เปิด 4 ปัจจัยบวกที่ต้องรู้ แรงผลักดันสำคัญหุ้นกลุ่ม “ธนาคาร”
หุ้นกลุ่มธนาคารกลับมาอยู่ในความน่าสนใจของนักลงทุนกันอีกครั้ง และถือว่าเป็นแรงผลักดันตลาดฯอีกด้วย ภายใต้ความน่าสนใจนั้น จะมีปัจจัยบวกอะไรซ่อนอยู่ วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai ได้รวบรวมมาฝากนักลงทุนแล้ว ที่จะจบและครบในบทความนี้เลย
ธนาคารไทยอาจได้รับความสนใจจากต่างชาติ
โดยปัจจัยบวกประเด็นแรก ภายใต้การเปิดเผยของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์ COVID ในประเทศดีขึ้นต่อเนื่อง และไม่มีธุรกรรมในการปล่อยกู้ให้กับ China Evergrande ส่งผลให้หุ้นธนาคารของไทยอาจได้รับความสนใจมากขึ้นจากนักลงทุนต่างชาติ
รับผลดีหลังตลท.ปรับเกณฑ์คำนวณดัชนี
ถัดมาปัจจัยที่สอง นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด เปิดเผยว่าประเด็นที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อยู่ในช่วงทบทวนวิธีคัดเลือกหุ้นเข้ามาใน Tradable Index อาทิ ดัชนี SET 50 , SET 100 เป็นต้น เพื่อให้ดัชนีสะท้อนถึงการลงทุนในหลักทรัพย์ได้อย่างเหมาะสมลดความผันผวนจากหุ้นสภาพคล่องต่ำ และสอดคล้องกับหลักสากล คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้เร็วสุดในรอบ ธ.ค. 64
เบื้องต้นทางตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแนวคิดเพิ่มเกณฑ์ในการพิจารณา 2 ข้อ คือ 1.ชิงปริมาณ (Quantitative) ปรับใช้วิธี Free Float Adjusted Market Cap. เพื่อให้น้ำหนักของหุ้นในดัชนีสะท้อนความสามารถในการลงทุนได้ เหมาะสม 2.เชิงคุณภาพ (Qualitative) ไม่นำช่วงเดือนที่หุ้นนั้นๆ ติด Cash Balance หรือ Turnover List มาคำนวณในเกณฑ์สภาพคล่อง เพื่อสะท้อนมูลค่าซื้อขายตามปกติได้ดี
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยฯ จึงทำการวิเคราะห์ว่าจะมีผลดีผลเสียต่อหุ้นอย่างไรบ้าง เริ่มจากดูการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักในกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) ต่างๆ อิงตามวิธี Free Float Adjusted Market Cap พบว่า มีการลดหรือ เพิ่มน้ำหนักดัชนีราว 11% โดยเรียงลำดับกลุ่มที่ถูกเพิ่มน้ำหนักมากสุดไปถึงลดน้ำหนักมากสุด คือ กลุ่ม BANK ถูกเพิ่มน้ำหนัก 5.6% จาก 9.3% ไปเป็น 14.8% ตามมาด้วย CONMAT เพิ่มขึ้น 1.5%, PROP เพิ่มขึ้น 1.4% ฯลฯ
จากนั้นทำการคำนวณหาหุ้นที่มีโอกาสถูกเพิ่มหรือลดน้ำหนัก โดยนักลงทุนสามารถ สังเกตุง่ายๆ คือ หุ้นที่ถูกเพิ่มน้ำหนักในเบื้องต้น คือ หุ้นที่มีขนาดที่มี Free Float สูง เกินค่าเฉลี่ย 46.3% ในทางกลับกันถ้าน้อยกว่าจะถูกลดน้ำหนักลง โดยฝ่ายวิจัยฯ คัดหุ้นที่จะถูกเพิ่มน้ำหนักมากสุด อาทิ BBL มีโอกาสถูกเพิ่มน้ำหนักจาก 1.3% เป็น 2.7% ทำให้มีโอกาสเห็นกองทุนที่ลงทุนอิงกับดัชนี เพิ่มน้ำหนักหุ้นดังกล่าวอีกราว 109% ส่วน SCB เป็น 3.4%เดิม 2.1%ให้มีโอกาสเห็นกองทุนที่ลงทุนอิงกับดัชนี เพิ่มน้ำหนักหุ้นดังกล่าวอีกราว 62%
ขยายเพดานหนี้สาธารณะ
ถัดมาประเด็นบวกที่สาม ภายใต้การประเมินของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด เช่นกัน โดยมีใจความว่า การปรับสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เป็นไม่เกิน 70% จากเดิมกำหนดไม่เกิน 60% ของภาครัฐนั้น ช่วยรัฐเดินหน้ามาตรการเศรษฐกิจ และ Bond Yield ขยับขึ้น มีผลกระทบสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่
1.ช่วยให้ภาครัฐมีช่องทางการกู้เงินเพิ่มขึ้น: อิงจากผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่ระบุว่าจะช่วยให้รัฐมีช่องทางการกู้เงินเพิ่มอีก 2 ล้านล้านบาท รวมเป็น 2.38 ล้านล้าน ล่าสุด เริ่มมีความคืบหน้า หลังที่ประชุม ครม. อนุมัติมาตรการเศรษฐกิจวงเงินรวม 1.7 แสนล้านบาท (1.6% ของ GDP) เช่น ลดภาระค่าครองชีพ (ลดเงินสมทบผู้ประกันตน, ลดค่าไฟฟ้า-ประปา, สนับสนุนค่าใช้จ่ายในครัวเรือน) และส่งเสริมการท่องเที่ยว (เราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 และทัวร์เที่ยวไทย)
อย่างไรก็ตาม เป็นที่สังเกตว่ามาตรการข้างต้นเน้นไปที่การเยียวยาประชาชน และประคองเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาชัดเจนนัก จึงคาดว่าในระยะต่อไป รัฐจะมีแนวโน้มออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก เช่น กระตุ้นการบริโภค (เช่นช้อปดีมีคืน ฯลฯ) และกระตุ้นการลงทุน (ผลักดันโครงการลงทุนใหม่ๆ)
2.Bond Yield ไทยมีแนวโน้มขยับขึ้น: นักลงทุนต่างชาติขายตราสารหนี้ไทยในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะระยะสั้น (ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ระยะสั้นขาย 5,547 ล้านบาท และระยะยาวขาย 2,000 ล้านบาท) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวล QE Tapering ของ Fed และการปรับเพดานหนี้สาธารณะ เนื่องจากการปรับเพดานหนี้สาธารณะกระตุ้นการคาดการณ์ว่าจะมีออกตราสารหนี้เพื่อระดมเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น นักลงทุนจึงขายตราสารหนี้ออกมาก่อน เพื่อรอดูการออกตราสารหนี้ชุดใหม่ โดยรวมประเด็นข้างต้นส่งผลให้ Bond Yield ไทยมีแนวโน้มขยับขึ้น ซึ่งจะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มประกัน-ธนาคาร เช่น BLA, KBANK
มูลค่าหุ้นที่ยังถูก ปันผลสูง
และสุดท้ายประเด็นบวกที่สี่ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ยังคงมุมมองบวกต่อกลุ่มธุรกิจธนาคาร จากมูลค่าหุ้นที่ยังถูกและเป็นผู้รับผลประโยชน์หลักจากการกลับมาเปิดธุรกิจอีกครั้ง รวมถึงผลตอบแทนจากเงินปันผลที่คาดว่าจะสูง โดยหุ้นเด่นยังคงเป็น BBL และ TISCO
ขณะที่ได้จัดประชุมออนไลน์กับรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) โดยมีผู้จัดการกองทุนกว่า 30 ราย เข้าร่วมในหัวข้อเกี่ยวกับสินเชื่อและแนวโน้มหนี้เสีย (NPL) โดย NPL ทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 7.2% เป็น 7.4% ในไตรมาส 2/2564 หลังการระบาดของโควิด-19
โดยได้รับแรงหนุนจากสินเชื่อทุกประเภท รวมถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเช่าซี้อรถยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคล โดยทาง NCB มองว่าความต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังดีอยู่ ขณะที่ความต้องการบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลส่วนใหญ่มีไว้เพื่อบริหารสภาพคล่องของเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กบางราย ซึ่งลูกค้า Gen Y (24-41 ปี) มีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีนัก โดยมีจำนวน NPL สูงกว่าคนรุ่นอื่นๆ ขณะที่ NCB คาดว่า NPL จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นถึงระดับ 8% หรือสูงกว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า หลังการปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคาร โดยรวมแล้วสอดคล้องกับการคาดการณ์ของเรา
NCB แสดงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ของสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มลูกค้า Gen Y ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลบที่จะก่อหนี้เสีย ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นอีกหนึ่งความกังวลของ NCB เนื่องจากวงเงินสินเชื่อที่สูงและความยากลำบากในการปรับโครงสร้างหนี้เมื่อเทียบกับสินเชื่อเช่าซี้อรถยนต์ ส่วนสินเชื่อที่ดูเหมือนว่าจะน่ากังวลน้อยที่สุดสำหรับ NCB คือบัตรเครดิตจากการควบคุมเครดิตของธนาคารและโปรไฟล์ลูกค้าที่ดี
โดยสรุปแล้ว มีมุมมองเป็นกลางต่อการประชุม เนื่องจาก NPL มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่องสอดคล้องกับการคาดการณ์ของเรา
ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ประเด็นเพิ่มเติมจากการพูดคุยการยกระดับเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% เป็น 70% โดย 1.เพดานหนี้ไม่สำคัญเท่ากับความเสี่ยงจากหนี้ ประเด็นที่สำคัญคือ จุดจบของเส้นทางหนี้สาธารณะไทย เพดานหนี้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการเพิ่มความเชื่อมั่นต่อรัฐ ซึ่งสำคัญมากสำหรับประเทศขนาดเล็ก และช่วยเป็นเกณฑ์ราคาสินทรัพย์ในประเทศ (เช่น อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ)
2.ดังนั้นระดับหนี้ที่ยั่งยืนจึงมีประโยชน์จากสูตร “ยอดเงินคงเหลือ = (ดอกเบี้ยจริง – GDP) x หนี้สาธารณะ/GDP” หรือ “pb = (r-g) x pd” หากยอดเงินคงเหลือเป็นศูนย์ หนี้สาธารณะจะยั่งยืน หากการเติบโตของ GDP สูงกว่าอัตราดอกเบี้ย การขาดดุลเกิดขึ้นได้ แต่ต้องไม่เกินช่องว่างระหว่าง (r-g) x pd
ความสัมพันธ์นี้ยังพิสูจน์ได้จากสถิติในอดีตของประเทศไทยที่ขาดดุลระหว่างปี 2014-2019 1.8%/GDP ถึง 2.6%/GDP แต่ GDP ขยายตัว (เฉลี่ยรายไตรมาสที่ 4.6% สำหรับปี 2014-2019) ในอัตราที่แข็งแกร่งกว่าเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (1.6%) และพันธบัตรอายุ 10 ปี (2.6%) ส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ทรงตัวที่หลัก 40%
3.สิ่งสำคัญที่ต้องจับตามองไม่ได้อยู่ที่เพดานหนี้มากนัก แต่คือประสิทธิภาพของมาตรการกระตุ้นต่อการเติบโตของ GDP เราคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำในในระยะข้างหน้านี้ เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เปราะบาง ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรโดยรวมจะอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน ส่งผลให้ประเด็นมาอยู่ที่การเติบโตของ GDP ว่าจะสามารถฟื้นตัวเหนือระดับอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่
เราควรสนใจว่า เพดานหนี้ที่ยังเหลือจะเพียงพอต่อการผลักดันการเติบโตของ GDP ให้กลับมาสู่ระดับ "ปกติ" หรือไม่ และควรติดตามว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผลักดันให้เกิดการลงทุนมากน้อยเพียงใด เนื่องจากจะเป็นการฟื้นตัวที่ยั่งยืนกว่าเมื่อเทียบกับโครงการแจกเงินสด ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้ให้แนวทางกว้างๆ สำหรับการกู้ยืมเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการเติบโตของ GDP เป็น 3-4% นั้นค่อนข้างน่าท้าทาย แม้จะมีแนวโน้มเงินเฟ้อเข้าช่วย ความกังวลด้านความยั่งยืนทางการคลังน่าจะลดลง อย่างน้อยในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า
4.ประเด็นที่เกี่ยวกับกลุ่มธนาคารคือเชิงปริมาณ (Q) ไม่ใช่ราคา (P)
แม้ว่า PD/GDP จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเดิมที่ 41% ก่อนโรคระบาดมาชนเพดานจากมาตรการกระตุ้นต่างๆ แต่เรามองว่าตลาดไม่ได้กังวลต่อความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการปรับเพิ่มเพดานหนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนตราสารหนี้ภายในประเทศ และไม่กระทบผลประกอบการของกลุ่มธนาคาร เนื่องจากผลกระทบต่อดอกเบี้ยที่จำกัด
กลุ่มธนาคารจะได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น และความเสี่ยงด้าน Credit ที่ลดลง นอกจากนี้ สินเชื่อภาครัฐที่เพิ่มขึ้นจะใช้ช่องทางผ่านสินเชื่อของธนาคารเป็นช่องทางหลัก โดยในช่วงไตรมาส 3/64มีการกู้เงินผ่านสถาบันการเงิน 1.35 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.2 แสนล้านบาทในไตรมาส 2/64และ 1.2 หมื่นล้านบาท จากหุ้นกู้ โดย KTB จะเป็นผู้ได้ประโยชน์หลักเช่นในไตรมาส 2/64ซึ่งสินเชื่อภาครัฐเป็นกลุ่มที่ไม่มีความเสี่ยง แต่จะไม่ช่วยในด้านผลประกอบการมากนักเนื่องจากคิดดอกเบี้ยที่ 1% เทียบกับ Cost of Funds ที่ 0.75% แนะนำให้ “ซื้อ” SCB และ TTB โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 136.00 บาท และ 1.51 บาท ตามลำดับ
KBANK บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจมีสัญญาณการฟื้นตัวจากการกลับมาเปิดเศรษฐกิจ หลังจากที่การกระจายวัคซีนมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันแนวปฏิบัติใหม่ของ ธปท. จะส่งผลดีต่อ KBANK โดยจะลดแรงกดดันในแง่ของการจัดชั้น NPL และ credit cost ลงจากเดิม จึงปรับเพิ่มประมาณการ กำไรปี 2565/66 ขึ้นอีก 6%/3% และปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย ปี 2565F เป็น 160 บาท (อิงจาก P/BV ที่ 0.8เท่า) โดยเรายังคงคำแนะนำซื้อ ซึ่งคาด P/E ปี 2564 ที่ 8.9 เท่า และคาดอัตราผลตอบแทนของเงินปันผลที่ 2.3% ขณะที่กำไรสุทธิปี 2564 คาดที่ระดับ 32,934 ล้านบาท เติบโตราว 12% จากปีก่อน
ส่วนหุ้นในกลุ่มธนาคารรายอื่นๆ อย่าง LHFG, TCAP และCIMBTล่าสุดยังไม่มีบทวิเคราะห์