โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

4 ขั้นตอน “วางแผนเทรด” เคล็ดลับของนักลงทุน (ใจกล้า)

ทันข่าว Today

อัพเดต 10 มี.ค. 2563 เวลา 03.46 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2563 เวลา 03.39 น. • ทันข่าว Channel

Highlight

  • ทุกขั้นตอนของการเทรดของคุณ ล้วนมีความสำคัญกับ 4 ขั้นตอนวางแผนเทรดในทุกสภาวะตลาด
  • คนส่วนมากมักจะสนใจเพียงว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปที่เท่าไหร่ จนลืมคิดถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นถ้าไม่เป็นไปตามแผน การจัดสรรเงินอย่างเป็นระบบจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กับการหาสัญญาณซื้อขาย
  • “อย่ารีบตัดสินใจ เมื่อฝุ่นยังไม่หายตลบ” สิ่งที่เราควรทำ คือ การอดทนรอให้ตลาดเริ่มส่งสัญญาณของการกลับตัวเสียก่อน

ภาวะการลงทุนช่วงนี้ สร้างความหวั่นไหวให้ใครที่มีพอร์ตลงทุนไม่น้อย
แม้ว่าจะมีความหวังจากการเตรียมหามาตรการลดผลกระทบจาก COVID-19 ของทรัมป์ …

แต่บรรยากาศที่ยากจะคาดเดาอนาคต “ตนเป็นพึ่งแห่งตน” ด้วยการวางแผนเทรดที่ใช้ได้ตลอด ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ กับ 4 ขั้นตอนวางแผนเทรดในทุกสภาวะตลาด คือ

1. มองหาจุดเข้าที่เหมาะสม (Good Entry Points)
เพื่อให้มั่นใจว่าราคาหุ้นเป็นแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลงชัดเจน (แน่ๆ) นักลงทุนสามารถเลือกใช้ Trend Line เพื่อประเมินการเร่งตัวของแนวโน้มนั้น หรือโมเมนตัมที่เทรนด์จะวิ่งขึ้นหรือลงแรง

“Trend Line มักจะถูกใช้เป็นแนวต้านสำหรับราคาหุ้นขาลง และเป็นแนวรับสำหรับราคาหุ้นขาขึ้น”

โดยทั่วไปแล้ว ตราบใดที่ราคาหุ้นยังไม่ทะลุผ่านหรือหลุดแนวดังกล่าวอย่างมีนัยยะ แสดงว่าแนวโน้มนั้นจะยังดำเนินต่อไป

2. ค้นหารูปทรงกราฟที่มีจุดเข้าที่ได้เปรียบ
ระหว่างทางตลาดขาขึ้นหรือขาลง ราคาก็มักจะมีแนวโน้ม “หยุดพัก”
เครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์หาจุดพักตัวของตลาด เช่น ค้นหากราฟแท่งเทียนที่กำลังกลับตัวหรือรีบาวด์ ด้วยรูปแบบ Hammer / Inverted Hammer, Bullish Engulfing, Piercing Line, Morning Star, Three White Soldiers เป็นต้น

3. กำหนดจุดออก (Exit Points) เพื่อทำกำไร
เมื่อราคาหุ้นอยู่ใน winning position หมายความว่า คุณสามารถปิดสถานะด้วยตัวเลขกำไรได้ทุกราคา
การวิเคราะห์ด้วยกราฟจะเป็นตัวช่วยให้รู้ว่าถึงเวลาออกจากหุ้นตัวนั้นเมื่อไหร่
เช่น การใช้ Trend Line ไม่เพียงแต่ช่วยชี้จุดเข้าเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นสัญญาณชี้จุดออกที่ดีด้วยเช่นกัน

ฟังก์ชันใหม่ๆ ในระบบเทรดอย่าง Auto Order ช่วยให้คุณไม่พลาดในจุด Exit ด้วย
ช่วยให้คุณปิดสถานะหรือขายให้ได้ราคาดีที่สุด

4. Risk Capital (เครื่องมือช่วยควบคุมความเสี่ยงต่อการเทรด)
การควบคุมความเสี่ยงเป็นเสมือนเกราะป้องกันสำหรับการต่อสู้ในสนามการเงิน ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในแต่ละวัน ยิ่งในสภาวะ Market Panic ความสามารถในการควบคุมความเสี่ยงจะเป็นตัวแยก Smart Investor ออกจากคนทั่วไป

คนส่วนมากมักจะสนใจเพียงว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปที่เท่าไหร่ จนลืมคิดถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ถ้าไม่เป็นไปตามแผน การจัดสรรเงินอย่างเป็นระบบจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กับการหาสัญญาณซื้อขาย สิ่งที่เราควรให้ความสนใจในการความคุมความเสี่ยงมีดังนี้

  • Risk Per Trade 
    คือขนาดของการขาดทุนที่นักลงทุนกำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนการเข้าเทรด ซึ่งจะช่วยเป็นเกราะป้องกันไม่ให้นักลงทุนพบกับการขาดทุนขนาดใหญ่ ถึงขั้นทำลายพอร์ทการลงทุน โดยส่วนมากความเสี่ยงต่อการเทรดจะกำหนดจากขนาดของพอร์ทและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของนักลงทุนแต่ละคนตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีพอร์ตการลงทุนอยู่ 1,000,000 บาท โดยเราวางความเสี่ยงไว้ว่าจะขาดทุนไม่เกิน 2% ต่อครั้ง (เท่ากับ 20,000 บาท) สมมติว่า เราเข้าซื้อหุ้น AAA ที่ราคา 10 บาท โดยตั้งใจวางจุดขาดทุนไว้ที่ 9 บาท เราจะสามารถซื้อหุ้นได้ทั้งหมด 20,000 หุ้น เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของความเสี่ยงที่ตั้งไว้
  • Risk/Reward (ความเสี่ยงต่อผลตอบแทน)
    ความเสี่ยงต่อผลตอบแทน เป็นเรื่องที่เราควรศึกษาเป็นอย่างมากในการเทรด เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้เราสามารถคิดความคุ้มค่าในการเทรดแต่ละครั้งได้
    ตัวอย่าง เช่น ถ้าเราตั้งใจที่จะเข้าซื้อหุ้น AAA ที่ราคา 10 บาท โดยมีราคาเป้าหมายที่ 12 บาท และจุดตัดขาดทุนที่ 9 บาท เพราะฉะนั้นเราจะมี Risk/Reward 1 ต่อ 2
    Risk = ต้นทุน – จุดตัดขาดทุน (10-9 =1)
    Reward = ราคาเป้าหมาย – ต้นทุน (12-10 = 2)Risk ต่อ Reward ไม่ควรจะต่ำกว่า 1:1 ไม่เช่นนั้นแล้วในระยะยาว เทรดเดอร์จะพบกับความยากลำบากในการเทรด เนื่องจากจำนวนเงินเวลาที่ได้กำไรจะน้อยกว่าเงินที่เสียไปในเวลาที่ขาดทุนสิ่งที่อยากจะเตือนใจนักลงทุนทุกคน คือ “อย่ารีบตัดสินใจ เมื่อฝุ่นยังไม่หายตลบ” สิ่งที่เราควรทำคือการอดทนรอให้ตลาดเริ่มส่งสัญญาณของการกลับตัวเสียก่อน เช่น ลักษณะแท่งเทียนซึ่งเป็นไส้ยาวและตามมาด้วยแรงซื้อกลับของนักลงทุนส่วนมากในตลาด หรือการเกิด Divergence ในเชิงบวก เป็นต้นในทุกครั้งของ Panic Sell เราก็มีโอกาสที่จะคว้าหุ้นดีเข้ามาในช่วงที่ราคาถูก นี่คือจังหวะที่เราควรจะคว้าโอกาสเอาไว้ให้ได้ …ขอให้ทุกคนอดทนรอจังหวะ และหาให้เจอ (นะครับ)

Cr: SBI Thai / CNBC

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...