โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"นรินทร์กลึง" อดีตขุนนางชั้นเจ้าเมือง ผู้กล้าส่งจดหมายด่าจอมพล ป. "มึงต้องลาออกเดี๋ยวนี้"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 ส.ค. 2568 เวลา 17.10 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 17.10 น.
(ซ้าย) ภาพถ่ายนรินทร์กลึง เมื่ออายุ 58 พ.ศ. 2475 (ขวา) ไปรษณียบัตรบางส่วนที่นรินทร์เขียนถึงบุคคลต่างๆ เมื่อถูกกักกันตัวที่นครศรีธรรมราช [ภาพจากหนังสือ ชีวิต, แนวคิด และการต่อสู้ของ

นรินทร์กลึง หรือนรินทร์ ภาษิต อดีตขุนนางชั้นเจ้าเมือง ผู้กล้าส่งจดหมายด่า จอมพล ป. “มึงต้องลาออกเดี๋ยวนี้”

ในยุคที่เทคโนโลยีด้านการสื่อสารยังไม่พัฒนาเป็นระบบดิจิทัล คลิปตัดต่อหรือการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ออกอากาศสดทางโทรทัศน์ยังไม่แพร่หลาย การสื่อสารทางการเมืองเมื่อเกือบ 80 ปีก่อนยังต้องใช้จดหมายโต้ตอบกันอยู่ และน่าจะมีเพียงไม่กี่คนที่กล้าสื่อสารไปถึงนายกรัฐมนตรี (ทหาร) ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ขั้นใช้คำว่า “มึงต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรีเดี๋ยวนี้…”

เจ้าของวีรกรรมครั้งนี้เป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากนรินทร์กลึง หรือนรินทร์ ภาษิต จอมขบถ (หรือบางคนอาจจดจำหรือรับรู้ในสถานะ “คนบ้า”) ที่เขียนจดหมายไปด่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี สมัย พ.ศ. 2486 ด้วยถ้อยคำรุนแรงและหยาบคาย แต่เดี๋ยวก่อน! “ความหยาบคาย” ของนรินทร์กลึง ไม่ได้เป็นแค่การระบายอารมณ์แบบครั้งคราวเท่านั้น แต่เป็นตัวตนของเขาเองที่มีคำอธิบายและที่มาที่ไปซึ่งทำให้ต้องใช้คำหยาบในการสื่อสารในหลายด้านด้วย

นรินทร์ ภาษิต เป็นจอมขบถที่มีชื่อเสียงเมื่อกว่า 80 ปีก่อน แต่ใครจะเชื่อว่านรินทร์กลึง (ชื่อที่ให้ผู้อื่นเรียก) จะเป็นอดีตขุนนางบรรดาศักดิ์ชั้นคุณพระเจ้าเมือง แต่ก็ต้องถูกตะเพิดออกจากราชการก่อนอายุ 40 ปี เพราะขบถต่อคำสั่งเจ้านาย

ชายที่ชื่อนรินทร์ หรือเรียกกันในวัยเด็กว่า เด็กชายกลึง เกิดเมื่อ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2417 ที่จังหวัดนนทบุรี ก่อนจะกลายเป็นชายที่ขึ้นชื่อเรื่องขวางโลกมาตลอดอายุขัย

เอกสารคำให้การของนรินทร์เมื่อคราวต้องข้อหา “กบถภายในและเขียนข้อความเป็นปติปักต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ” เมื่อ พ.ศ. 2486 ขณะอายุ 70 ปี บอกเล่าประวัติของเขาเองว่า เมื่ออายุได้ 16 ปี เริ่มเข้ารับราชการเป็นเสมียนเสนากระทรวงเกษตร และเสมียนกรมศุลกากร ต่อมาไปเป็นเสมียนกระทรวงศึกษาธิการ และเปลี่ยนสังกัดมาอยู่ที่กรุงเก่า จนกระทั่งมาทำงานเป็นสรรพกรมณฑล มีบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงสุภมาตรา” รับราชการตำแหน่งเกษตรมณฑล

หลังจาก พ.ศ. 2442 ที่รัฐบาลตั้งโรงเรียนสอนการปกครอง นายนรินทร์มีโอกาสเล่าเรียนในโรงเรียนที่กรุงเก่า และอ้างว่าสอบได้ที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นนายอำเภอที่ลพบุรี ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงรามบุรานุกิจ ย้ายจากลพบุรีไปเป็นปลัดเมือง (ปลัดจังหวัด) ที่ชลบุรี และไต่เต้าทางตำแหน่งขึ้นมาต่อเนื่องจนได้เป็นพระพนมสาระนรินทร์ ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการประจำจังหวัดนครนายก อยู่ในตำแหน่งได้ 1 เดือนก็ลาออกจากราชการ เนื่องจากช่วยเหลือราษฎรเดินเรือรับจ้างแข่งกับบริษัทผูกขาดของฝรั่ง เนื้อหาในคำให้การอ้างว่าหลังจากนั้นทางราชการไม่ได้จ่ายบำเหน็จบำนาญให้

เมื่อ พ.ศ. 2458 หรือ 2459 นรินทร์ เล่าว่า เขาเริ่มวีรกรรมด้วยการทำใบปลิวแจกราษฎรเพื่อปฏิสังขรณ์โบสถ์วัดลานวัว ความทราบถึงราชการ ทำให้ราชการไม่ไว้ใจพฤติกรรม เพราะก่อนหน้านี้ก็ได้รับกระแสข่าวว่านรินทร์ที่เคยเป็นหัวแรงในการออกหนังสือ “สารธรรม” และ “โลกกับธรรม” ที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทัศนะทางพุทธศาสนาที่สำคัญในช่วงเวลานั้น กำลังจะออกหนังสือ “ช่วยบำรุงชาติ” อันมีเนื้อหาแตกต่างจากสารธรรม โดยคำปรารภในหนังสือแจ้งว่าจะเป็นเชิง “ดัดทิฏฐิ ผู้ที่ถือลัทธิผิดๆ แลมักจะเป็นเรื่องที่ขวางใจคนโดยมาก” ข่าวคราวเข้าถึงราชการ และมีกระทรวงยื่นเรื่องถอดบรรดาศักดิ์

หลังจากถูกถอดแล้ว ครอบครัวก็เริ่มประกอบอาชีพปั้นหม้อดินขาย ส่วนนายนรินทร์มาตั้งโรงพิมพ์ออกหนังสือพิมพ์รายวันและรายสัปดาห์ โดยช่วงเวลานั้นจัดตั้งกลุ่มที่เรียกว่า“คณะยินดีการคัดค้าน” มีหนังสือพิมพ์ “เหมาะสมัย” เป็นกระบอกเสียง คณะฯ แถลงจุดประสงค์ของกลุ่มในหนังสือพิมพ์ฉบับแรกว่า “รับจะช่วยระงับความเดือดร้อนอันบังเกิดแก่ประชาชน…เช่น ถูกบีบคั้น กดขี่ บังคับ…”

นายนรินทร์ เคยต้องโทษจำคุกหลายครั้ง ครั้งหนึ่งคือจำคุกจากการแจกใบปลิวที่เรียกว่า “สงบไม่ได้” สาระสำคัญคือประณามข้าราชการฝ่ายปกครองว่าไร้ความสามารถ ไม่สามารถดูแลราษฎรได้ หลังเกิดการปล้นจี้อย่างอุกอาจหลายพื้นที่ แม้ว่าหลังจากนั้นจะโจมตีหนังสือพิมพ์ในเมืองไทยว่า วางตัวไม่เป็นกลางในการเสนอข่าวสงคราม เสนอข่าวเข้าข้างฝ่ายสัมพันธมิตร พร้อมกับโจมตีฝ่ายที่เสนอให้สยามเข้าร่วมสงครามเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร โดยช่วงเวลานั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ใกล้ปะทุขึ้น แต่สยามยังไม่ได้ประกาศเข้ากับฝ่ายใด ใบปลิวโจมตี นสพ. ในไทยไม่ได้อยู่ในคำฟ้องที่ทำให้นรินทร์ถูกจับ แต่กลับเป็นใบปลิวเรื่อง “สงบไม่ได้” ที่แจกในเวลาไล่เลี่ยกันและทำให้ต้องโทษจำคุก 2 ปี

หลังจากนั้นมาก็ต้องโทษอีกหลายครั้งด้วยข้อหาขบถในราชพระราชอาณาจักร และถูกจับอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2483 ด้วยข้อหาขบถ เนื่องจากพิมพ์ข้อความในใบปลิวคัดค้านการยืดบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกจำคุก 2 ปี พ้นโทษออกมาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2485 แต่ก็เป็นอิสระไม่นาน มาเจอคดีอีกรอบ คราวนี้เป็นการส่งจดหมายส่วนตัวแล้ว

นรินทร์กลึง ส่งจดหมายส่วนตัวไปด่าจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2486 ใช้ถ้อยคำรุนแรง หยาบคายขั้นที่อาจไม่มีชาวไทยกล้าด่าบุคคลที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารประเทศระดับสูงโดยเปิดเผยตัวขนาดนี้ ข้อความส่วนใหญ่หยาบคายจนไม่อาจเผยแพร่ได้ แต่บางส่วนยังพอยกเป็นตัวอย่างได้ ข้อความส่วนหนึ่งมีใจความว่า

“…ถ้ามึงมีสติ หรือมีไหวดีๆ โดยรู้สึกตัวว่าการที่กูด่าสอนมึงมาแล้วนั้น และทั้งนี้ก็เพื่อให้มึงดี ชาติไทยจะได้พลอยดีไปด้วย เมื่อมึงไม่อาฆาตพยาบาทเกลียดโกรธกูด้วยแล้ว มึงก็ต้องทำตามกูว่า ดังมีต่อไปนี้…มึงต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเดี๋ยวนี้… เมื่อมึงยินดีลาออกตามที่กูว่าแล้ว ก็ควรบอกเสนอ ค.ร.ม. ว่าขอให้กูเป็นแทนมึงทันทีดีกว่า แล้วมึงก็ยังจะมีท่าได้เป็นคนดีต่อไป เพราะกูยังจะเลี้ยงสอนมึงไป พอเห็นได้ว่ามึงดีแล้ว กูก็จะได้มอบหมายให้มึงทำการแทนกูต่อไป”

จดหมายนี้ไม่เพียงทำให้เดือดร้อนอีกครั้งเท่านั้น ครั้งนี้นรินทร์เล่าว่าเคยเกือบถูกสั่งฆ่า อย่างไรก็ตาม จดหมายฉบับนี้ทำให้เขาถูกจับ และถูกส่งไปกักตัวที่โรงเรียนอบรมจิตใจ ที่กองทหารปืนใหญ่ โคกกระเทียม ลพบุรี และสถานกักกันที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเวลา 2 ปี 21 วัน

ส่วนสาเหตุของการสื่อสารที่ต้องใช้คำหยาบนั้น นรินทร์ให้เหตุผลทำนองว่า “คำหวานมักเป็นลม” ตามคำอธิบายของนรินทร์ คือ นับตั้งแต่เกิดโลกใบนี้ขึ้น มนุษย์ใช้แต่คำอ่อนหวาน ข้อนี้เองเป็นส่วนที่ทำให้สัตว์โลก “ฉิบหาย” เนื่องจาก

“ไอ้คนใหญ่! คนโต!! … มันทำอะไรผิดๆ แล้วก็ไม่มีใครกล้าสามารถพูดจาว่ากล่าวคัดค้านหรือท้วงโดยรุนแรงกับมันได้ เพราะเกรงกลัวอำนาจของมัน แล้วไอ้ผู้ใหญ่! ที่ประพฤติผิดๆ นั้นๆ มันก็หารู้สึกผิดได้ไม่ เพราะมันไม่รู้สึกเจ็บแสบ… ฉะนั้น น.ร. จึงต้องใช้เพลงดื้อดันเอาน้ำร้อนสาดมันเข้าไป ก็เพื่อจะได้ให้มันโดด! และสดุ้งเสทือนแล้วมันจะได้รู้สึกผิดได้บ้างเท่านั้นฯ…” (ชวนฉลาด, ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 กันยายน 2491 หน้า 2-4)

ภาพหนึ่งที่คนทั่วไปจดจำนรินทร์กลึงได้คือการโกนหัว คิ้ว และหนวดเคราครึ่งซีก นุ่งแดงท่อนล่าง และห้อยรูปพระเจ้าตากแขวนคอ ด้วยเหตุผลว่า“ไม่มีใครเชื่อคำที่พูดจึงน่าแค้นหัวคิดตัวเอง”

นายนรินทร์ ภาษิต ถึงแก่กรรมเมื่อ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2493 ขณะอายุ 77 ปี เขาสั่งลูกหลานให้เก็บศพเขาไว้เพื่อให้รุ่นหลังรู้ว่าเคยมีมนุษย์ที่กล้าต่อสู้ผู้หนึ่งอยู่ และยังหลงเหลือร่างไว้รอให้คนไปศึกษาเรื่องราวของเขา

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา. ชีวิต, แนวคิด และการต่อสู้ของ “นรินทร์กลึง” หรือ-นรินทร์ ภาษิต. กรุงเทพฯ : งานดี, 2536

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 มีนาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “นรินทร์กลึง” อดีตขุนนางชั้นเจ้าเมือง ผู้กล้าส่งจดหมายด่าจอมพล ป. “มึงต้องลาออกเดี๋ยวนี้”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...