Subscription Model : จากซอฟต์แวร์ราคาแพง สู่ยุคทองธุรกิจยุคใหม่
คอลัมน์ : Pawoot.com ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
เคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไมบริการมากมายที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ถึงหันมาคิดค่าบริการแบบรายเดือนกันมากขึ้น ? คำตอบก็คือ “Subscription Business Model หรือการค้าแบบสมัครสมาชิก” ซึ่งกลายเป็นแนวทางที่ธุรกิจหลายรายใช้เพื่อเข้าถึงลูกค้าและสร้างรายได้ที่มั่นคง
ย้อนกลับไปในอดีตที่เมื่อก่อนซอฟต์แวร์มีราคาแพง จึงเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับผู้ใช้งาน การซื้อขาด หรือ Perpetual License ทำให้ผู้ใช้งานต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อใช้ซอฟต์แวร์ตลอดชีพ ตัวอย่างเช่น ซอฟต์แวร์ Adobe เช่น Photoshop หรือ Illustrator มีราคาสูงถึงหลักหมื่นบาท ส่งผลให้มีผู้บริโภคหลายกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่ต้องการได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มนักเรียนที่ไม่สามารถชำระค่าบริการที่สูงมาก หรือกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องตัดสินใจมากขึ้นเนื่องจากราคาสูง
ในปี ค.ศ. 2014 Adobe ได้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเปิดตัว Adobe Creative Cloud ซึ่งเปลี่ยนจากการขายขาดที่ราคาหลักหมื่น มาเป็นการให้เช่าแบบรายเดือน โดยการสมัครสมาชิกมีค่าบริการเพียง 300-400 บาทต่อผู้ใช้ 1 คนและต่อเดือน ช่วยให้การเข้าถึงซอฟต์แวร์กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทั้งยังคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ยังทำให้ Adobe สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ได้มากขึ้น จ่ายค่าบริการรายเดือนแทนการจ่ายเงินก้อนใหญ่ ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น และสามารถใช้ซอฟต์แวร์เป็นครั้งคราวได้อย่างไม่ยาก
ข้อดีสำหรับผู้ประกอบการ
1.รายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่อง เนื่องจากลูกค้าต้องจ่ายค่าบริการเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกปี ทำให้บริษัทสามารถวางแผนการเงินได้ดียิ่งขึ้น
2.การเข้าถึงลูกค้าที่กว้างขึ้น การลดราคาทำให้ผลิตภัณฑ์และบริการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น รวมถึงกลุ่มเป้าหมายที่ไม่เคยเป็นลูกค้ามาก่อน
3.การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า การสมัครสมาชิกทำให้บริษัทมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า สามารถรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงบริการ และเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น
ข้อดีสำหรับผู้บริโภค
1.ราคาที่เข้าถึงได้ การจ่ายค่าบริการรายเดือนทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่ต้องการได้ง่ายขึ้น
2.ความยืดหยุ่นในการใช้งาน ผู้ใช้สามารถเลือกใช้บริการตามความต้องการในช่วงเวลานั้น ๆ และสามารถยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงการสมัครสมาชิกได้ง่าย
3.การอัพเดตต่อเนื่อง ผู้ใช้จะได้รับการอัพเดตซอฟต์แวร์และบริการใหม่ ๆ ตลอดเวลา ทำให้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นเก่าหรือปัญหาด้านความปลอดภัย
หลายธุรกิจที่ใช้เป็นรูปแบบการสมัครสมาชิกประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งรวมถึงธุรกิจที่ให้บริการแบบดิจิทัลและบริการเช่า ตัวอย่างเช่น
Netflix : ให้บริการสตรีมมิ่งภาพยนตร์และซีรีส์ ที่สามารถดูได้ไม่จำกัดในแต่ละเดือน
Spotify : ให้บริการสตรีมมิ่งเพลง ที่มีเพลงให้ฟังอย่างไม่จำกัด
Amazon Prime : ให้บริการจัดส่งสินค้าฟรีและการเข้าถึงเนื้อหาดิจิทัลในราคาสมาชิก
YouTube Premium : ให้บริการวิดีโอแบบไม่มีโฆษณา และฟีเจอร์พิเศษอื่น ๆ
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจเช่ารถยนต์ที่เริ่มหันมาใช้รูปแบบการสมัครสมาชิกเช่น การเช่ารถยนต์ในระยะยาว แทนที่จะเสียเงินซื้อรถยนต์ เพราะสำหรับบางคนอาจอยากทดลองขับรถหลาย ๆ รุ่นก่อนตัดสินใจซื้อ หรือบางคนอาจจะเป็นคนชอบเปลี่ยนรถยนต์ใหม่อยู่ตลอด การเช่ารถจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
รูปแบบการสมัครสมาชิกจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ ดังนี้
1.การรักษาลูกค้า ธุรกิจต้องมีการปรับปรุงบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และสร้างความพึงพอใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาลูกค้าไม่ให้ยกเลิกการสมัครสมาชิก
2.การแข่งขันที่สูง การแข่งขันในตลาดรูปแบบการสมัครสมาชิก มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น เนื่องจากมีธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจจึงต้องสร้างความแตกต่างและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า
รูปแบบการสมัครสมาชิกเป็นยุคใหม่ของการทำธุรกิจที่เน้นการสร้างรายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่อง ความสำเร็จของ Adobe เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การปรับเปลี่ยนแนวทางธุรกิจสามารถนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการได้มากขึ้น ในอนาคตแนวทางการทำธุรกิจแบบสมัครสมาชิกน่าจะยังคงเติบโตและเป็นที่นิยมในหลายวงการธุรกิจต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Subscription Model : จากซอฟต์แวร์ราคาแพง สู่ยุคทองธุรกิจยุคใหม่
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net