โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

1O หุ้นรถยนต์ EV เงินปันผลสูง

Wealth Me Up

อัพเดต 15 ส.ค. 2567 เวลา 16.03 น. • เผยแพร่ 14 ส.ค. 2567 เวลา 11.25 น. • Wealth Me Up

ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…

Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line

ภายในปี 2578 IEA ตั้งเป้าให้ยอดขายทั่วโลกกว่า 50% เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ได้ เพื่อช่วยลดความต้องการใช้น้ำมันกว่า 6-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2567 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนตั้งเป้าให้ทำยอดขายได้ 10 ล้านคัน คิดเป็นประมาณ 45% ของยอดขายรถทั้งหมดในจีน

ส่วนในสหรัฐอเมริกา ผู้ผลิตเจ้าใหญ่อันดับ 2 ของโลก ก็คาดการณ์ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเติบโต 20% เพิ่มจากปี 2566 คิดเป็น 11% สำหรับยอดขายรถใหม่ ส่วนตลาดยุโรปก็อาจจะทำยอดขายเพิ่มได้ 10% คิดเป็น 25% ของยอดขายทั้งหมด

ด้าน BloombergNEF ให้ข้อมูลว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะเติบโตจาก 13.9 ล้านคันในปี 2566 เป็นมากกว่า 30 ล้านคันในปี 2570 เทียบเท่ากับอัตราการเติบโตเฉลี่ย 21% ต่อปีในช่วง 4 ปี (2566-2570) เทียบกับอัตราการเติบโตเฉลี่ย 61% ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2563- 2566 และสัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วโลกเติบโตเป็น 33% ในปี 2570 จาก 17.8% ในปี 2566

โดยมีเพียงประเทศจีน (60%) และยุโรป (41%) เท่านั้นที่มีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบสแกนดิเนเวียมีสัดส่วนมากถึง 90% ในขณะที่ญี่ปุ่นมีการเติบโตของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ช้ากว่าประเทศในกลุ่มที่พัฒนาแล้ว

ในปี 2570 คาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้า EV สะสมเท่ากับ 132 ล้านคัน เทียบกับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าสะสม 41 ล้านคัน ณ สิ้นปี 2566 นำโดยประเทศจีน และสหภาพยุโรป

ภาพรวมยานยนต์ไฟฟ้าในระยะสั้น

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในปี 2568 คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 3.1 ล้านคันในปี 2563 ไปสู่ 14 ล้านคัน ซึ่งคิดเป็น 16% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลกในปี 2568 ขณะที่เยอรมันจะกินส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นราว 40% ของยอดขายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ขณะที่ประเทศจีนจะอยู่ที่ 25% แสดงให้เห็นว่าจีนและยุโรปจะครอบครองตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของโลกในปี 2568

โดยปัจจัยผลักดันของยุโรป คือ Europe’s Vehicle CO2 Regulations หรือมาตรฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของยานยนต์ที่ใช้ในยุโรป ด้านจีนก็จะมีกฎเกณฑ์ด้านเชื้อเพลิงของจีน และระบบเครดิตยานยนต์พลังงานรูปแบบใหม่เป็นตัวขับดัน

จากมุมมองของทาง BloombergNEF เผยว่า รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-In Hybrid (PHEV) จะมียอดขายที่เติบโตรวดเร็วในระยะสั้นสำหรับประเทศยุโรป โดยมีสาเหตุมาจากเป้าหมายด้าน CO2 ที่เข้มงวด แต่จากนั้นจะค่อยๆ ปรับลดลง พร้อมกับราคาแบตเตอรี่ที่ถูกลงอย่างต่อเนื่อง

นโยบายที่หนุนยานยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-In Hybrid (PHEV) จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากยุโรปและญี่ปุ่นแล้ว PHEV จะไม่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดใดๆ ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยยอดขายเกือบ 80% ทั่วโลกในปี 2568 จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

ถึงแม้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังบูม โดยเฉพาะในจีน ยุโรป และอเมริกาเหนือ ที่มีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุน การลดภาษี หรือแม้แต่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเรื่องมลพิษ ทำให้ค่ายรถยักษ์ใหญ่ต่างทุ่มงบกันสุดตัวเพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ออกมาแข่งขันกัน

แต่ก็ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ ยังมีความท้าทายรออยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขาดแคลนชิป การพัฒนาแบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และการสร้างสถานีชาร์จให้ครอบคลุมทั่วถึง พูดง่าย หากต้องการลงทุนหุ้นรถยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

โอกาสและความท้าทายในยุคเปลี่ยนผ่าน

1. แนวโน้มการเติบโตที่น่าตื่นเต้น

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจะมีสัดส่วนมากกว่า 30% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด จึงเป็นโอกาสทองสำหรับนักลงทุนที่มองการณ์ไกล แต่ก็ต้องระวังความผันผวนในระยะสั้นด้วย

2. การแข่งขันที่ดุเดือด

ไม่ใช่แค่ Tesla ที่ครองตลาดอีกต่อไป ค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง Volkswagen, GM, Ford กำลังทุ่มงบหนักเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ในขณะที่แบรนด์จากจีนอย่าง BYD, NIO ก็กำลังรุกตลาดโลกอย่างหนัก การแข่งขันที่เข้มข้นนี้อาจกดดันอัตรากำไร แต่ก็จะช่วยเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าเร็วขึ้น

3. นโยบายภาครัฐ ตัวเร่งปฏิกิริยา

รัฐบาลทั่วโลกกำลังผลักดันนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุน การลดภาษี หรือการกำหนดเป้าหมายยกเลิกการขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป นโยบายเหล่านี้จะเป็นแรงหนุนสำคัญ แต่ก็ต้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นได้อย่างรวดเร็ว

4. ความท้าทายด้านห่วงโซ่อุปทาน

การขาดแคลนชิป ปัญหาการจัดหาวัตถุดิบสำหรับแบตเตอรี่ และความผันผวนของราคาโลหะ เช่น ลิเธียม นิกเกิล โคบอลต์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามอง บริษัทที่สามารถจัดการห่วงโซ่อุปทานได้ดีจะได้เปรียบในการแข่งขัน

5. เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว

การพัฒนาแบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ระบบขับขี่อัตโนมัติ และซอฟต์แวร์อัจฉริยะ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดผู้ชนะในตลาดนี้ บริษัทที่ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในระยะยาว

6. โอกาสในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

นอกจากผู้ผลิตรถยนต์แล้ว ยังมีโอกาสในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ผลิตแบตเตอรี่และวัสดุสำหรับแบตเตอรี่ ผู้ให้บริการสถานีชาร์จ หรือผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และระบบอัตโนมัติ ซึ่งการลงทุนในบริษัทเหล่านี้อาจช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการทำกำไร

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

  • การแข่งขันที่รุนแรงอาจนำไปสู่สงครามราคา
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐอย่างฉับพลัน
  • ความล่าช้าในการพัฒนาเทคโนโลยีหรือโครงสร้างพื้นฐาน
  • ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ
  • ความเสี่ยงจากการประเมินมูลค่าหุ้นที่สูงเกินจริง โดยเฉพาะในบริษัท startup

การลงทุนในหุ้นรถยนต์ไฟฟ้ามีทั้งโอกาสและความท้าทาย ผู้ที่มองการณ์ไกลและเข้าใจพลวัตของอุตสาหกรรมนี้จะมีโอกาสทำกำไรได้ดี แต่ก็ต้องระมัดระวังและกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

#WealthMeUp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...