โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มาม่า ทุ่ม 400 ล้านบาท เปิดเกมรุกตลาดต่างประเทศ บุกยุโรป-แอฟริกา-เวียดนาม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 มิ.ย. 2566 เวลา 11.18 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2566 เวลา 04.18 น.

มาม่า ผุดแผนโกอินเตอร์ต่อเนื่อง ประกาศบุกตลาดแอฟริกา ขยายฐานผลิตโรงงานฮังการี คัมแบ็กประเทศเวียดนาม ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ต่างประเทศเป็น 40% ในปี 2568

นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการสำนักกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์มาม่า เปิดเผยว่า ปี 2566 บริษัทฯ วางแผนขยายตลาดในต่างประเทศมากขึ้น ภายใต้แบรนด์มาม่า และไทยเชฟ

เบื้องต้น เล็งเพิ่มทุนในต่างประเทศ ใช้งบประมาณ 300-400 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพิ่ม 2 เท่าตัว ที่โรงงานในประเทศฮังการี รองรับโอกาสการขยายการทำตลาดในภูมิภาคยุโรปตะวันออก

อย่างไรก็ตาม เมื่อ 10 ปีก่อน บริษัทฯได้ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจเพื่อลงทุนตั้งโรงงานในฮังการี ประกอบด้วย 2 ประเทศสำคัญในการทำตลาดยุโรป คือ ฟินแลนด์ และ เยอรมนีด้วยสัดส่วนยอดขาย 50% จากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ และ ไทยเชฟ มีรสชาติยอดนิยม คือ รสไก่ รสต้มยำ และรสหมูสับ

“ที่ผ่านมาแบรนด์มาม่าขยายตัวในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป เนื่องจาก กลุ่มคนไทยอาศัยในยุโรปมากขึ้น ทำให้สินค้าเป็นที่ต้องการในตลาด สวนทางกับกำลังการผลิตในฮังการีที่เริ่มไม่พอรองรับในตลาดเดิม”

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีแผนนำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขยายตลาดในประเทศแอฟริกา ขณะนี้อยู่ระหว่างหาพาร์ตเนอร์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงานผลิตสินค้า

นายพันธ์ กล่าวต่อว่า บริษัทฯ มองเห็นโอกาสจากช่วงแพร่ระบาดโควิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งเริ่มนำสินค้าทำตลาดผ่านตัวแทนจำหน่าย (Distributor) และได้การตอบรับเป็นอย่างดี ในประเทศมาดากัสการ์ และ ซูรินาม ในอเมริกาใต้ ซึ่งสินค้าขายรูปแบบลัง และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 5-6 เท่าตัว

“ประเทศแอฟริกามีเจ้าตลาดบะหมี่ฯ อยู่ในตลาด ซึ่งเป็นผลดีที่ผู้บริโภคในประเทศมีความคุ้นเคยและรู้จักสินดีอยู่แล้ว ซึ่งบริษัทฯมองเห็นว่าเป็นโอกาสและมีช่องว่างในตลาดนี้”

คีย์ไฮไลต์อีกประการ คือ บริษัทจะนำมาม่า กลับเข้าไปทำตลาดในเวียดนามอีกครั้ง จากก่อนหน้าบริษัทได้เข้าไปทำตลาดสินค้าก่อนปิดโรงงานผลิตไปเมื่อปี 2541 หรือราว 25 ปีที่ผ่านมา โดยอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรท้องถิ่นในฐานะผู้กระจายสินค้า

จากแผนดังกล่าวบริษัทฯ ตั้งเป้าบาลานซ์พอร์ตฯ รายได้ใหม่ใน 2 ปีข้างหน้า ให้รายได้จากต่างประเทศมีสัดส่วน 40% จากปัจจุบันอยู่ที่ 25-30% และรายได้จากตลาดในประเทศเหลือ 60% จากปัจจุบันอยู่ที่ 70-75%

สำหรับตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทยมีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท มีอัตราการเติบโตเชิงปริมาณอยู่ที่ 1% และในเชิงมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6-7% ขณะที่ตลาดในต่างประเทศยังไม่อิ่มตัวและมีโอกาสอีกมาก ปัจจุบันมาม่าครองส่วนแบ่งตลาดราว 50%

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ทางภาครัฐอนุมัติให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นราคาจำหน่ายได้ 1 บาทต่อซองไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ส่งผลให้สถานการณ์ตลาดในภาพรวมปรับตัวดีขึ้นมาบ้าง มีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น 7-8% จากก่อนนี้ที่อยู่แค่ 0.3%

จากแนวโน้มดังกล่าว คาดส่งผลให้ในปีนี้ บริษัทฯจะมีรายได้รวมเติบโต 5-6% จากปีที่แล้วที่มีรายได้รวมประมาณ 27,000 กว่าล้านบาท

ส่วนในแง่ปริมาณจะเติบโต 2% โดยมียอดขายจากสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทั้งในประเทศและส่งออก และรายได้จากธุรกิจขนมปังและผลิตภัณฑ์เบเกอรีแบรนด์ฟาร์มเฮ้าส์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...