โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จรัญ มะลูลีม : "สันติภาพ-ความขัดแย้ง" บนพื้นที่พิพาทแคชเมียร์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 ก.ย 2562 เวลา 06.32 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2562 เวลา 06.32 น.

แคชเมียร์ความขัดแย้งที่ถูกลืม (1)

สงครามจีน-อินเดียปี 1962

สงครามจีน-อินเดียปี 1962 เป็นสงครามระหว่างจีนกับอินเดีย ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1962

ทั้งนี้ อินเดียยืนกรานว่าดินแดนอักซัย ชิน (Aksai Chin) เป็นส่วนของผืนแผ่นดินแคชเมียร์ ซึ่งอินเดียปกครองอยู่ในขณะที่จีนยืนยันเช่นเดียวกันว่าอักซัย ชิน เป็นส่วนหนึ่งของซินเจียง (Xinjiang) สงครามแย่งชิงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นในวันที่ 20 ตุลาคม – 21 พฤศจิกายน ปี 1962

พื้นที่ที่เป็นสนามรบอยู่ที่อักซัย ชิน และนอร์ทอีสต์ ฟรอนเทียร์

ผลของสงครามจีนได้รับชัยชนะดินแดนอักซัย ชิน ตกมาอยู่ภายใต้การควบคุมของจีน

 

สงครามอินเดีย-ปากีสถาน ปี 1965

สงครามปี 1965 ระหว่างอินเดีย-ปากีสถานเกิดขึ้นเมื่อปากีสถานเริ่มปฏิบัติการเหนือเส้นหยุดยิงในดินแดนแคชเมียร์ที่อินเดียยึดครองอยู่อย่างลับๆ

สงครามยุติลงโดยสหประชาชาติเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยและมีการประกาศหยุดยิง ผลที่ตามมาจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่เคยมีอยู่แต่เดิมแต่อย่างใด

จากมุมมองการระหว่างประเทศ สงครามครั้งนี้ถูกมองในบริบทของสงครามเย็นครั้งใหญ่ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในอนุทวีป

 

สงครามอินเดีย-ปากีสถานปี 1971

เป็นสงครามที่มีการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงระหว่างอินเดียกับปากีสถานในช่วงสงครามการปลดปล่อยบังกลาเทศในปี 1971

ผลของสงคราม ปากีสถานประสบความพ่ายแพ้ ทหารปากีสถานยอมแพ้ในปากีสถานตะวันออกหรือบังกลาเทศในปัจจุบัน

มีการลงนามข้อตกลงสิมลา (Simla Agreement) ระหว่างสองประเทศ

 

ข้อตกลงสิมลา

ข้อตกลงสิมลาระหว่างอินเดีย-ปากีสถานมีขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ปี 1972 ทั้งนี้ ในข้อตกลงดังกล่าวได้มีการนิยามถึงเส้นควบคุมที่แยกระหว่างอินเดียกับปากีสถานในรัฐจัมมูและแคชเมียร์ตามพื้นฐานสองต่อหนึ่ง

เส้นควบคุมกลายเป็นเส้นทางที่มีแนวโน้มไปสู่ความรุนแรงตามแนวชายแดนที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

และพบว่ามีการใช้อาวุธต่างๆ ตอบโต้กันอยู่เนืองๆ ระหว่างกองทหารอินเดียกับกลุ่มนักต่อสู้กลุ่มต่างๆ ที่อยู่ในแคชเมียร์

 

สงครามการ์กิลในปี 1999

ตอนกลางของปี 1999 นักต่อสู้และทหารปากีสถานจากดินแดนแคชเมียร์ของปากีสถานได้แทรกซึมเข้าสู่รัฐจัมมูและแคชเมียร์

โดยในช่วงแรกผู้รุกเข้ามาสามารถรุกคืบไปได้ไกลอันเนื่องมาจากอากาศที่หนาวเย็นอย่างรุนแรงและเข้าครอบครองภูเขาที่ไม่มีผู้คนจากเทือกเขาการ์กิลเอาไว้ได้

กองทหารปากีสถานและนักต่อสู้ที่รวมตัวกันต้องการจะตัดขาดเส้นทางเดียวที่มีอยู่ระหว่างหุบเขาแคชเมียร์กับรัฐลาดักห์ด้วยการปิดเส้นทางที่เป็นถนนหลวง

ผลที่ตามมาก็คือความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างทหารอินเดียและทหารปากีสถาน ในท้ายที่สุดอินเดียได้ดินแดนการ์กิลคืนมาโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ใดๆ หลังสงคราม

 

กลุ้มก้อนของนักต่อสู้

การต่อต้านการบริหารของอินเดีย การเลือกตั้งในรัฐที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการเข้ามาครอบครองดินแดนของทหารอินเดียทำให้เกิดการรวมกลุ่มของนักต่อสู้ในแคชเมียร์ที่ลุกขึ้นสู้กับฝ่ายบริหารของอินเดีย

มีการจัดตั้งกลุ่มนักต่อสู้มุญาฮิดีน (Mujahideen) หรือนักรบศาสนาขึ้นมา

ต่อสู้กับกองทหารของอินเดียยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปัจจุบัน

กลุ่มเหล่านี้ก็ได้แก่

กลุ่มฮิซบุลมุญาฮิดีน (Hizbul Mujahideen) ลัชการี ฎอยยิบะฮ์ (Lashkar-e-Toyeba) และกลุ่มปลดปล่อยจัมมูและแคชเมียร์ (Jammu and Kashmir Liberation Front)

อันเป็นกลุ่มที่เน้นความเป็นอาณาจักรนิยม (Secular) ผสมกับชาตินิยม (Nationalist)

 

การประชุมฮุรรียาตของทุกพรรคการเมือง

การประชุมฮุรรียาตของทุกพรรคการเมือง (All Parties Hurriyat Conference) หรือ APHC

เป็นการประชุมของพรรคการเมือง 26 พรรค ซึ่งเป็นพันธมิตรร่วมในวันที่ 9 มีนาคม ปี 1993

อันเป็นการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันของพรรคการเมืองเพื่อนำไปสู่การต่อสู้เพื่อเอกราชของแคชเมียร์

 

กระบวนการสันติภาพ

หนึ่งในข้อเสนอว่าด้วยสันติภาพในเดือนกรกฎาคม ปี 2000 เป็นการปูทางไปสู่กรอบการประนีประนอมของทั้งสองฝ่าย

กองกำลังขนาดใหญ่ของฮิซบุล มุญาฮิดีน ประกาศการหยุดยิงแต่ฝ่ายเดียว หลังจากมีการเจรจาอย่างลับๆ กับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของอินเดีย

ข้อเรียกร้องของฝ่ายนักต่อสู้แคชเมียร์ การประกาศให้แคชเมียร์เป็นดินแดนแห่งความขัดแย้งและการเจรจาสามฝ่ายเกิดขึ้นทันที อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับผลตอบรับจากอินเดีย

ในปี 2003 การหยุดยิงตามเส้นการควบคุมถูกประกาศอีกครั้ง ซึ่งนำไปสู่การเจรจาระหว่างอินเดียกับรัฐบาลปากีสถาน ซึ่งเริ่มต้นในปี 2004

ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นนำไปสู่การค้าขายชายแดนและการเคลื่อนไหวของผู้คนตามชายแดนของสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเจรจาต้องมาหยุดชะงักในปี 2008 เมื่อเมืองมุมไบ (Mumbai) ถูกโจมตี ซึ่งปากีสถานยอมรับว่าเป็นผู้เริ่มโจมตีก่อนและเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนที่มาจากปากีสถาน การกระทำดังกล่าวนำไปสู่ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มการเจรจาที่เป็นไปในทางบวกเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ปี 2012 เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีมาน โมฮันซิง (Manmohan Sing) และประธานาธิบดีอซีฟ อะลี ซาร์ดารี (Asif Ali Zardari) จัดการเจรจาระดับสูงขึ้นในรอบ 7 ปี

 

2016 ปีแห่งความไม่สงบ

มีการประท้วงจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากบุรฮาน วานี (Burhan Wami) นักต่อสู้ของปากีสถานถูกสังหารโดยทหารอินเดีย

การประท้วงเพื่อต่อต้านอินเดีย รวมทั้งความรุนแรงที่มาจากการรวมตัวของฝูงชน การขว้างปาก้อนหิน การประท้วงโดยทั่วไปและการโจมตีของกลุ่มก้อน นักต่อสู้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ตำรวจและทหารของอินเดียใช้กำลังทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นกระสุนยาง แก๊สน้ำตา รวมทั้งปืนไรเฟิล

นำไปสู่การเสียชีวิตของพลเรือนมากกว่า 85 คน โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 13,000 คน

 

พลวัตของความขัดแย้ง

ประเด็นความขัดแย้งแคชเมียร์ย้อนกลับไปตั้งแต่มีการแยกอินเดียออกเป็นอินเดีย-ปากีสถานในปี 1947 เป็นความขัดแย้งทางดินแดนระหว่างสองประเทศ โดยหนึ่งในสามของดินแดนของรัฐจัมมูและแคชเมียร์เดิมในเวลานี้อยู่กับปากีสถานและสองในสามอยู่กับอินเดีย

อินเดียอ้างดินแดนทั้งหมดที่เป็นรัฐมหาราชาจัมมูและแคชเมียร์ว่าเป็นของตนตามข้อตกลงการรวมรัฐแห่งปี 1947

ส่วนปากีสถานอ้างดินแดนแคชเมียร์ อันเนื่องมาจากคนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ในขณะที่จีนอ้างดินแดนแห่งหุบเขาชัคซัน (Shaksans Valley) และอักซัย ชิน

ตามหลักการของการแยกประเทศ ตามพระราชบัญญัติการเป็นเอกราชของอินเดียแห่งปี 1947 รัฐมหาราชาแคชเมียร์มีอิสระที่จะเข้าร่วมกับอินเดีย หรือปากีสถานก็ได้

แม้ว่าในเบื้องต้นมหาราชา ฮารี ซิง (Hari Singh) ซึ่งเป็นชาวฮินดู ต้องการให้แคชเมียร์เป็นรัฐเอกราชแต่ในที่สุดมหาราชาก็นำเอาแคชเมียร์รวมกับอินเดียเพื่อจะได้รับการช่วยเหลือทางทหารจากอินเดียและสัญญาที่ว่าจะให้มีการลงประชามติ

ในท้ายที่สุดอินเดียปฏิเสธการลงประชามติและไม่ต้องการให้มีการโต้อภิปรายระหว่างประเทศในเรื่องนี้

อิสลามมีบทบาทสำคัญอยู่ในความขัดแย้งนี้เช่นกันเมื่อปากีสถานอ้างว่าในรัฐจัมมูและแคชเมียร์คนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม

ในท้ายที่สุดการต่อสู้โดยกลุ่มนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชาวแคชเมียร์จะคงอยู่ต่อไป ตราบใดที่รากเหง้าของความขัดแย้งยังไม่อาจแก้ไขได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...