“ผู้ต้องหา” แฉ! พฤติการณ์เปิดบัญชี พบสแกนหน้าต่างประเทศ
“ผู้ต้องหา” แฉ! พฤติการณ์เปิดบัญชี พบสแกนหน้าต่างประเทศ
วันที่ 15 ธ.ค. 2567 ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลง ปฏิบัติการจับกุมตัว นางสาวปาริฉัตต์ (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา บริเวณบ้านหนองไผ่ล้อม ต.หนองบัวใหญ่ อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ
ด้านพล.ต.ต. วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผู้การ สอท. เปิดเผยว่า นางสาวปาริฉัตต์ ยอมรับว่ายินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากและให้ความร่วมมือในการสอบปากคำเป็นอย่างดี โดยอ้างว่า เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.67 สามีของตนเองได้บอกว่ามีงานพิเศษให้ทำ คือการเปิดบัญชีธนาคาร มีค่าตอบแทนบัญชีละ 3,500 บาท ซึ่งนางสาวปาริฉัตต์ อ้างว่าไม่รู้ว่ามีความผิดตามกฎหมาย จึงตกลงรับงานทั้งตัวเองและสามี เมื่อเปิดบัญชีแล้วผู้ที่จ้างเปิดบัญชีได้เดินทางมาที่บ้านเพื่อถ่ายรูปสมุดบัญชีธนาคารที่เปิดใหม่ ก่อนจะให้รถแท็กชี่มารับตัวเธอและสามีเดินทางไปยังตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พร้อมกับคนที่รับจ้างเปิดบัญชีคนอื่น ซึ่งต้องเดินเท้าข้ามแดนโดยผ่านเส้นทางธรรมชาติที่มีมีลักษณะเป็นที่รกร้าง และใช้แพโฟมขักรอกข้ามลำน้ำขนาดเล็ก โดยมีบุคคลที่นำพาข้ามแดนประมาณ 2-3คน คอยเตรียมพร้อมรับตัวคนข้ามแดนอยู่ที่ฝั่งเพื่อนบ้าน และมีรถตุ๊กๆมารับไปส่งยังตึกแถวแห่งหนึ่งฝั่งกัมพูชา
เมื่อไปถึงอาคารดังกล่าวพบว่ามีคนไทยประมาณ 15-20 คนอาศัยอยู่ด้วย รวมทั้งมีชาวจีนประมาณ 3-4 คน มียามคอยสแกนนิ้วเปิดปิดประตูเข้าออกตลอดเวลา และคนจีนได้ยึดบัตรประชาชน และสมุดบัญชีธนาคาร และโทรศัพท์มือถือ ของตัวเธอและผู้รับจ้างคดีพร้อมโดนสั่งให้บอกรหัส Mobile Banking ในการทำธุรกรรมแอพฯธนาคาร จากนั้นได้ส่งมอบให้แก่บอสชาวจีน และจะโดนขังอยู่ในห้องปิดม่านทึบโดยถูกสั่งให้พักคอย ไม่ต้องทำอะไร จนกว่าถูกเรียกตัวไปสแกนหน้าผ่านแอพพลิเคชั่น Mobile Banking ที่ได้ลงทะเบียนไว้ เพื่อรับโอนเงินและเปลี่ยนเป็นสกุลดิจิทัลเพื่อโอนต่อไปยังบัญชีเงินดิจิทัลหนึ่งที่คนจีนเป็นเจ้าของ โดยจะมีแสกนวันละอย่างน้อย 1 รอบ หรือมากกว่านั้น โดยในระหว่างวันจะมีข้าวกล่องมาส่งให้มื้อละกล่องต่อคน
ภายหลังได้มีคนไทยที่เป็นผู้ช่วยบอสจีนเข้ามาจ่ายค่าจ้างเป็นเงินสดซึ่งเป็นธนบัตรไทยแก่ผู้ที่ทำภารกิจสแกนเสร็จสิ้นแล้ว ในส่วนของนางสาวปาริฉัตต์ มีบัญชีธนาคาร 4 เล่ม ได้รับเงินจำนวน 14,000 บาท แต่ภายหลังบัญชีดังกล่าวถูกกอายัดจึงถูกส่งตัวกลับประเทศไทยผ่านช่องทางเดิม และผู้ต้องหาได้กลับมาทำงานอาชีพแม่บ้านและใช้ชีวิตปกติ กระทั่งถูกตำรวจไซเบอร์เข้าจับกุมในที่สุด
ทั้งนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า ตำรวจไซเบอร์อยู่ระหว่างเร่งสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามจับกุมผู้ต้องหาในขบวนการที่ยังหลบหนีมาดำเนินคดีเพิ่มเติม เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบเส้นทางการเงินของบัญชีของผู้ต้องหาเชื่อมโยงไปถึงบัญชีเงินดิจิทัลของชาวจีน ซึ่งมีเส้นทางการเงินโยงถึงบัญชีที่มีผู้เสียหายในวงการนางงามและวงการอื่นๆ อีกกว่า 100 คดี ซึ่งมีรูปแบบการก่อเหตุในลักษณะเดียวกันโดยการสร้างห้องจำลองห้องสอบสวนของDSI ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะมีการสืบสวนเพื่อแจ้งข้อหากับผู้ต้องหากลุ่มนี้เพิ่มเติม ส่วนสามีของนางสาวปาริฉัตต์ ได้หลบหนีไปและไม่พบว่าเชื่อมโยงกับกรณีของชาล็อต แต่เจ้าหน้าที่จะติดตามตัวมาดำเนินคดี
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหานางสาวปาริฉัตต์ ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ ด้วยการขู่เข็ญ นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามพ.ร.บ.คอมฯ เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน ซึ่งนางสาวปาริฉัตต์ ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยอมรับเพียงยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากจริง