โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สกู๊ปหน้า 1: ลงทุนคริปโทปี’65 คึก ชี้ ‘เหรียญเกม’ แรง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 12 ธ.ค. 2564 เวลา 07.47 น. • เผยแพร่ 12 ธ.ค. 2564 เวลา 00.26 น.

สกู๊ปหน้า 1: ลงทุนคริปโทปี’65 คึก ชี้ ‘เหรียญเกม’ แรง

กระแสความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโทเคอร์เรนซี ถือว่า ร้อนแรงอย่างมาก โดยข้อมูลของเว็บไซต์ th.investing.com พบว่า มีสกุลเงินคริปโทกว่า 8,994 สกุล ที่มีการซื้อขายอยู่บนตลาด แต่หากแบ่งเฉพาะสกุลเงินที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาตให้มีการซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างถูกกฎหมาย มีเพียง 7 สกุลเงินเท่านั้น ได้แก่

1.บิทคอยน์ ที่เป็นสกุลเงินดิจิทัลแรกของโลก ทำงานภายใต้ระบบบล็อกเชน เพื่อป้องกันการปั๊มเงิน และกำหนดปริมาณเงินในระบบไว้ไม่เกิน 21 ล้านหน่วย ช่วยให้ไม่เกิดภาวะเงินเฟ้อตามมาในภายหลัง ซึ่งถือว่าได้รับความนิยมจากนักลงทุน และถูกยอมรับในการซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนมากที่สุด

2.บิทคอยน์ แคช (บีซีเอช) เป็นสกุลเงินที่พัฒนาแยกออกมาจากบิทคอยน์ เนื่องจากต้องการให้สกุลเงินดิจิทัลชนิดนี้มีค่าโอนที่ถูกลงและโอนได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันบิทคอยน์ แคช ถือเป็นอีกสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับ มาแรง และมีมูลค่าในตลาดสูง

3.อีเธอเรียม (อีทีเอช) ที่สามารถนำไปใช้ได้ในหลากหลายธุรกรรม โดยปัจจุบันมีสมาชิกที่ร่วมกันวิจัยพัฒนาอีเธอเรียม กว่า 116 บริษัท อาทิ ไมโครซอฟท์ โตโยต้า อินเทล

4.อีเธอเรียม คลาสสิก (อีทีซี) แยกตัวออกมาจาก อีเธอเรียม เนื่องจากมีเทคนิคที่แตกต่าง

5.ไลท์คอยน์ (แอลทีซี) สกุลเงินดิจิทัลที่มีจุดเด่นเรื่องความรวดเร็วในการประมวลผลทางการทำธุรกรรม เร็วกว่าบิทคอยน์ถึง 4 เท่า พร้อมค่าธรรมเนียมที่ถูกลงมากขึ้น

6.ริปเปิ้ล (เอ็กซ์อาร์พี) แตกต่างจากสกุลเงินอื่น เพราะถูกออกแบบภายใต้ระบบ ไพรเวท บล็อกเชน ทำให้นักลงทุนไม่สามารถขุดหาเหรียญได้ เพราะผู้สร้างต้องการให้สกุลเงินมีความเสถียรมากที่สุด เพื่อเป็นสกุลเงินดิจิทัลหลักในการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ จึงถูกยอมรับในวงกว้างของสถาบันการเงิน และบริษัทชั้นนำทั่วโลก อาทิ กูเกิล สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด

และ 7.สเตลล่า (เอ็กซ์แอลเอ็ม) ถูกพัฒนามาจาก ริปเปิ้ล สำหรับถ่ายโอนแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินหลัก ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานทั่วไป ที่ต้องการถ่ายโอนเงินจำนวนไม่มากนัก

ปัจจุบันเริ่มเห็นนักลงทุนในประเทศ ให้ความสนใจกับตลาดคริปโทมากขึ้น โดยเฉพาะ คนรุ่นใหม่ เนื่องจากการระบาดโควิด-19 เข้ามาเขย่า ตลาดการเงินและการลงทุน ให้เปลี่ยนแปลงเร็วมากขึ้น เพราะสินทรัพย์เดิมที่มีอยู่ อาทิ หุ้น พันธบัตรรัฐบาล ทองคำ ดูเหมือนจะไม่ตอบโจทย์มากนัก ในช่วงที่เกิดภาวะวิกฤตขึ้น หลังจากเห็นความผันผวนรุนแรง และมีความเสี่ยงสูง โดยเห็นราคาคริปโท ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดการระบาดโควิด ช่วงต้นปี 2563 ทำให้นักลงทุนที่พยายามแสวงหา สินทรัพย์ใหม่ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ท่ามกลางภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ จึงเทความหวังไปในสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า มีจำนวนบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยทั้งหมด 1,379,373 บัญชี ซึ่งน้อยกว่าบัญชีซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประมาณ 2.1 เท่า แต่ก็มีอัตราการขยายตัวสูงอยู่ที่ 27.6% ต่อเดือน สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมลงทุนในตลาด คริปโทเคอร์เรนซี ในไทย

โดยสำรวจการลงทุนในตลาดคริปโทกับกลุ่มตัวอย่างโฟกัสกรุ๊ป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพนักงานบริษัทเอกชนที่มีรายได้สูง อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ชี้ว่า กลุ่มตัวอย่างรู้จักคริปโทสูงถึง 69.4% มีคนสนใจลงทุนในคริปโท มากถึง 52% และลงทุนจริงในปัจจุบันอยู่ที่ 24.3% รวมถึงมีกว่า 42% ที่คาดว่าจะลงทุนในคริปโทอีก 1 ปีข้างหน้านี้ เมื่อเห็นกระแสตลาดการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป ก็เห็นการขยับตัวของภาคเอกชนในหลายประเภทธุรกิจ โดยเฉพาะวงการคนตัวใหญ่อย่าง ภาคอสังหาริมทรัพย์

เริ่มจาก อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ แอสเซทไวส์ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ แมกโนเลีย ควอลิตี้ และ แสนสิริ ที่ประกาศร่วมมือกับพันธมิตร ในการซื้ออสังหาฯ ผ่านคริปโทได้ รวมถึงภาพการเงินในโลกอนาคต ดูชัดเจนมากขึ้นอีก เมื่อ ภาคค้าปลีก โดดเข้ามาเป็นผู้เล่นด้วย โดยเห็นเดอะมอลล์กรุ๊ป สยามพิวรรธน์ เซ็นทรัล รีเทล ที่วางแผนพัฒนาการชำระเงินผ่านคริปโทได้ ทั้งยังเห็น เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ที่เริ่มโครงการทดลองรับแลกตั๋วหนังด้วยสกุลเงินดิจิทัล ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2564 ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขารัชโยธิน เป็นที่แรก และอยู่ระหว่างการพิจารณาสาขาต่อไปเพิ่มเติม ไม่เว้นแม้แต่ ร้านอาหารบุฟเฟต์ เบสท์บีฟ สาขาสุขุมวิท ที่รับจ่ายด้วยเงิน คริปโทฯ ผ่านระบบ AleSwap กว่า 40 สกุล

เมื่อหลายองค์กรโดดลงมาเป็นผู้เล่นในตลาด จนทำให้คริปโทมีความคึกคักมากกว่าเดิม ก็เกิดความกังวลจากฝั่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่แสดงความห่วงใยการใช้คริปโทในปัจจุบัน ล่าสุด ธปท.ได้ร่วมกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างการหารือในการพิจารณา รูปแบบการกำกับดูแลการให้บริการรับชำระค่าสินค้า และบริการ ด้วย คริปโทเคอร์เรนซี เพื่อเข้าไปดูแลความเสี่ยง ทั้งต่อภาคธุรกิจ และประชาชนผู้ที่ใช้เงินดิจิทัลในการชำระเงินในระยะข้างหน้า

ความกังวล ของ ธปท. หลักๆ ที่อยากให้ระวังการใช้คริปโท เพราะต้องการให้ประชาชนรู้ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นก่อน เนื่องจากมี ความผันผวนสูง และอาจเกิดต้นทุนที่สูงมาก ในระบบเศรษฐกิจ หากประชาชนไม่มีความเข้าใจในระบบอย่างแท้จริง รวมถึงแม้เห็นกรณีธนาคารบางแห่ง ได้ประกาศเข้าไปลงทุน หรือทำธุรกิจเกี่ยวกับดิจิทัล แอสเซท หรือคริปโทมากขึ้นนั้น ธปท. ยังมีจุดยืนเหมือนเดิม คือ ไม่ต้องการให้ธนาคารเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือเป็นตัวกลางในการซื้อขาย ดิจิทัลแอสเซท หรือ คริปโท เพราะ ธนาคารมีเรื่องของเงินฝากของลูกค้า และการดูแลประชาชน ที่อาจมีความเสี่ยงตามมาได้ ซึ่งยังคงเป็นเป้าหมายในการเข้าไปดูแลกำกับสถาบันการเงินของ ธปท.อยู่

นายเอกลาภ ยิ้มวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง ซิปเม็กซ์ ประเทศไทย มองว่า การเติบโตของดิจิทัล แอสเซท ในขณะนี้ปรับขึ้นมารวดเร็วกว่า 5-6 เท่าตัว มีนักลงทุนซื้อขายแตะ 1.7 ล้านบัญชี โดยพบว่าจากเดิมบิทคอยน์ มีส่วนแบ่งในตลาดรวมกว่า 83% แต่ขณะนี้ลดลงเหลือ 42% เท่านั้น เพราะนักลงทุนแบ่งสัดส่วนการลงทุนไปในคริปโทอื่นเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงการเปิดกว้างของตลาดมากกว่าเดิม ทำให้ทิศทางในอนาคต การทำธุรกรรมทางการเงิน จะเปลี่ยนไปจากเดิมที่ต้องพึ่งพาแบงก์ในการทำธุรกรรมต่างๆ แต่ตอนนี้สามารถดำเนินการผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ ทำให้กระแส คริปโทแรงมากขึ้นอีก

“อนาคตจะเห็นการใช้คริปโทในการทำธุรกรรมการเงินที่เป็นปกติมากขึ้น อาทิ การนำไปซื้อบัตรคอนเสิร์ต หรือสินค้าและบริการต่างๆ ทำให้ดิจิทัล แอสเซทเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้นอีก สร้างแรงกระเพื่อมเป็นปรากฏการณ์ ระบบการเงินไร้ศูนย์กลาง (DeFi) โดยเฉพาะเมื่อเกิดการระบาดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่โอไมครอน เพิ่มเข้ามาอีก แม้เป็นผลกระทบในเชิงจิตวิทยาระยะสั้นของนักลงทุน แต่ก็ส่งแรงกระเพื่อมต่อตลาดไม่น้อย เนื่องจากภาพรวมตลาด คริปโทยังมีความผันผวนสูงเป็นปกติ ซึ่งถือเป็นข้อพิจารณาอันดับแรกที่นักลงทุนควรรู้ ก่อนเลือกลงทุนจริง แต่ไม่ว่าจะเลือกลงทุนในรูปแบบใดก็ยังมีความเสี่ยงเหมือนกันหมด ขึ้นอยู่กับผู้ลงทุนที่จะยอมรับได้เท่าใดเท่ามากกว่า” นายเอกลาภกล่าว

นายเอกลาภ กล่าวตบท้ายอีกว่า กระแสที่จะมาแรงในปี 2565 คือ การลงทุนในเหรียญเกม (GameFi) ซึ่งเป็นโลกกึ่งชุมชนโลกเสมือนจริง (Metaverse) โดยนักลงทุนจะซื้อเหรียญเพื่อเข้ามาเล่นเกมในโลกออนไลน์ เมื่อเล่นแล้วจะมีโอกาสได้รับเงินดิจิทัล ซึ่งสามารถนำเงินดิจิทัลออกมาขายเป็นเงินบาทได้ หรือเล่นเพื่อรับอุปกรณ์พิเศษในเกม เกิดเป็นชุมชน ที่สร้างระบบเศรษฐกิจขึ้นมา ประกอบด้วย ผู้สร้าง ผู้ซื้อ ผู้ขาย และนักลงทุน ส่งผลให้เหรียญที่ผูกกับเกม มีโอกาสเพิ่มมูลค่าสูงขึ้นอีก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...