โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิด 4 ปัจจัยบวกที่ต้องรู้ แรงผลักดันสำคัญหุ้นกลุ่ม “ธนาคาร”

Wealthy Thai

อัพเดต 08 ส.ค. 2566 เวลา 22.57 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2564 เวลา 08.56 น. • This’s Alano

หุ้นกลุ่มธนาคารกลับมาอยู่ในความน่าสนใจของนักลงทุนกันอีกครั้ง และถือว่าเป็นแรงผลักดันตลาดฯอีกด้วย ภายใต้ความน่าสนใจนั้น จะมีปัจจัยบวกอะไรซ่อนอยู่ วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai ได้รวบรวมมาฝากนักลงทุนแล้ว ที่จะจบและครบในบทความนี้เลย

ธนาคารไทยอาจได้รับความสนใจจากต่างชาติ

โดยปัจจัยบวกประเด็นแรก ภายใต้การเปิดเผยของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์ COVID ในประเทศดีขึ้นต่อเนื่อง และไม่มีธุรกรรมในการปล่อยกู้ให้กับ China Evergrande ส่งผลให้หุ้นธนาคารของไทยอาจได้รับความสนใจมากขึ้นจากนักลงทุนต่างชาติ

รับผลดีหลังตลท.ปรับเกณฑ์คำนวณดัชนี

ถัดมาปัจจัยที่สอง นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด เปิดเผยว่าประเด็นที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อยู่ในช่วงทบทวนวิธีคัดเลือกหุ้นเข้ามาใน Tradable Index อาทิ ดัชนี SET 50 , SET 100 เป็นต้น เพื่อให้ดัชนีสะท้อนถึงการลงทุนในหลักทรัพย์ได้อย่างเหมาะสมลดความผันผวนจากหุ้นสภาพคล่องต่ำ และสอดคล้องกับหลักสากล คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้เร็วสุดในรอบ ธ.ค. 64
เบื้องต้นทางตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแนวคิดเพิ่มเกณฑ์ในการพิจารณา 2 ข้อ คือ 1.ชิงปริมาณ (Quantitative) ปรับใช้วิธี Free Float Adjusted Market Cap. เพื่อให้น้ำหนักของหุ้นในดัชนีสะท้อนความสามารถในการลงทุนได้ เหมาะสม 2.เชิงคุณภาพ (Qualitative) ไม่นำช่วงเดือนที่หุ้นนั้นๆ ติด Cash Balance หรือ Turnover List มาคำนวณในเกณฑ์สภาพคล่อง เพื่อสะท้อนมูลค่าซื้อขายตามปกติได้ดี
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยฯ จึงทำการวิเคราะห์ว่าจะมีผลดีผลเสียต่อหุ้นอย่างไรบ้าง เริ่มจากดูการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักในกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) ต่างๆ อิงตามวิธี Free Float Adjusted Market Cap พบว่า มีการลดหรือ เพิ่มน้ำหนักดัชนีราว 11% โดยเรียงลำดับกลุ่มที่ถูกเพิ่มน้ำหนักมากสุดไปถึงลดน้ำหนักมากสุด คือ กลุ่ม BANK ถูกเพิ่มน้ำหนัก 5.6% จาก 9.3% ไปเป็น 14.8% ตามมาด้วย CONMAT เพิ่มขึ้น 1.5%, PROP เพิ่มขึ้น 1.4% ฯลฯ
จากนั้นทำการคำนวณหาหุ้นที่มีโอกาสถูกเพิ่มหรือลดน้ำหนัก โดยนักลงทุนสามารถ สังเกตุง่ายๆ คือ หุ้นที่ถูกเพิ่มน้ำหนักในเบื้องต้น คือ หุ้นที่มีขนาดที่มี Free Float สูง เกินค่าเฉลี่ย 46.3% ในทางกลับกันถ้าน้อยกว่าจะถูกลดน้ำหนักลง โดยฝ่ายวิจัยฯ คัดหุ้นที่จะถูกเพิ่มน้ำหนักมากสุด อาทิ BBL มีโอกาสถูกเพิ่มน้ำหนักจาก 1.3% เป็น 2.7% ทำให้มีโอกาสเห็นกองทุนที่ลงทุนอิงกับดัชนี เพิ่มน้ำหนักหุ้นดังกล่าวอีกราว 109% ส่วน SCB เป็น 3.4%เดิม 2.1%ให้มีโอกาสเห็นกองทุนที่ลงทุนอิงกับดัชนี เพิ่มน้ำหนักหุ้นดังกล่าวอีกราว 62%

ขยายเพดานหนี้สาธารณะ

ถัดมาประเด็นบวกที่สาม ภายใต้การประเมินของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด เช่นกัน โดยมีใจความว่า การปรับสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เป็นไม่เกิน 70% จากเดิมกำหนดไม่เกิน 60% ของภาครัฐนั้น ช่วยรัฐเดินหน้ามาตรการเศรษฐกิจ และ Bond Yield ขยับขึ้น มีผลกระทบสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่
1.ช่วยให้ภาครัฐมีช่องทางการกู้เงินเพิ่มขึ้น: อิงจากผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่ระบุว่าจะช่วยให้รัฐมีช่องทางการกู้เงินเพิ่มอีก 2 ล้านล้านบาท รวมเป็น 2.38 ล้านล้าน ล่าสุด เริ่มมีความคืบหน้า หลังที่ประชุม ครม. อนุมัติมาตรการเศรษฐกิจวงเงินรวม 1.7 แสนล้านบาท (1.6% ของ GDP) เช่น ลดภาระค่าครองชีพ (ลดเงินสมทบผู้ประกันตน, ลดค่าไฟฟ้า-ประปา, สนับสนุนค่าใช้จ่ายในครัวเรือน) และส่งเสริมการท่องเที่ยว (เราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 และทัวร์เที่ยวไทย)
อย่างไรก็ตาม เป็นที่สังเกตว่ามาตรการข้างต้นเน้นไปที่การเยียวยาประชาชน และประคองเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาชัดเจนนัก จึงคาดว่าในระยะต่อไป รัฐจะมีแนวโน้มออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก เช่น กระตุ้นการบริโภค (เช่นช้อปดีมีคืน ฯลฯ) และกระตุ้นการลงทุน (ผลักดันโครงการลงทุนใหม่ๆ)
2.Bond Yield ไทยมีแนวโน้มขยับขึ้น: นักลงทุนต่างชาติขายตราสารหนี้ไทยในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะระยะสั้น (ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ระยะสั้นขาย 5,547 ล้านบาท และระยะยาวขาย 2,000 ล้านบาท) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวล QE Tapering ของ Fed และการปรับเพดานหนี้สาธารณะ เนื่องจากการปรับเพดานหนี้สาธารณะกระตุ้นการคาดการณ์ว่าจะมีออกตราสารหนี้เพื่อระดมเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น นักลงทุนจึงขายตราสารหนี้ออกมาก่อน เพื่อรอดูการออกตราสารหนี้ชุดใหม่ โดยรวมประเด็นข้างต้นส่งผลให้ Bond Yield ไทยมีแนวโน้มขยับขึ้น ซึ่งจะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มประกัน-ธนาคาร เช่น BLA, KBANK

มูลค่าหุ้นที่ยังถูก ปันผลสูง

และสุดท้ายประเด็นบวกที่สี่ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ยังคงมุมมองบวกต่อกลุ่มธุรกิจธนาคาร จากมูลค่าหุ้นที่ยังถูกและเป็นผู้รับผลประโยชน์หลักจากการกลับมาเปิดธุรกิจอีกครั้ง รวมถึงผลตอบแทนจากเงินปันผลที่คาดว่าจะสูง โดยหุ้นเด่นยังคงเป็น BBL และ TISCO
ขณะที่ได้จัดประชุมออนไลน์กับรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) โดยมีผู้จัดการกองทุนกว่า 30 ราย เข้าร่วมในหัวข้อเกี่ยวกับสินเชื่อและแนวโน้มหนี้เสีย (NPL) โดย NPL ทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 7.2% เป็น 7.4% ในไตรมาส 2/2564 หลังการระบาดของโควิด-19
โดยได้รับแรงหนุนจากสินเชื่อทุกประเภท รวมถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเช่าซี้อรถยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคล โดยทาง NCB มองว่าความต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังดีอยู่ ขณะที่ความต้องการบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลส่วนใหญ่มีไว้เพื่อบริหารสภาพคล่องของเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กบางราย ซึ่งลูกค้า Gen Y (24-41 ปี) มีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีนัก โดยมีจำนวน NPL สูงกว่าคนรุ่นอื่นๆ ขณะที่ NCB คาดว่า NPL จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นถึงระดับ 8% หรือสูงกว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า หลังการปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคาร โดยรวมแล้วสอดคล้องกับการคาดการณ์ของเรา
NCB แสดงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ของสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มลูกค้า Gen Y ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลบที่จะก่อหนี้เสีย ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นอีกหนึ่งความกังวลของ NCB เนื่องจากวงเงินสินเชื่อที่สูงและความยากลำบากในการปรับโครงสร้างหนี้เมื่อเทียบกับสินเชื่อเช่าซี้อรถยนต์ ส่วนสินเชื่อที่ดูเหมือนว่าจะน่ากังวลน้อยที่สุดสำหรับ NCB คือบัตรเครดิตจากการควบคุมเครดิตของธนาคารและโปรไฟล์ลูกค้าที่ดี
โดยสรุปแล้ว มีมุมมองเป็นกลางต่อการประชุม เนื่องจาก NPL มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่องสอดคล้องกับการคาดการณ์ของเรา

ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ประเด็นเพิ่มเติมจากการพูดคุยการยกระดับเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% เป็น 70% โดย 1.เพดานหนี้ไม่สำคัญเท่ากับความเสี่ยงจากหนี้ ประเด็นที่สำคัญคือ จุดจบของเส้นทางหนี้สาธารณะไทย เพดานหนี้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการเพิ่มความเชื่อมั่นต่อรัฐ ซึ่งสำคัญมากสำหรับประเทศขนาดเล็ก และช่วยเป็นเกณฑ์ราคาสินทรัพย์ในประเทศ (เช่น อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ)
2.ดังนั้นระดับหนี้ที่ยั่งยืนจึงมีประโยชน์จากสูตร “ยอดเงินคงเหลือ = (ดอกเบี้ยจริง – GDP) x หนี้สาธารณะ/GDP” หรือ “pb = (r-g) x pd” หากยอดเงินคงเหลือเป็นศูนย์ หนี้สาธารณะจะยั่งยืน หากการเติบโตของ GDP สูงกว่าอัตราดอกเบี้ย การขาดดุลเกิดขึ้นได้ แต่ต้องไม่เกินช่องว่างระหว่าง (r-g) x pd
ความสัมพันธ์นี้ยังพิสูจน์ได้จากสถิติในอดีตของประเทศไทยที่ขาดดุลระหว่างปี 2014-2019 1.8%/GDP ถึง 2.6%/GDP แต่ GDP ขยายตัว (เฉลี่ยรายไตรมาสที่ 4.6% สำหรับปี 2014-2019) ในอัตราที่แข็งแกร่งกว่าเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (1.6%) และพันธบัตรอายุ 10 ปี (2.6%) ส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ทรงตัวที่หลัก 40%
3.สิ่งสำคัญที่ต้องจับตามองไม่ได้อยู่ที่เพดานหนี้มากนัก แต่คือประสิทธิภาพของมาตรการกระตุ้นต่อการเติบโตของ GDP เราคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำในในระยะข้างหน้านี้ เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เปราะบาง ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรโดยรวมจะอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน ส่งผลให้ประเด็นมาอยู่ที่การเติบโตของ GDP ว่าจะสามารถฟื้นตัวเหนือระดับอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่
เราควรสนใจว่า เพดานหนี้ที่ยังเหลือจะเพียงพอต่อการผลักดันการเติบโตของ GDP ให้กลับมาสู่ระดับ "ปกติ" หรือไม่ และควรติดตามว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผลักดันให้เกิดการลงทุนมากน้อยเพียงใด เนื่องจากจะเป็นการฟื้นตัวที่ยั่งยืนกว่าเมื่อเทียบกับโครงการแจกเงินสด ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้ให้แนวทางกว้างๆ สำหรับการกู้ยืมเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการเติบโตของ GDP เป็น 3-4% นั้นค่อนข้างน่าท้าทาย แม้จะมีแนวโน้มเงินเฟ้อเข้าช่วย ความกังวลด้านความยั่งยืนทางการคลังน่าจะลดลง อย่างน้อยในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า
4.ประเด็นที่เกี่ยวกับกลุ่มธนาคารคือเชิงปริมาณ (Q) ไม่ใช่ราคา (P)
แม้ว่า PD/GDP จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเดิมที่ 41% ก่อนโรคระบาดมาชนเพดานจากมาตรการกระตุ้นต่างๆ แต่เรามองว่าตลาดไม่ได้กังวลต่อความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการปรับเพิ่มเพดานหนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนตราสารหนี้ภายในประเทศ และไม่กระทบผลประกอบการของกลุ่มธนาคาร เนื่องจากผลกระทบต่อดอกเบี้ยที่จำกัด
กลุ่มธนาคารจะได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น และความเสี่ยงด้าน Credit ที่ลดลง นอกจากนี้ สินเชื่อภาครัฐที่เพิ่มขึ้นจะใช้ช่องทางผ่านสินเชื่อของธนาคารเป็นช่องทางหลัก โดยในช่วงไตรมาส 3/64มีการกู้เงินผ่านสถาบันการเงิน 1.35 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.2 แสนล้านบาทในไตรมาส 2/64และ 1.2 หมื่นล้านบาท จากหุ้นกู้ โดย KTB จะเป็นผู้ได้ประโยชน์หลักเช่นในไตรมาส 2/64ซึ่งสินเชื่อภาครัฐเป็นกลุ่มที่ไม่มีความเสี่ยง แต่จะไม่ช่วยในด้านผลประกอบการมากนักเนื่องจากคิดดอกเบี้ยที่ 1% เทียบกับ Cost of Funds ที่ 0.75% แนะนำให้ “ซื้อ” SCB และ TTB โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 136.00 บาท และ 1.51 บาท ตามลำดับ
KBANK บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจมีสัญญาณการฟื้นตัวจากการกลับมาเปิดเศรษฐกิจ หลังจากที่การกระจายวัคซีนมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันแนวปฏิบัติใหม่ของ ธปท. จะส่งผลดีต่อ KBANK โดยจะลดแรงกดดันในแง่ของการจัดชั้น NPL และ credit cost ลงจากเดิม จึงปรับเพิ่มประมาณการ กำไรปี 2565/66 ขึ้นอีก 6%/3% และปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย ปี 2565F เป็น 160 บาท (อิงจาก P/BV ที่ 0.8เท่า) โดยเรายังคงคำแนะนำซื้อ ซึ่งคาด P/E ปี 2564 ที่ 8.9 เท่า และคาดอัตราผลตอบแทนของเงินปันผลที่ 2.3% ขณะที่กำไรสุทธิปี 2564 คาดที่ระดับ 32,934 ล้านบาท เติบโตราว 12% จากปีก่อน
ส่วนหุ้นในกลุ่มธนาคารรายอื่นๆ อย่าง LHFG, TCAP และCIMBTล่าสุดยังไม่มีบทวิเคราะห์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...