คุณสุนทรี เตรยาภรณ์-ดร.อรอนงค์ ภู่เจริญ ส่งต่อความสำเร็จที่ยั่งยืน ผ่านปรัชญาการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง
Hello Magazine Thailand
อัพเดต 24 มี.ค. 2568 เวลา 15.35 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. 2568 เวลา 06.18 น. • HELLO! Magazine Thailandบนเส้นทางการทำงานตลอดชีวิตของคุณสุนทรี เตรยาภรณ์ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทนักบัญชีในงานเเรกเริ่ม ซึ่งนับว่าเป็นการปูทางสู่ตำแหน่งผู้บริหารในธุรกิจการ์เมนต์ และตามมาด้วยธุรกิจส่งออกข้าวในนามบริษัท อุทัยโปรดิวส์ จำกัด ทำหน้าที่ดูแลบริหารในทุกภาคส่วนอย่างเอาใจใส่ใกล้ชิด กระทั่งประสบความสำเร็จมาจนปัจจุบัน
“หลักการที่ชัดเจนที่สุดเลยก็คือ ขยัน ประหยัด อดทน ถ้าอยากจะทำให้คนคนหนึ่งที่อยู่กับเรามีความสุข เราต้องบริหารจัดการอย่างทัดเทียม ทั้งความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน มอบผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าการทำงาน รวมถึงการนึกถึงใจเขามาใส่ใจเรา เราต้องไม่ต่อต้านความคิดของเขา แต่เราจะต้องรับฟังและสนับสนุน”
นอกจากนี้แล้ว คุณสุนทรียังเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องของการส่งต่อความสำเร็จ ผ่านการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นราก ซึ่งเป็นความรู้ที่สามารถสั่งสมให้เกิดขึ้นได้จากประสบการณ์ในการทำงานจริง
ถ้าอยากจะทำให้คนคนหนึ่งที่อยู่กับเรามีความสุข เราต้องบริหารจัดการอย่างทัดเทียม
“ถ้าคนเราอยากทำอะไรก็ตามให้เกิดผลสำเร็จ ต้องทำให้คนรอบตัวเชื่อถือเราได้หมด ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ตัวแทน บริษัท หรือแม้กระทั่งลูกน้อง ซึ่งทั้งหมดสามารถเกิดขึ้นได้ จากประสบการณ์และองค์ความรู้ที่ทัดเทียมกัน ที่สำคัญต้องเป็นความสำเร็จที่มาจากการรู้ลึกรู้จริงและรู้อย่างชัดเจน เพื่อส่งเสริมให้ชีวิตของเราเติบโตไปสู่ความยั่งยืน”
คุณสุนทรียังใช้ปรัชญาดังกล่าวถ่ายทอดไปยังทายาทเพียงคนเดียว นั่นคือ คุณโอ๋-ดร.อรอนงค์ ภู่เจริญ ผู้ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์สอนด้านการตลาดระดับ ปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม อีกทั้งยังเข้ามาช่วยบริหารกิจการอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวในนามบริษัท กู๊ดไทม์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด พร้อมกับพัฒนาที่ดินทั้งเพื่อให้เช่าทำธุรกิจ และสร้างสรรค์พื้นที่บางส่วนเพื่อเปิดโอกาสในการต่อยอดของผู้ที่จะสร้างธุรกิจใหม่ในโครงการ 24 Twenty Four House
“คุณแม่จะมีวิธีสอนในแบบของตัวเอง ไม่ได้มานั่งสอนว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ ตั้งแต่เด็กๆ มาแล้วที่เราจะไปกับเขาในทุกๆ ที่ แล้วให้เราค่อยๆ ซึมซับ ทั้งการคุยกับผู้คน การดีลธุรกิจต่างๆ ทำให้เรามีความคิดเองว่าอยากจะเดินไปในแนวทางแบบแม่
“ประกอบกับที่พอโตขึ้นโอ๋เรียนนิเทศศาสตร์และการตลาด โดนสอนมาว่าให้คิดนอกกรอบ ก็เลยชอบมองหาแนวคิดใหม่ๆ ในการทำงาน ส่วนคุณแม่ก็ค่อนข้างให้อิสระเราในการเลือกเส้นทางชีวิตและการทำงานด้วยตัวเอง โดยที่คุณแม่จะคอยให้คำแนะนำและสนับสนุนอย่างเต็มที่”
ดร.อรอนงค์ บอกเล่าถึงมุมมองในการต่อยอดธุรกิจ เพื่อเติบโตไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของคุณสุนทรี ที่เผยว่าคนรุ่นใหม่ย่อมต้องมีแนวทางความคิดเป็นตัวของตัวเอง
“ชีวิตของโอ๋ตอนนี้เข้าสู่ช่วงวัยที่เริ่มสร้างรากฐานชีวิต และพัฒนาความรู้ความคิดให้มันเติบโต เพื่อไต่ระดับไปสู่การดูแลบริหารสินทรัพย์ของครอบครัวให้เกิดความเจริญมากขึ้น บางอย่างก็อาจจะยังไม่ได้ซึมซับมาก แต่คุณแม่ก็ทำให้เราดูเป็นตัวอย่าง เราก็เริ่มจำ แต่ในแง่แนวความคิด การบริหาร เราได้รับการปลูกฝังมาโดยตลอดตั้งแต่เด็ก ก็อยู่ในช่วงวัยที่เราค่อยๆ นำมาใช้ ซึ่งคุณแม่ก็บอกเสมอว่าให้ลงมือทำดูก่อน ให้พยายามเรียนรู้ด้วยตัวเอง”
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการเดินทางไปสู่หลักชัยแห่งความสำเร็จที่ยั่งยืนในมุมมองของสองแม่ลูก คือการมีที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุนที่เชื่อถือได้ และพร้อมเข้าใจในทุกมิติความฝัน
“การมีที่ปรึกษาทางด้านการเงินโอ๋ว่ามีความสำคัญมาก เพราะเรื่องเงินไม่ใช่ด้านถนัดของเราเท่าไหร่ ซึ่งการจะเลือกสถาบันการเงิน หนึ่งต้องเป็นสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ และสองต้องมั่นคงด้วย สำหรับโอ๋ผลตอบแทนเป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญคือความมั่นคงในระยะยาวอย่างยั่งยืน และดูแลเราด้วยความเข้าใจในธรรมชาติและความต้องการของเรา รวมถึงการดูแลอย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ”
ในฐานะอาจารย์ที่สอนวิชาว่าด้วยการตลาดดิจิทัลอย่างยั่งยืน ดร.อรอนงค์ยังเอ่ยถึงแนวคิดการส่งต่อความยั่งยืนอันน่าสนใจไว้ว่า สินทรัพย์ที่เติบโตเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่กุญแจสำคัญไปสู่ความสำเร็จอันยั่งยืนในอนาคต หากแต่ต้องสอดประสานไปด้วยการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีแนวทางการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหนทางไปสู่การตกผลึกทางด้านความคิดและจิตใจ รวมถึงการสร้างสายสัมพันธ์ในลักษณะใจต่อใจ
การจะเลือกสถาบันการเงิน หนึ่งต้องเป็นสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ และสองต้องมั่นคงด้วย สำหรับโอ๋ผลตอบแทนเป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญคือความมั่นคงในระยะยาวอย่างยั่งยืน
“ความยั่งยืนทางด้านการเงินและสินทรัพย์ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของตัวเลขหรือกลยุทธ์ทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความรู้สึกของผู้คนด้วย โอ๋เชื่อว่ามีช่องทางหนึ่งที่สามารถสร้างความไว้วางใจให้แก่ลูกค้า ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ตลอดทุกยุคสมัย นั่นคือการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ด้วยพื้นฐานความเป็นคนไทย ที่ยังคงให้ความสำคัญกับการพบปะ พูดคุย และรับฟังกันแบบตัวต่อตัว การสัมผัสกันด้วยใจต่อใจเช่นนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นความยั่งยืนที่สามารถส่งต่อและแบ่งปันกันได้ไม่สิ้นสุด”