พาส่องเทรนด์แฟชั่นสาวแกลใน 3 ช่วงยุคสมัย
พูดถึงสาวแกล (Gal) เพื่อน ๆ ก็คงจะนึกถึงกลุ่มเด็กสาวที่พากันแต่งตัวฉูดฉาดตามแฟชั่น ผิวแทน ผมบลอนด์ แต่งหน้าจัดจ้าน ซึ่งเป็นภาพจำของสาวแกลสุดคลาสสิกในยุคเฮเซ แต่ความจริงแล้วแฟชั่นของเหล่าสาวแกลก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยไม่ต่างจากแฟชั่นอื่น ๆ ครั้งนี้เราจะมาพูดถึงวิวัฒนาการแฟชั่นสาวแกลจากยุคโชวะ เฮเซ และเรวะกันค่ะ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง
ความหมายของคำว่า “Gal”
Gal เป็นคำแสลงในภาษาอังกฤษ หมายถึงเด็กสาวที่มีบุคลิกร่าเริงสดใส ชอบเข้าสังคม แต่งตัวอินเทรนด์ตามแฟชั่น โดยทั่วไปมักใช้กับเด็กผู้หญิงที่อายุอยู่ในช่วงวัยรุ่นหรือวัยทีน แต่เมื่อเทรนด์แฟชั่นเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ลักษณะของสาวแกลก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย สาวแกลไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงเด็กสาววัยรุ่นเสมอไป แต่ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็สามารถสนุกสนานกับแฟชั่นสาวแกลได้ทั้งนั้น
สาวแกลยุคโชวะ
ยุคโชวะอยู่ในช่วงปี 20-80 ในสมัยนั้นคำว่าแกลยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สาวแกลในตอนนั้นจึงมีอิมเมจของเด็กเกเร แยงกี้ มีความต่อต้าน ความดื้อรั้น และแฟชั่นของเด็กเกเรก็ได้รับความนิยมอย่างมาก
สาวแกลยุคโชวะสวมชุดนักเรียนดัดแปลง
หลังสงคราม เมื่อเครื่องแบบนักเรียนถูกยกเลิกเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพ ชุดนักเรียนดัดแปลงก็กลายเป็นที่นิยมอย่างมาก ในหมู่เด็กผู้ชายจะนิยมสวมเสื้อตัวสั้นและกางเกงขาพอง ขณะที่ในหมู่เด็กผู้หญิงจะนิยมกระโปรงยาว กลายเป็นภาพลักษณ์ว่าเด็กสาวเกเรจะใส่กระโปรงที่ยาวมาก ๆ หากใครเคยดูหนังหรือซีรีส์ญี่ปุ่นที่เนื้อเรื่องอยู่ในยุคโชวะจะต้องเคยเห็นแฟชั่นเหล่านี้มาบ้างแน่นอน บ้างก็เย็บซับในใหม่ เปลี่ยนกระดุม ฯ เพื่อให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านสังคมของเด็กวัยรุ่น
โดยในบรรดาชุดนักเรียนดัดแปลงต่าง ๆ สไตล์ที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษในหมู่เด็กสาวยุคโชวะคือ สไตล์สึเคบัง (スケ番 : หัวหน้าแก๊งผู้หญิง) ม้วนถุงเท้าลงไปถึงข้อเท้า กระโปรงยาวและเสื้อตัวสั้นเอวลอยจนเห็นสะดือ ในยุคนั้นแฟชั่นสไตล์สึเคบังแพร่หลายอย่างกว้างขวางจากละครโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นการทำคิ้วบาก ทำรองเท้าผ้าใบให้ดูเก่า ๆ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นอิมเมจของสาวเกเรสุดคลาสสิกเลยทีเดียว
สาวแกลยุคโชวะทำทรงผมเซโกะจัง
ยุคโชวะเป็นยุครุ่งเรืองของเหล่าไอดอลโดยเฉพาะมัตสึดะ เซโกะ ไอดอลในช่วงยุค 80 ที่ทรงผมของเธอได้รับความนิยมมากในหมู่สาวยุคโชวะ เป็นทรงบ๊อบดัดลอนออกข้างนอก เรียกว่าทรงเซโกะจัง ไม่ว่าจะเป็นเด็กสาวเกเรหรือเด็กสาวทั่วไปต่างก็ทำผมทรงนี้ ในช่วงครึ่งแรกของยุคฟองสบู่ ความนิยมทรงเซโกะจังก็เริ่มเบาบางลงและทรงผมแบบ One Lenght ก็กลายเป็นที่นิยมแทน
การมาถึงของชุดเบลเซอร์
ในยุคโชวะ เครื่องแบบมาตรฐานของนักเรียนหญิงคือชุดกะลาสี ชุดนักเรียนดัดแปลงของเหล่าสาวแกลก็ดัดแปลงไปตามชุดกะลาสี แต่เมื่อเริ่มมีการใช้ชุดเบลเซอร์จึงถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับสาวแกล เครื่องแบบเบลเซอร์ก็เป็นชุดนักเรียนที่คุ้นตากันดีในยุคปัจจุบัน เป็นสไตล์ที่ผสมผสานเสื้อเชิ้ต เนคไท เสื้อเบลเซอร์ และกระโปรงลายสก็อต ชุดนี้ดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมากทั่วประเทศ และกลายเป็นตัวแบ่งสาวแกลออกเป็น 2 ประเภทคือประเภทชุดเบลเซอร์และประเภทชุดกะลาสี
ตัวอย่างการแต่งกายชุดนักเรียนของสาวแกลยุคโชวะสามารถเห็นได้จากตัวละคร จุนโกะ จากซีรีส์เรื่อง ท่องเวลามาผิดยุค (Extremely Inappropriate!)
A post shared by 【公式】「不適切にもほどがある!」来春SPドラマ放送決定! (@futeki_tbs)
View this post on Instagram
สาวแกลยุคเฮเซ
View this post on Instagram
ในยุคเฮเซนี้เองที่ภาพลักษณ์ของสาวแกลเริ่มได้รับการยอมรับในสังคม ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กเกเร แยงกี้ เหมือนยุคโชวะ แต่ถูกมองว่าเป็นสาวทันสมัยที่อินเทรนด์ แต่งตัวจัดจ้าน โดยมีลักษณะ เช่น
สาวแกลยุคเฮเซ ผมสีน้ำตาล/บลอนด์
ยิ่งสีผมสว่างเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่ารักขึ้นเท่านั้น! สำหรับสาวแกลยุคเฮเซ การย้อมผมเป็นสีน้ำตาลและสีบลอนด์ถือเป็นเรื่องปกติจนเรียกได้ว่าถ้าอยากดูเหมือนสาวแกล ต้องเริ่มย้อมผมก่อนเป็นอย่างแรก ในช่วงต้นถึงกลางยุคเฮเซเป็นช่วงเวลาที่คนหนุ่มสาวเริ่มนิยมย้อนสีผมกัน เพราะแค่ย้อมผมเป็นสีน้ำตาลก็จะให้ลุคที่ดูดื้อ ดูซนขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสาวแกลที่อินเทรนด์จึงแห่กันย้อมสีผมให้อ่อนลง
สาวแกลยุคเฮเซ อบผิวแทน
สำหรับสาวแกลยุคเฮเซ ร้านทำผิวแทนถือเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมสาวแกล มีร้านทำผิวแทนเรียงรายอยู่ใจกลางเมืองและได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ในช่วงครึ่งหลังของยุคเฮเซ กระแสผิวขาวกลับมาได้รับความนิยมและร้านทำผิวแทนก็เริ่มเบาบางลงไป แต่ภาพลักษณ์ว่า สาวแกล=ผิวแทน ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง อีกทั้งผิวสีแทนก็เป็นองค์ประกอบสำคัญในการแต่งหน้าแบบกังกุโระอีกด้วย
สาวแกลยุคเฮเซ ลักษณะที่ 3 : กระโปรงสั้น
ชุดนักเรียนของสาวแกลในยุคเฮเซคือยิ่งกระโปรงสั้นยิ่งน่ารัก กระโปรงที่ยาวถึงเข่าจะดูธรรมดาและเชย ไม่ว่าจะเป็นชุดนักเรียนแบบเบลเซอร์หรือกะลาสีต่างก็สวมกระโปรงสั้นกันจนเห็นต้นขา แม้กระทั่งในฤดูหนาวหรือในวันที่หิมะตก อยากสวยต้องอดทนของแท้
สาวแกลยุคเฮเซสวมชุดนักเรียนโอเวอร์ไซส์
สาวแกลยุคเฮเซจะนิยมใส่ชุดนักเรียนหลวม ๆ แบบทรงโอเวอร์ไซส์ ต่างจากกระโปรงที่ต้องให้สั้นเข้าไว้ ยิ่งใส่เสื้อตัวบนหรือคาร์ดิแกนหลวม ๆ กระโปรงสั้นและต้นขาก็จะยิ่งดูโดดเด่นมากขึ้น อีกทั้งถุงเท้าหลวมแบบย่นก็ฮอตฮิตมากจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของสาวแกลมาจนถึงปัจจุบัน
ตัวอย่างการแต่งกายชุดนักเรียนแบบแฟชั่นของสาวแกลยุคเฮเซสามารถพบเห็นได้จากเหล่านางแบบนิตยสาร egg นิตยสารแฟชั่นสไตล์สาวแกล
View this post on Instagram
สาวแกลยุคเรวะ
สาวแกลยุคเรวะยังคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของสาวแกลยุคเฮเซ แต่จะเริ่มมีความเป็นผู้หญิงและความอ่อนหวานเรียบร้อยมากขึ้น ไม่ได้จัดจ้านฉูดฉาดเท่ายุคก่อน มีค่านิยมและแนวคิดที่แตกต่างไปจากเดิม
ยุคเรวะผิวสีไหนก็เป็นสาวแกลได้!
ในยุคเรวะ เรียกได้ว่าอิมเมจของสาวแกลได้ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มตามความหมายเดิมคือหญิงสาวที่อินเทรนด์ตามแฟชั่น ยุคเรวะเป็นยุคสมัยแห่งความหลากหลาย สาวแกลในยุคนี้จึงมีสีผิวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะผิวแทนหรือผิวขาวก็คือสาวแกล แม้กระทั่งสไตล์การแต่งตัวที่แตกต่างกัน ทั้งหมดก็คือสาวแกล แต่โดยรวมแล้วมีแนวโน้มที่จะนิยมผิวขาวเป็นหลัก แม้แต่สาว ๆ ที่ชอบผิวสีแทนก็อยากได้ผิวสีน้ำตาลอ่อนดูสุขภาพดีมากกว่าผิวสีแทนเข้ม ๆ แบบสาวแกลยุคเฮเซ
สาวแกลยุคเรวะ เมคอัพไม่จัดแต่ตาต้องสวย
สาวแกลยุคเรวะมีลักษณะเด่นคือการแต่งตาแบบเป็นธรรมชาติมากกว่าสาวแกลยุคเฮเซ การแต่งหน้าจะไม่ฉูดฉาดเลย แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือขนตาปลอมและเทปตาสองชั้นเพื่อให้ดวงตาดูสดใสขึ้น บ้างก็ไปทำศัลยกรรมตาสองชั้น เคล็ดลับการแต่งหน้าสไตล์สาวแกลยุคเรวะคือดูน่ารักแต่ไม่ฉูดฉาด
สาวแกลยุคเรวะ ทำทรงผมตามความชอบ
ในขณะที่สาวแกลยุคโชวะนิยมทรงผมแบบเซโกะจัง และสาวแกลยุคเฮเซนิยมผมสีน้ำตาลและสีบลอนด์ สาวแกลยุคเรวะจะนิยมเลือกทรงผมที่เหมาะกับบุคลิกของตัวเอง ดังที่กล่าวไปคือเป็นยุคแห่งความหลากหลาย ต่างคนต่างก็ชอบทรงผมต่างกันไป สาวแกลยุคเรวะจะมีความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนทรงผมและสีผมเพื่อให้เหมาะกับตนเองและเข้ากับเทรนด์ใหม่ ๆ เสมอ แม้ว่าในตอนแรกอาจดูเหมือนทรงผมธรรมดา แต่เมื่อแต่งตัว แต่งหน้า จัดทรงเล็กน้อย ก็ดูเปล่งประกายขึ้นมาได้ทันที
สาวแกลยุคเรวะ ไม่ได้อยากเป็นเหมือนใคร แค่อยากเป็น “ตัวเอง”
ทั้งยุคโชวะและเฮเซล้วนมีไอดอลสาวแห่งยุคที่เหล่าสาวแกลต่างชื่นชอบและใฝ่ฝัน แต่ในยุคเรวะนั้นไม่มีไอคอนสาวผู้ทรงเสน่ห์ในหมู่สาวแกลเลย ด้วยแนวคิดสมัยใหม่และความหลากหลายทางสังคม สาวแกลยุคเรวะไม่มีความปรารถนาที่จะเป็นเหมือนใคร แต่จะให้ความสำคัญกับการเป็นสาวแกลในแบบของตัวเอง นำจุดเด่นหรือข้อดีของผู้คนมาผสมผสานกันเพื่อแสวงหาความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อิสระของสาวแกลในยุคเรวะเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเธอมีเสน่ห์โดยไม่ต้องมีบรรทัดฐานใด ๆ มากำหนดรูปแบบของความงาม
แม้ว่าเทรนด์แฟชั่นและการแต่งหน้าจะเปลี่ยนไป แต่จิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของสาวแกลก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง พวกเธอยังคงเป็นพลังบวกที่แสนสดใสร่าเริงให้กับสังคมได้เสมอ น่าตื่นเต้นนะคะว่าเทรนด์ของสาวแกลในอนาคตจะมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรอีกบ้าง
สรุปเนื้อหาจาก noiseandkisses