โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

10 วิธีลดเค็ม ทำตามได้ง่ายๆ แถมห่างไกลโรคไตด้วย

Health Addict

อัพเดต 12 มี.ค. 2562 เวลา 10.54 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2562 เวลา 10.34 น. • Health Addict
รู้หรือไม่ สาเหตุการเจ็บป่วยและเสียชีวิตมากที่สุดของคนไทย มาจากพฤติกรรม “กินเค็ม” วันนี้เราจึงมีเทคนิคง่ายๆ ในการลดเค็ม เพื่อสุขภาพที่ดีห่างไกลจากโรค มาให้ลองทำกัน

มีใครเคยรู้บ้าง? ว่าสาเหตุการเจ็บป่วยและเสียชีวิตมากที่สุดของคนไทย มาจากพฤติกรรม “กินเค็ม” ซึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และโรคไต ซึ่งสิ่งที่น่าตกใจก็คือ ทุกๆ ปีมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาล้างไตเพิ่มขึ้นกว่า 20,000 คน และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มากถึง 15% ต่อปี
ในขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดมาตรฐานไว้ว่า ร่างกายคนเราสามารถรับโซเดียมได้ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่า เกลือ 1 ช้อนชา หรือเฉลี่ยไม่เกิน 600 มิลลิกรัมต่อมื้อ 
แต่ปัจจุบันคนไทยบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐานถึง 2 เท่า เฉลี่ยวันละ 4,352 มิลลิกรัม ซึ่งแน่นอนว่านี่จะต้องส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างแน่นอน วันนี้เราเลยมี 10 วิธีง่ายๆ ในการลดปริมาณโซเดียมในแต่ละวันมาให้ทุกคนได้ทำตามกัน 

Photo by Emmy Smith on Unsplash
1. หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป
ถึงอาหารสำเร็จรูปจะช่วยเซฟเวลา แต่เพื่อสุขภาพก็คงต้องพักบ้างไรบ้าง ถ้าไม่อยากเสี่ยงเป็นโรคไตกัน เพราะในอาหารสำเร็จรูปมักจะมีปริมาณโซเดียมสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง โจ๊กซอง อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง ก็มีปริมาณโซเดียมสูงถึง 1,500 มิลลิกรัม แล้ว 
2. ลดละขนมขบเคี้ยว
ในขนมขบเคี้ยวที่เคี้ยวกันกรุบกริบๆ รู้มั๊ยว่าแต่ละซองนี่ก็ผ่านการปรุงรสมามากเช่นกัน ทั้งเกลือหรือผงปรุงรสต่างๆ ที่ทำให้ขนมมีรสชาติอร่อย ยิ่งถ้ากินเข้าไปมากๆ ไตก็คงจะต้องทำงานหนักเลยทีเดียวล่ะ
3. บริโภคน้ำจิ้มแต่น้อย
รู้ไหมว่าเครื่องปรุงประเภทน้ำจิ้ม อย่างเช่น น้ำจิ้มสุกี้ โชยุ น้ำจิ้มซีฟู้ด ซอสมะเขือเทศ ก็มีปริมาณโซเดียมสูงเช่นกัน อย่างน้ำจิ้มสุกี้ 3 ช้อนโต๊ะ นี่มีโซเดียมสูงถึง 2,000 มิลลิกรัมเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นเวลาลวกสันคอหมูสไลด์อย่างเมามันส์ ก็อย่าเพิ่งเอามาจ้วงน้ำจิ้มจนมิดหมูนะ ให้ใช้วิธีแตะน้ำจิ้มน้อยๆ เเค่พอได้รสชาติก็พอ
4. ไม่วางเครื่องปรุงอย่างเกลือ น้ำปลา หรือซีอิ๊ว ไว้บนโต๊ะอาหาร
สำหรับมนุษย์ขี้เกียจเดินก็อาจจะช่วยได้มากเลยทีเดียว เพราะบางคนอาจรู้สึกเคยชินกับการหยิบขวดเครื่องปรุงมาเติมก่อน หรือแม้แต่พฤติกรรมทานไปปรุงไป จนลืมนึกถึงปริมาณโซเดียมที่ร่างกายควรได้รับ 
 
5. สังเกตปริมาณโซเดียมบนฉลาก
ก่อนซื้อควรอ่านฉลากซักนิดว่ามีปริมาณโซเดียมเท่าไหร่ เพื่อให้เราสามารถคำนวณปริมาณโซเดียมที่ตัวเองทานเข้าไปในแต่ละวัน ซึ่งไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม หรือ 1 ช้อนชาต่อวัน
6. เลี่ยงอาหารจานด่วน
เพราะเป็นอาหารที่ทำทีละมากๆ และมีการปรุงรสมากตามไปด้วย อาหารจานด่วนบางชนิดมีโซเดียมสูงเพื่อช่วยในการเก็บรักษา เราจึงควรหลีกเลี่ยงหรือทานปริมาณน้อย
7. หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป 
เช่น ไส้กรอก เบคอน หมูแผ่น หมูหยอง ลูกชิ้น อาหารแปรรูปพวกนี้ผ่านการปรุงรสและมีโซเดียมสูงเพื่อให้สามารถเก็บรักษาได้ยาวนานมากที่สุด 
8. ชิมก่อนปรุง
อย่าเพิ่งเติมเครื่องปรุงจนรสจัดเกินไป ความจริงแล้ว เราควรลดการเติมเกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส ให้เหลือครึ่งเดียวจากปกติที่เคยเติม เมื่อคุ้นกับรสชาติใหม่แล้วก็เริ่มลดปริมาณลงเรื่อยๆ จนกระทั่งปรุงน้อยที่สุดหรือไม่ปรุงเลย
9. ทำอาหารทานเองที่บ้าน
เมื่อทำอาหารทานเองที่บ้าน เราก็จะสามารถกำหนดปริมาณโซเดียมในแต่ละจานได้ แถมยังได้ล้างวัตถุดิบให้สะอาดก่อนนำมาทำอาหารด้วย งานนี้ก็มั่นใจได้ว่าสิ่งที่อยู่ในจานนั้นสะอาดปลอดภัยแน่นอน 
10. เลือกผลิตภัณฑ์อาหารสูตร Low-sodium 
เมื่อคนเริ่มตระหนักถึงปัญหาจากการบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐาน ก็ทำให้เราเริ่มมีตัวเลือกในผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น อย่างเช่น ซีอิ๊ว น้ำปลาสูตร low-sodium ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี 
นอกจากการลดเค็มจะช่วยให้ห่างไกลจากโรคร้ายอย่างโรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคไตแล้ว ยังช่วยให้หุ่นกลับมาดีอีกครั้ง เพราะการบริโภคโซเดียมมากเกินไป เป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้เกิดอาการบวมน้ำ รู้อย่างนี้แล้วใครไม่อยากตัวบวม หน้าบวม ลองลดการกินเค็มดูสิ คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองอย่างชัดเจนเลยล่ะ
 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...