โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

โรคตุ่มน้ำพอง – การดูแลและปฏิบัติตัวของผู้ป่วยในเบื้องต้น

Campus Star

เผยแพร่ 03 ก.ค. 2562 เวลา 13.51 น.
โรคตุ่มน้ำพอง เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ผิวหนังเกิดการแยกตัวเป็นตุ่มน้ำใสๆ ขนาดต่างๆ

โรคตุ่มน้ำพอง เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ผิวหนังเกิดการแยกตัว ทำให้เกิดเป็นตุ่มน้ำพองใสๆ ขนาดต่างๆ อาจมีปัจจัยพื้นฐานสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคมักมีอายุประมาณ 50-60 ปี แต่ก็สามารถพบโรคนี้ได้ทุกวัย ทั้งชายและหญิง โรคนี้เกิดขึ้น 1 ใน 4 แสนคน ทั้งนี้โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ ถึงแม้จะเป็นเรื้อรัง แต่สามารถรักษาให้หายได้ เมื่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งโดยเคร่งครัด ไม่ควรหยุดยาหรือลดยาเอง

โรคตุ่มน้ำพอง

อาการของโรคตุ่มน้ำพอง

มีตุ่มน้ำพองหรือแผลถลอกที่ร่างกาย และเยื่อบุต่างๆ เมื่อตุ่มน้ำแตกจะทำให้ปวดแสบมาก และอาจเกิดแผลหรือรอยถลอก

นอกจากนั้นยังมีอาการแผลในปาก เป็นแผลถลอกที่เหงือก เพดานปาก หรือกระพุ้งแก้ม เมื่อเกิดตุ่มน้ำพองหรือแผลในปาก จะทำให้กลืนอาหารไม่สะดวก ส่วนผิวหนังที่เป็นแผล อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นหนองได้ ถ้าเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือดอาจทำให้มีไข้

ตัวอย่างของโรคเหล่านี้ เพมฟิกัส (pemphigus) : โรคเพมฟิกอยด์ : โรคตุ่มน้ำพอง CBDC

เพมฟิกัส (pemphigus) : ลักษณะตุ่มน้ำพองที่แตกง่าย ทำให้เกิดเป็นแผลถลอก สะเก็ดน้ำเหลือง

ข้อมูลเพิ่มเติม : สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย www.dst.or.th

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

หลักการดูแลและปฏิบัติตัวในเบื้องต้น

  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อ
  • ไม่ไปสถานที่แออัด เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  • ถ้ามีอาการที่บ่งถึงการติดเชื้อ เช่น ไข้สูง ไอ ปัสสาวะแสบขัด ควรปรึกษาแพทย์
  • ไม่รับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรือไม่สะอาด
  • ดื่มนมสด หรือ รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ป้องกันกระดูกพรุน
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ถ้าโรคยังไม่สงบ ไม่ควรตั้งครรภ์ เนื่องจากยาที่รับประทานเพื่อควบคุมโรค อาจมีผลต่อทารกในครรภ์ ถึงแม้ว่าโรคสงบแล้ว ถ้าจะตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะแพทย์อาจจะยังให้ยาบางชนิดเพื่อควบคุมโรคไม่ให้กำเริบ ซึ่งอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ได้เช่นกัน

ผู้ป่วยที่ได้รับยาเพรดนิโซโลน ถ้ามีอาการปวดท้องอุจจาระดำ หรืออาเจียนเป็นเลือดควรแจ้งให้แพทย์ทราบ

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยทีมีตุ่มน้ำแตกเป็นแผลในปาก

  • ใช้น้ำเกลือ (Normal saline)อมกลั้วปากบ่อย ๆ หรือทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปาก ยาฆ่าเชื้อที่เข้มข้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด โดยเฉพาะอาหารเผ็ด หรือเปรี้ยว จะทำให้แสบหรือเจ็บแผลมากขึ้น

ผู้ป่วยที่มีผื่นที่ผิวหนัง ควรปฏิบัติดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการประคบหรือพอกแผลด้วยสมุนไพร ผงหรือยาใดที่แพทย์ไม่ได้เป็นผู้สั่ง
  • ถ้าต้องการทำความสะอาดแผล ควรใช้น้ำเกลือ (Normal saline) เช็ดเบา ๆ อาจใช้ยาทา เช่น ยาครีมฆ่าเชื้อ ไม่ควรปิดแผลบ่อย ๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังหลุดถลอก
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด โดยเฉพาะอาหารเผ็ด หรือเปรี้ยว จะทำให้แสบหรือเจ็บแผลมากขึ้น

ข้อมูลโดย ภาควิชาตจวิทยา Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

อ่านวิธีการรักษา เพิ่มเติมได้ที่ : www.si.mahidol.ac.th

บทความแนะนำ :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...