โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตะวันตก-ตะวันออก/มิตรสหายเล่มหนึ่ง นิ้วกลม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 มิ.ย. 2564 เวลา 02.40 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 02.40 น.

มิตรสหายเล่มหนึ่ง

นิ้วกลม

roundfinger@roundfinger.page

 

ตะวันตก-ตะวันออก

 

คุณสังเกตเห็นอะไรมากกว่ากัน?

วัว หรือ พื้นหลัง?

คำตอบอาจขึ้นอยู่กับว่าคุณเติบโตขึ้นมาในส่วนใดของโลก ตะวันตกหรือตะวันออก

นี่อาจเป็นข้อพิสูจน์ว่าเรามองโลกคนละแบบ และเห็นโลกใบเดียวกันแตกต่างกันไปทั้งที่มองไปในทิศทางเดียวกัน มุมเดียวกัน ก็ยังมองคนละสิ่ง ให้ความสำคัญคนละอย่าง

หนังสือ The Geography of Thought โดยริชาร์ด นิสเบตต์ พูดถึงงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าวิธีคิดของเราได้รับอิทธิพลและหล่อหลอมจากวัฒนธรรม

ภาพวัวที่เห็นอยู่นี้ถูกใช้ทดลองตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตามนุษย์ ซึ่งพบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองชาวเอเชียตะวันออกจะมอง ‘พื้นหลัง’ นานกว่า ส่วนชาวตะวันตกจะมอง ‘วัตถุด้านหน้า’ นานกว่า

บทความของชารอน เบกลีย์ ในนิตยสารนิวส์วีกเกี่ยวกับการวิจัยทางประสาทวิทยาระบุผลกระทบที่วัฒนธรรมมีต่อผู้คนไว้ว่า “เมื่อได้ดูภาพความยุ่งเหยิงวุ่นวาย คนอเมริกันเชื้อสายเอเชียจะใช้งานสมองคนละส่วนกับคนอเมริกันที่ไม่มีเชื้อสายเอเชีย

กลุ่มที่มีเชื้อสายเอเชียใช้งานสมองส่วนประมวลผลแบบองค์รวม (ภาพ+พื้นหลัง) มากกว่า ขณะที่กลุ่มไม่มีเชื้อสายเอเชียจะใช้สมองส่วนที่จดจำและแยกแยะวัตถุมากกว่า

ประเด็นอยู่ที่สภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดู ไม่ใช่ชาติพันธุ์

วัฒนธรรมเอเชียให้ความสำคัญกับการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มจึงเรียนรู้ที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งรอบตัวมากกว่า ขณะที่สังคมตะวันตกเน้นที่ปัจเจกบุคคลจึงสนใจวัตถุที่เป็นจุดสนใจมากกว่า

เป็นไปได้ว่า เมื่อเทียบกันแล้ว พวกเรา (ชาวเอเชีย) อาจใช้เวลามอง ‘วัว’ น้อยกว่าเพื่อนชาวอเมริกัน แล้วแบ่งเวลาไปมองพื้นหลัง

ซึ่งที่จริงผมยังสนใจมากขึ้นไปอีกว่า วัยรุ่นกับคุณปู่คุณย่าของพวกเขาใช้เวลามอง ‘วัว’ ต่างกันไหม

ความแตกต่างระหว่างตะวันตก-ตะวันออกเป็นเรื่องมองเห็นชัดเจนและช่วยกระตุกเรื่องอคติที่ยึดมั่นในแว่นของตัวเองได้ดี

อาจารย์นพพร สุวรรณพานิช ก็เคยเขียนไว้เป็นเล่มในหนังสือ ‘ตะวันตก-ตะวันออก’ ซึ่งมีบทหนึ่งอธิบายความต่างระหว่างญี่ปุ่นกับโลกตะวันตกอย่างสนุกสนาน

โดยเล่าว่า จริยธรรมแบบญี่ปุ่นคือการศึกษาอัตวิสัยร่วมกันและระหว่างกัน คือให้ความสำคัญกับ ‘ความสัมพันธ์’ และการอยู่ร่วมเป็นชุมชน

ขณะที่ในตะวันตกการศึกษาจริยธรรมเป็นการศึกษาที่ปัจเจกหรือการตัดสินใจส่วนตัว ดี-ชั่วจบที่ตัวเรา

มุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ แม้ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางความคิดจากจีนไปไม่น้อย แต่ญี่ปุ่นก็ไม่มีนักคิด เช่น เหลาจื่อ ขงจื่อ เม่งจื่อ หรืออีกหลายจื่อ

ไม่มีปราชญ์อย่างโสกราติส เพลโต อริสโตเติล หรือนักคิดดังๆ ของฝรั่งซึ่งมีมาโดยตลอด

อาจารย์นพพรอธิบายว่า เพราะญี่ปุ่นมองทุกอย่างตามความเป็นจริง มองอย่างราบรื่น

ผมอ่านแล้วคิดตาม เป็นไปได้ไหมว่าด้วยภูมิประเทศที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่ประสบภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวและสึนามิอยู่เนืองๆ ทำให้ชนชาตินี้ยอมรับสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติและวิพากษ์วิจารณ์น้อยกว่าสังคมผลิตนักคิดทั้งหลาย

ส่วนเรื่องการให้ความสำคัญกับชุมชนมากกว่าตนเองนั้นเป็นสิ่งโดดเด่นของญี่ปุ่นที่ทุกคนทราบกันดี ปัจเจกชนมีความรับผิดชอบต่อสวรรค์และชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างดีให้ลุล่วงตามที่ได้รับมอบหมาย

หนังสือเกี่ยวกับญี่ปุ่นมากมายหลายเล่มอธิบายว่าคนญี่ปุ่นคิดถึงสังคมก่อนตัวเอง เราจึงเห็นท่าทีสุภาพอ่อนน้อม ยิ้มแย้ม พูดจาดี รวมถึงการให้บริการอันน่าประทับใจจากชาวญี่ปุ่นเป็นเรื่องปกติ

มีคำสำคัญสองคำในภาษญี่ปุ่น ได้แก่ ‘กิริ’ คือคุณธรรมในการปฎิบัติหน้าที่อย่างรับผิดชอบให้ลุล่วง ส่วน ‘นินโจ’ คืออารมณ์ส่วนตัว กิริและนินโจมักขัดแย้งกันอยู่เนืองๆ เช่น ถ้าต้องเลือกระหว่างชาติกับครอบครัวจะเลือกอะไร ถ้าต้องเลือกระหว่างคนรักกับการทรยศเจ้านายจะเลือกอะไร

‘กิริ’ จึงเป็นพลังทางสังคมที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม

ซามูไรจึงสามารถคว้านท้องตัวเองทำฮาราคีรีเมื่อกระทำผิดหรือทำกิจไม่สำเร็จก็เพราะปฏิบัติตามจริยธรรมเช่นนี้ หรือกองบินกามิกาเซ่ที่พุ่งเข้าชนเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามในสงครามโลกครั้งที่สองก็นับเอา ‘กิริ’ ใหญ่กว่า ‘นินโจ’ ของตัวเองเช่นกัน

บางคนจึงอธิบายว่าเมื่อนักเรียนญี่ปุ่นสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยที่วาดฝันแล้วฆ่าตัวตาย หรือพนักงานผิดหวังเรื่องงานแล้วฆ่าตัวตายก็เพราะให้คุณค่ากับการปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงแล้วทำไม่สำเร็จ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง

 

เรื่องมุมมองที่ให้ความสำคัญกับ ‘พื้นหลัง’ มากกว่า ‘วัตถุ’ หรือ ‘บุคคล’ ในภาพก็สามารถนำมาอธิบายภาพวาดจีนโบราณซึ่งแตกต่างไปจากภาพวาดฝั่งตะวันตกราวกับมาจากคนละดาว

เพราะภาพจีนนั้นให้ความสำคัญกับทิวทัศน์อย่างมาก ภูเขา ต้นไม้ สายธาร ท้องฟ้า ถ้าจะมีมนุษย์ก็เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ของภาพเท่านั้น

ขณะที่ชาวตะวันตกนิยมวาดภาพเหมือนของบุคคลสำคัญต่างๆ มากมายเต็มไปหมด ไม่ใช่แค่รูปภาพ แต่ยังมีรูปปั้นรูปแกะสลักอีกเพียบ

อาจารย์นพพร สุวรรณพานิช เล่าว่า ศิลปินจีนแท้ไม่สนใจแสงและเงา หากภาพมีเงาจะเห็นว่าไม่งามและอาจนำเคราะห์ร้ายมาให้ผู้วาด

จีนจึงให้ความสำคัญกับสัดส่วนมาแทนแสงเงา แถมยังนิยมสีสันที่จัดจ้าน

จนจอห์น รัสกิน ปราชญ์และนักวิพากษ์ศิลปะชาวอังกฤษเคยวิจารณ์ว่าศิลปะจีนนั้นคลั่งสีเกินเหตุ ทำให้เกือบวิปลาส บูดเบี้ยวผิดธรรมดา เพราะฝรั่งไม่ใช้สีแบบนี้

นี่ก็คือแว่นตาที่ต่างกัน

เมื่อสวมแว่นจากฝั่งหนึ่งมองอีกฝั่งย่อมเห็นว่าไม่งาม

ซึ่งเป็นไปได้ว่า-ไม่ดีและไม่จริงด้วย

ในช่วงศตวรรษที่ 19 ยุโรปเห็นว่าสถาปัตยกรรมจีนไม่มีอะไรน่าสนใจ แม้มีวัดเยอะแต่ก็หน้าตาคล้ายบ้านไปหมด ไม่มีความสง่างามแบบโบสถ์ฝรั่ง

ที่คนจีนไม่สร้างอะไรอลังการนักเพราะขุนนางจีนไม่ได้สืบทอดตำแหน่งให้ลูกหลานแบบฝรั่ง จีนจึงไม่สนใจสถาปัตยกรรมอลังการที่อยู่ไปชั่วฟ้าดินสลาย

นอกจากนั้น จีนก็ยังมีความปลอดภัยในทรัพย์สินมากกว่าในยุโรป จึงไม่สร้างปราสาทหินแข็งแกร่งแบบยุโรปในยุคกลาง

ในทางตรงกันข้าม จีนมีงานฝีมือที่ละเอียดลออ มีด กรรไกร ขวาน เลยไปถึงสินค้าขึ้นชื่ออย่างผ้าไหมแพร ผ้ายกดอก ผ้าแพร รวมถึงลายปักที่ยากจะหาใครเทียบเทียม

ยังมิต้องนับงานแกะสลักทั้งหลาย ทั้งงาช้าง มุก กระดองเต่า หยก และไม้แกะสลัก ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวตะวันตกได้มาก

ซึ่งจะว่าไป ความสนใจสถาปนาสิ่งก่อสร้างให้ใหญ่โต สูงเสียดฟ้า และคงอยู่ชั่วนิรันดร์ก็อาจเป็นเรื่องเดียวกับที่คนตะวันตกสนใจ ‘วัว’ มากกว่าพื้นหลัง ส่วนคนตะวันออกสนใจ ‘พื้นหลัง’ มากกว่าวัวด้วยก็เป็นได้

เมื่อตะวันตกต้องการสร้างวัตถุขนาดใหญ่ให้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาเพื่อเป็นจุดสนใจ เน้นไปที่ความคิดแบบแยกวัตถุจากพื้นหลังและส่วนอื่นๆ โดยรอบดังเช่นโบสถ์กอธิกที่สูงชะลูดสู่สวรรค์ซึ่งสะท้อนความคิดแบบเอกเทวนิยม (พระเจ้าองค์เดียว)

ขณะที่ตะวันออกมองสรรพสิ่งในเชิงหมุนเวียนและเป็นเหตุปัจจัยต่อเนื่องกันจึงไม่เน้นสร้างสถาปัตยกรรมที่สูงเด่นเป็นสง่า แถมยังให้คุณค่ากับความงามของการเสื่อมสลาย

ดังเช่นที่เห็นได้เวลาวัสดุธรรมชาติเก่าหมองไปตามกาล ที่ญี่ปุ่นเรียกขานความงามเช่นนี้ว่า ‘วะบิ ซะบิ’

หากสวมแว่นตะวันตกมาดูตะวันออกก็อาจมองว่าไม่งาม

หากสวมแว่นตะวันออกไปดูตะวันตกก็อาจมองว่าแปลกประหลาดได้เช่นกัน

ทว่าในโลกที่เชื่อมต่อกันรวดเร็วอย่างทุกวันนี้ สองฟากฝั่งที่เคยต่างกันราวคนละดาวก็อาจเขยิบเข้ามาใกล้และเข้าใจกันมากขึ้นกว่าเดิม

กระนั้น ผลวิจัยจากดวงตาและสมองตอนมองภาพวัวกับพื้นหลังก็ยังยืนยันว่าเรามองโลกคนละแบบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...