ต้นขั้วสูตรพิสดาร Overhang อัพเกรดอำนาจพรรคเล็ก ต่อรองเก้าอี้การเมือง
กลายเป็นว่า นาทีนี้ สูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ มีมากมายสารพัดสูตร ทั้งสูตรพรรคการเมือง สูตรนักวิชาการ สูตรบนโลกโซเชียล สูตรที่เชื่อว่าเป็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมถึงสูตรของอดีต กกต. สมชัย ศรีสุทธิยากร จนไม่รู้ว่า สูตรของใครจริง ของใครเก๊ ของใครเทียม
โดยเฉพาะล็อกที่ 2 ของการคำนวณ ที่เรียกว่า overhang อันมาจากการคำนวณล็อกแรกได้ค่าเฉลี่ยที่นั่ง ส.ส.ต่อ 1 คน + จำนวน ส.ส.พึงมีที่แต่ละพรรคควรจะได้ แต่เมื่อรวมแล้วที่นั่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เกิน 150 ที่นั่ง จะต้องมา “เกลี่ย” ที่นั่งกันใหม่
โดยเกลี่ยที่นั่ง ส.ส.ให้กับพรรคที่เรียงตามเศษทศนิยมจากมากไปหาน้อย ให้ได้จำนวนที่นั่ง ส.ส.พอดีกันที่ตัวเลข 150 ซึ่งเรียกว่า overhang
ปัญหามีอยู่ว่า ฝั่งพรรคเพื่อไทย-พรรคอนาคตใหม่ และนักวิชาการ-นักเคลื่อนไหวฝ่ายก้าวหน้า มองว่าสูตร over hang ไม่ควรเกลี่ยคะแนนให้กับพรรคเล็กที่มีค่าเฉลี่ย ส.ส.พึงมีไม่ถึงตัวเลขขั้นต่ำ ประมาณ 71,000 คะแนน
ซึ่งอ้างตาม (5) ของมาตรา 128 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ระบุว่า ถ้าพรรคการเมืองใดมีผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เท่ากับหรือสูงกว่าจํานวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมี ให้พรรคการเมืองนั้น มี ส.ส. ตามจํานวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และให้นํา ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจํานวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต่ำกว่าจํานวน ส.ส. ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจํานวนที่จะพึงมี (ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 71,000 คะแนน)
กับอีกข้างหนึ่งที่อ้างว่ายึดสูตร กกต. คำนวณสูตร over hang แล้ว ปรากฏว่าพรรคเล็กที่ได้เสียงพ็อปพูลาร์โหวต ประมาณ 3 หมื่นคะแนน แต่ไม่ถึง 7 หมื่นคะแนน ก็สมควรได้ ส.ส. จนทำให้เกิดพรรคที่ได้ ส.ส.เพียง 1 เสียงถึง 13 พรรค แม้พรรคเหล่านั้นจะได้เศษทศนิยม ที่วัดการมีเก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ระดับ 0.4-0.9 ไม่ถึงจำนวนเต็ม 1 คนก็ตาม
ทว่า… สูตรจริงจะมีแค่สูตรเดียวที่อยู่ในมือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เหลือจะเป็น “สูตรเถื่อน”
อย่างไรก็ตาม กกต.ยัง “เก็บงำ” สูตรคำนวณ ไม่ยอมเปิดเผยต่อสาธารณะ และยังตีมึนว่า 7 เสือ กกต.ยังไม่มีมติในส่วนของสูตรคำนวณ
กระทั่งเชิญ 2 กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) “อุดม รัฐอมฤต” และ “ประพันธ์ นัยโกวิท” มาช่วยไขข้อข้องใจในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และ มาตรา 128 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561
“อุดม” ไขคำตอบถึงพรรคเล็กที่ได้คะแนนไม่ถึง 7 หมื่น แต่ได้มีสิทธิที่จะได้ ส.ส. 1 ที่นั่งว่า ยืนยันในตอนยกร่างกฎหมายลูก เราได้มีการคิดเรื่องปัญหาเหล่านี้ไว้ก่อนแล้ว มีเอกสารยืนยันทั้งหมดว่าเอาคะแนนของทุกพรรค แม้มีจุดทศนิยมก็เอาไปคำนวณเป็นอัตราส่วนด้วย แต่ผลที่ออกมาไปทำลายคุณค่าพรรคที่ได้ 7 หมื่นหรือไม่นั้น อัตราส่วนทำให้คิดได้ว่า 7 หมื่น เป็นตัวเลขคร่าว ๆ ในช่วงต้น ถ้ายึดตัวเลขการยึดอัตราส่วน 500 ที่นั่งกับ 250 คิดไม่เหมือนกัน ถ้าใช้อัตราส่วน 500 จะเห็นว่าพรรคที่ได้เขตไปแล้ว พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งเกิน จึงมีทั้งคนคิดว่านำคะแนนทุกพรรคที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก็เอามาคำนวณ จึงเกิดพรรคที่ได้ 3 หมื่นกว่าคะแนนได้ที่นั่งด้วย
ขณะที่ค้นลงไปในวันที่ตัวแทน กกต.มาฉายสูตร ให้กับ กรธ. อันถือเป็น “สูตรต้นตำรับแท้ ๆ” เมื่อ 7 พ.ย. 2560 มี “สมิหรา เหล็กพรหม” ในฐานะรองผู้อำนวยการสำนักบริหารการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ 1 (ตำแหน่งในขณะนั้น) ซึ่งปัจจุบันขยับตำแหน่งขึ้นเป็นผู้อำนวยการ ได้กล่าวถึงขั้นตอน “สูตร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ overhang” ว่า
“ขั้นตอนแรกนำคะแนนรวมของ ส.ส. แบ่งเขตทุกพรรค ที่ส่งบัญชีรายชื่อ รวมกัน หารด้วยจำนวน ส.ส. 500 คน เป็นคะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน และนำไปคิด ส.ส.พึงมี เมื่อพบว่าพรรคการเมืองใด มี ส.ส.แบบแบ่งเขต เกิน ส.ส.พึงมี ก็ให้พรรคนั้น ได้ ส.ส.เขตในจำนวนที่ได้รับ และเมื่อพบว่าจำนวน ส.ส.เขตที่เกิน ไปกินจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้ทำการปรับลดสัดส่วนที่เกินจาก 150 ที่นั่ง ให้เหลือ 150 ที่นั่ง ด้วยวิธีการเทียบบัญญัติไตรยางศ์”
“เช่น หากเกินมา 151 คน พรรค ก ได้บัญชีรายชื่อ 35 ที่นั่ง ถ้า 150 คน พรรค ก. จะได้เท่าไหร่ เมื่อคำนวณแล้วพบว่า ที่นั่งลดลงมาเหลือ 34.7682 คน และจะคิดเช่นนื้ทุกพรรค ยกเว้นพรรคที่ overhang เมื่อคิดในภาพรวมเสร็จแล้ว วิธีการคิดให้คิดจำนวนเต็มก่อนทุกพรรค สมมติว่าผลลัพธ์รวมกันได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้ทั้งหมด 141 คน ขาด 9 คน อีก 9 คน
“ให้ไปพิจารณาเศษทศนิยมที่เหลือโดยเรียงลำดับพรรคจากมากไปหาน้อย เพื่อให้ครบ 150 คน”
ดังนั้น 13 พรรคเล็ก 1 เสียงที่รวมกันเป็น “ขั้วตัวแปร” 13 พรรค ที่มีลำดับเลขทศนิยมมากที่สุดไปหาน้อยที่สุดของทุกสูตร คือ พลังปวงชนไทย พลังชาติไทย ประชาภิวัฒน์ พลังไทยรักไทย ไทยศรีวิไลย์ ประชานิยม ครูไทยเพื่อประชาชน ประชาธรรมไทย ประชาชนปฏิรูป พลเมืองไทย ประชาธิปไตยใหม่ พลังธรรมใหม่ ซึ่งไทรักธรรมเป็นอันดับสุดท้ายที่มีแนวโน้มจะได้ ส.ส. 1 คน แม้มีคะแนนพ็อปพูลาร์แค่ 33,748 เสียง ทำให้กลุ่มก้อนพรรคเล็ก มีพลังต่อรองตำแหน่งการเมือง
ทว่า “สมชัย ศรีสุทธิยากร” สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อดีต กกต.เตือนว่า “คนที่มีอำนาจตัดสินเรื่องนี้ คือ กกต. 7 ท่าน จะถูกหรือผิด จะเชื่อ กรธ. เชื่อเจ้าหน้าที่ เชื่อพรรค เชื่อนักวิชาการ หรือเชื่อ-ไม่เชื่อคนนอกอย่างผม ล้วนเป็นสิทธิและอำนาจของ กกต.ที่จะตัดสิน เพียงแต่เมื่อตัดสินใจไปทางใดแล้ว คือความรับผิดชอบของท่านเอง ห้ามโทษผู้อื่นว่าแนะนำมาผิด”