โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กว่าจะเป็นเจ้าสัวสหพัฒน์ ประวัติ บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ตอนที่ 5-6

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 ก.ย 2564 เวลา 10.50 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2564 เวลา 01.00 น.

กว่าจะเป็นเจ้าสัวสหพัฒน์

หมายเหตุ : อัตชีวประวัติ เจ้าสัวบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา แห่งเครือสหพัฒน์ ผ่านการสัมภาษณ์ และตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ Nikkei ในคอลัมน์ Watashi no Rirekisho ชื่อเรื่อง My Personal History ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 ตีพิมพ์เป็นภาษาไทย ในคอลัมน์ “กว่าจะเป็นเจ้าสัวสหพัฒน์” ติดตามอ่านได้ใน นสพ.ประชาชาติธุรกิจ และทางเว็บไซต์ www.prachachat.net

บทที่ 5 การเริ่มต้น

ปลาหมึกแห้งจากญี่ปุ่นเป็นที่นิยมมาก
พ่อที่ยังจ้างพนักงานและให้โบนัสแม้บริษัทจะขาดทุน

ปี พ.ศ. 2485 ในช่วงสงครามพ่อแยกตัวจากปู่มาเปิดร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ดชื่อว่า เฮียบเซ่งเชียง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเครือสหพัฒน์ในทุกวันนี้

ในเวลานั้นบริษัทเทรดดิ้งในยุโรปและญี่ปุ่น เช่น มิตซุย และมิตซูบิชิ ได้เปิดสาขาในกรุงเทพฯ พ่อของฉันมักจะไปที่บริษัทเหล่านั้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ เมื่อมีเรือสินค้าเข้ามาก็จะขอแบ่งสินค้าเพื่อนำไปขายในร้านค้าส่งบนถนนสำเพ็ง ช่วงนั้นเป็นช่วงขาดแคลนสินค้า ถ้ามีรองเท้า เข็มขัด เสื้อ ฯลฯ เข้ามา ของจะขายออกได้ทันที

เรือสินค้าที่นําข้าวจากประเทศไทยกลับไปญี่ปุ่น เพื่อไม่ให้เรือว่างในเที่ยวขามา เรือมักจะบรรทุกสินค้าต่าง ๆ มาเต็มลำ ที่นิยมมากที่สุดคือ ปลาหมึกแห้งจากฮอกไกโด ปลาหมึกแห้งของจีนก็มีเข้ามา แต่คุณภาพของญี่ปุ่นดีกว่า

หลังสงครามเราสามารถนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้โดยตรง ปู่ของฉันมีภรรยาหนึ่งคนในประเทศไทย และอีกหนึ่งคนในประเทศจีน พ่อของฉันเกิดในประเทศไทย แต่น้องต่างมารดาอาศัยอยู่ที่มณฑลกวางตุ้ง ธุรกิจในเวลานั้นใช้เพียงความเชื่อใจ จึงสั่งซื้อสินค้าต่าง ๆ จากญาติในประเทศจีน

สิ่งที่ขายดีที่สุดคือ ยาจีน นอกจากนี้ ยังมีเสื้อกล้ามและอาหารกระป๋อง เครื่องปรุงรสจีน เช่น ซอสถั่วเหลือง น้ำพริกจีน (ลักษณะคล้ายพริกเผา) ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีนเพราะมี “รสชาติของบ้านเกิด” ส่วนสินค้าเกษตร เช่น ถั่วเขียว และแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งยังไม่มีการปลูกในประเทศไทยก็เป็นที่นิยมเช่นกัน

ในปี พ.ศ. 2489 เฮียบเซ่งเชียงก่อตั้งบริษัทในต่างประเทศแห่งแรกที่ฮ่องกง จัดซื้อดอกไม้ประดิษฐ์พลาสติก เข็มขัด ผ้าขนหนู แปรงสีฟัน ฯลฯ ส่งไปยังประเทศไทย ฮ่องกงได้กลายเป็นผู้ผลิตสินค้าเบ็ดเตล็ดรายใหญ่โดยชาวจีนที่หนีภัยจากสงคราม

ร้านเฮียบเซ่งเชียงในช่วงแรก ชั้นล่างเป็นคลังสินค้า ชั้น 2 และ 3 เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว และพนักงานมากกว่าสิบคน เมื่อปลาหมึกแห้งญี่ปุ่นมาถึงจะส่งกลิ่นไปทั่วบ้านทั้งกลางวันและกลางคืน ทุกคนจะทานอาหารฝีมือคุณแม่ร่วมกันและพูดคุยกันเรื่องต่าง ๆ เหมือนการประชุม

เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 30 ล้านบาท และจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 50-60 คน และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตต่อไป พ่อของฉันได้ปรับโครงสร้างบริษัท เฮียบเซ่งเชียง ขึ้นใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็นสหพัฒนพิบูลในปี พ.ศ. 2495

อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีนั้นไม่ค่อยดี ค่าเงินบาทปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ทำให้สหพัฒน์ขาดทุนมากถึง 1 ล้านบาท ถึงอย่างนั้นพ่อฉันก็ไม่เลิกจ้างพนักงาน แต่ยังให้โบนัสแก่พนักงานอีกด้วย พ่อของฉันกล่าวว่า “ธุรกิจเทรดดิ้งกำไรขึ้นลง ไม่ได้ให้เงินเดือนสูง เพื่อเป็นการชดเชยพนักงานมีสิทธิได้รับโบนัส ถ้าเราตัดมันไปจะทำให้เสียขวัญกําลังใจ”

จากการที่พ่อของฉันต้องจัดการวิกฤตการณ์ครั้งแรกด้วยตัวเอง พ่อจึงได้สั่งสมข้อมูลและเรียนรู้ความสำคัญของการบริหารสกุลเงินต่างประเทศ และการบริหารการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก และความคิดในการหลีกเลี่ยงการลดต้นทุนด้วยการลดจำนวนพนักงานเมื่อธุรกิจเกิดความลำบาก ได้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรของเครือสหพัฒน์มาจนถึงทุกวันนี้

พ่อของฉันยังสรรหาคนหนุ่ม อย่างเช่น คุณดำหริ ดารกานนท์ มาเข้าร่วมงานกับสหพัฒน์ เขาเป็นน้องชายของแม่สายพิณ และเป็นน้าของฉัน คุณดำหริ อายุ 20 ปีในเวลานั้น ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำหมายเลข 2 ในอีก 2 ปีต่อมา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์วิธีการจัดหาคนของพ่อ จนช่วงหนึ่งเกิดการต่อต้านจากร้านค้าส่งในย่านสำเพ็งไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ของสหพัฒน์ แต่พ่อของฉันยังคงเชื่อมั่นว่าคนรุ่นใหม่มีความคล่องตัวในการตอบสนองต่อแนวโน้มของยุคสมัย และสามารถแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้รวดเร็ว

ต่อมาคุณดำหริแยกตัวเป็นอิสระจากสหพัฒน์ และสร้างกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ของเขาเอง ซึ่งฉันจะอธิบายต่อไปว่าเป็นอย่างไร

บทที่ 6 เข้าสู่ธุรกิจครอบครัว

พ่อพูดสั้น ๆ “ให้ไปโอซากา”
ไปเริ่มงานอย่างกะทันหันด้วยความรู้สึกของการผจญภัยและกังวลใจ

ในช่วงสงครามแปซิฟิกมีบุคคลชื่อ โอคาดะ คะมง อยู่บริษัทมิตซุยสาขากรุงเทพฯ ที่พ่อของฉันติดต่อธุรกิจ ซึ่งเมื่อญี่ปุ่นยอมจํานนในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 และสงครามสิ้นสุดลง กองกําลังพันธมิตรอังกฤษและกองกําลังพันธมิตรอื่น ๆ ได้มาประจําการอยู่ในประเทศไทย ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดจะถูกจับและจองจำใกล้กรุงเทพฯ โอคาดะก็ถูกควบคุมตัวเป็นเวลาเกือบปี

บางครั้งพ่อของฉันไปเยี่ยมเขา และเขาขอให้พ่อฉันเก็บรถของเขาไม่ให้ถูกยึด หลังจากถูกปล่อยตัวโอคาดะได้ขายรถและกลับไปที่ญี่ปุ่น

ไม่กี่ปีต่อมาโอคาดะซึ่งรับผิดชอบการขายในบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งเดินทางมากรุงเทพฯ และได้เจอกับพ่อฉันอีกครั้งหนึ่ง พ่อของฉันก็กำลังคิดเกี่ยวกับการขยายธุรกิจด้วยการนําเข้าสินค้าเข้ามาจากญี่ปุ่น จึงถามว่าเขาสามารถซื้อสินค้าในญี่ปุ่นและส่งมายังประเทศไทยได้ไหม

ในปี พ.ศ. 2495 ปีเดียวกับที่เฮียบเซ่งเชียงถูกเปลี่ยนชื่อเป็นสหพัฒนพิบูล พ่อของฉันออกเงิน 4 ล้านเยนเพื่อเป็นทุนจดทะเบียนและจัดตั้งบริษัทเทรดดิ้ง “เคียวโก” ที่ญี่ปุ่น โดยตั้งสำนักงานใหญ่ที่โอซากา ซึ่งเป็นศูนย์รวมสินค้าเบ็ดเตล็ด และจัดตั้งสํานักงานสาขาโตเกียวที่นิฮองบาชิ เพื่อซื้อสินค้าของเล่น กรรมการผู้จัดการคือ คุณโอคาดะ พ่อของฉันส่งคุณดำหริจากประเทศไทยไปเป็นประธานกรรมการ

เมื่อฉันจบการศึกษามัธยมต้นจากโรงเรียนวัดสุทัศน์ในกรุงเทพฯในปี พ.ศ. 2496 จากการที่ฉันช่วยงานที่ร้านหลังเลิกเรียนมาโดยตลอด ฉันจึงได้เข้าไปทำงานในสหพัฒน์โดยปริยาย

งานแรกที่ทำเป็นงานเกี่ยวกับคลังสินค้า ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการเรียนรู้วิธีแยกแยะสินค้า ราคา แม้แต่งานส่งของฉันก็ทำ เวลาจัดส่งก็ไปกับรุ่นพี่ 2 คน พวกเราขี่จักรยานไปรอบ ๆ ถนนสำเพ็งในย่านค้าส่ง ต้องจดจำตำแหน่งที่ตั้งร้านและลูกค้า นอกจากนี้ ฉันยังเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องพิมพ์ดีดและเครื่องคิดเลขแบบมือหมุนด้วย

ประมาณ 6 เดือนต่อมา เป็นช่วงที่ฉันพอจะเป็นงานแล้ว พ่อเรียกฉันมาพบและบอกว่า “ไปโอซากา” โดยไม่มีคําสั่งว่าจะให้ไปทําอะไรที่โอซากา

คุณดำหริซึ่งไปอยู่ญี่ปุ่น 1 ปีกลับมากรุงเทพฯ เพราะพ่อตาของพ่อฉันนั่นเองที่ขอร้องว่า อยากให้กลับมาเร็ว ๆ เพราะเป็นห่วงลูกชายที่ต้องไปอยู่ต่างแดน พ่อส่งพนักงานคนอื่นไปแทนแล้ว แต่พ่อคงอยากให้คนในครอบครัวทำหน้าที่นี้ แม้แม่ฉันจะดูกังวลแต่แม่ก็ไม่ได้คัดค้าน เพราะเคยส่งน้องชายตัวเองไปแล้ว

ใจจริงแล้วฉันรู้สึกดีใจ ในช่วงสงครามมีชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเข้ามาอยู่ประเทศไทย แต่ไม่มีคนไทยรู้ว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างไร มันเป็นความรู้สึกที่ผสมกันของการที่จะได้ผจญภัยในโลกใบใหม่กับความมุ่งมั่นที่จะนําความรู้และข้อมูลที่เป็นประโยชน์กลับมา

คุณดำหริสอนฉันว่าต้องทําอะไรในญี่ปุ่น คุณโอคาดะเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารของเคียวโก งานของฉันคือการซื้อสินค้านั่นคือ buyer (จัดซื้อ) ในฐานะผู้ประสานงานกับประเทศไทย ฉันเป็นผู้แจ้งเคียวโกว่าฝั่งไทยต้องการผลิตภัณฑ์อะไร และในทางกลับกันฉันให้ข้อมูลสินค้าที่น่าสนใจแก่ฝั่งไทย

หลังสงครามไม่นาน ญี่ปุ่นยังไม่ค่อยมีเงิน โรงงานต่าง ๆ ในญี่ปุ่นต้อนรับฉันเป็นอย่างดี เนื่องจากฉันให้ค่าสินค้าโดยการออก L/C ธนาคารไทย พอส่งของขึ้นเรือโรงงานก็จะสามารถรับเงินได้ในทันที

ในปี พ.ศ. 2497 ช่วงที่ร้อนที่สุดของปีในประเทศไทย ประมาณต้นฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น ครอบครัวของฉันมาส่งฉันที่สนามบินดอนเมือง ฉันและพ่อได้ขึ้นเครื่องบิน Pan America ไปแวะฮ่องกง เป็นเครื่องบินใบพัดที่นั่งประมาณ 50 ที่นั่ง มีคนเกือบเต็มลำ หัวใจของฉันเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังและความกังวลกับโลกที่ฉันไม่รู้จัก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...