที่โครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต ถ้ารัฐบาลผลักดันออกมาได้ น่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อกลุ่มรากหญ้าได้ไม่มากก็น้อย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ธรรมรัตน์’ เจน 3 เครือสหพัฒน์ เคลื่อนทัพ ‘ไอ.ซี.ซี.’ สู้กำลังซื้อฝืด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th