8 นาทีสร้างไอเดียต่อยอดธุรกิจอีสาน
เพียงแค่ 8 นาทีจากการฟัง เราอาจได้รับแรงบันดาลใจใหม่ ๆ พื้นที่เสวนา “จ้วดทอล์ก (Juad Talk)” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Isan Creative Festival 2021 จึงชวนให้มาเปิดรับมุมมองใหม่ กับ 7 วิทยากรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แห่งภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งทอ งานจักสาน ภาพยนตร์ หรืออาหาร ที่พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ บอกเล่าไอเดียสดใหม่หลากหลาย อันจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ธุรกิจและต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ได้
“เศรษฐกิจพอเพียง” สร้างคุณค่าให้คนอีสาน
Bwild byheart แบรนด์แฟชั่นเสื้อผ้าในจังหวัดขอนแก่นที่ชวนให้นึกถึงเรื่องราวดี ๆ ของท้องถิ่นภาคอีสาน เกิดขึ้นจากความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดย กาญจนา ชนาเทพาพร ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์เล่าว่า เดิมทีธุรกิจของเธอคือการเป็นห้องเสื้อแฟชั่นซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องตัดเย็บเสื้อผ้าสำหรับถ่ายแบบลงหนังสือโดยทีมช่างเย็บผ้าท้องถิ่นและช่างฝีมือจากกรุงเทพฯ แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคก็ได้เลือกปรับธุรกิจด้วยการออกสำรวจพื้นที่อีสานบ้านเกิดที่ทำให้ได้พบศักยภาพของช่างฝีมือในชุมชน ไม่ว่าจะเป็น ช่างทอผ้าเย็บผ้า ช่างเย็บหนัง นักออกแบบลายผ้า/ ลายปัก จึงได้รวบรวมทีมเล็กๆ ร่วมกันเรียนรู้และลงมือทำสิ่งใหม่ด้วยกันผ่านผลงานออกแบบเสื้อผ้า ผสมผสานงานท้องถิ่นขึ้นชื่ออย่าง ไหมมัดหมี่ใบตองกุง เส้นฝ้ายแบรนด์จุฑาทิพย์ในชุมชน ร่วมกับเทคนิคงานปักและการตัดเย็บ ผลิตสินค้าที่จะบอกเรื่องราวของแบรนด์ เสมือนผืนป่าภาคอีสานที่อุดมด้วยคนแตกต่างความสามารถ แต่ร่วมมือร่วมใจกันบอกเล่าเรื่องราวดีๆ ของท้องถิ่นออกมา
“วิกฤตโควิดทำให้ค้นพบว่าเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เป็นคำตอบของธุรกิจที่พอดีในแบบที่ไม่ใช่การทำเพื่อตัวเองอีกต่อไป แต่เป็นสร้างความยั่งยืนจากการให้เกียรติและเห็นคุณค่าของช่างฝีมือ ที่บอกเล่าคุณค่าและตัวตนของคนทำได้อย่างดี”
พลังใหม่สิ่งทอพื้นบ้าน
ผ้ามัดหมี่เป็นมรดกของชาวอีสานมาช้านาน ทำให้ ทวีศักดิ์ จัตุวัน ครีเอทีฟและนักออกแบบผ้า SDC international designer award เลือกเดินบนความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนามรดกผ้ามัดหมี่อีสานผสานพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ นำไปสู่การเรียนรู้ถึงรากเหง้าการมัดหมี่แบบโบราณจากต้นตำรับช่างทอในท้องถิ่น ทดลองปรับเปลี่ยนเข้ากับเทคนิคใหม่ ๆ ที่ไร้ข้อจำกัด พร้อมแทรกวัสดุอื่นเข้าไปเพื่อเกิดเนื้อสัมผัส (Texture) ที่แปลกตาขึ้น จนเกิดเป็นคอลเลกชันเสื้อผ้าสไตล์ Ready to wear ที่ใช้งานง่าย สวมใส่จริงได้ในชีวิตประจำวัน ฉีกไปจากกรอบภาพจำผ้าไหมมัดหมี่ในแบบเดิม ทำให้มรดกมัดหมี่ยังคงอยู่ต่อไป และสามารถสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติจากการชนะการประกวดการออกแบบในเวทีต่าง ๆ
สิ่งเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของมัดหมี่อีสาน แต่สามารถต่อยอดแฟชั่นไปได้อีกในทุกสไตล์ และนับเป็นการเดินทางของมัดหมี่อีสานที่จะก้าวไปข้างหน้าในฐานะผ้าที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของประเทศไทยต่อไป
ใส่ความง่ายให้มรดกท้องถิ่น
Passa Silkwear ปลุกการสวมใส่ผ้าไหมจากรูปแบบเดิมที่เป็นการตัดตามสั่ง (Tailor Made) มาเป็นการผลิตแบบแบ่งตามไซส์จำนวนมากเพื่อให้สวมใส่ได้ทุกวัน โดยนำผ้าไหม ผ้ามัดหมี่ หลายเนี้อหลากสีสันจากชุมชนมาออกแบบดีไซน์ใหม่เป็นชุดเสื้อผ้าสมัยใหม่ที่เหมาะกับชีวิตประจำวัน
ภัสซา จีระนันทกิจ ผู้ก่อตั้งแบรนด์กล่าวว่า การออกแบบของ Passa Silkwear คำนึงถึง ชนิดของผ้าไหม ที่จะต้องเข้าใจธรรมชาติของผ้าทอท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัดเพื่อให้การตัดเย็บมีความสวยงามเหมาะกับเนื้อผ้าแต่ละชนิด ต่อมาคือ สไตล์เสื้อผ้า ที่จะทำให้แบรนด์มีเอกลักษณ์ สุดท้ายคือ การเลือกแบบให้เหมาะสมกับลายผ้า เพื่อให้ชุดที่ตัดออกมาแล้วดูสวยงาม ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ Passa Silkwear มีความชัดเจนในการออกแบบเสื้อผ้า เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และทำให้ผ้าไหมกลายเป็นเสื้อผ้าที่จับต้องได้สำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะเลือกสวมใส่ได้ทุกวัน
เพิ่มมูลค่าจากต้นทุนท้องถิ่น
จากแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรให้งานหัตถกรรมร่วมสมัยขายได้ในเชิงพาณิชย์ ทำให้ธัญญ์นภัส กิ่งสุวรรณ ตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อค้นหาต้นทุนที่มี นำมาต่อยอดสร้างมูลค่าจากความคิดสร้างสรรค์และดีไซน์ กลายเป็นสินค้าหัตถกรรม
จักสานภายใต้แบรนด์ Thorr สินค้าแต่งบ้านและสินค้าแฟชั่นที่ไม่ยึดติดกับงานหัตถกรรมในรูปแบบเดิมๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันก็ทำความเข้าใจในวิถีการผลิตแบบดั้งเดิม พยายามรักษาสมดุลให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ยึดถือในเรื่องของการใช้วัสดุธรรมชาติ เป็นงานทำมือแท้ ทั้งยังเอื้อต่อการลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต และลดวัสดุที่ทำให้เกิดขยะ
“การแปรรูปหัตถกรรมท้องถิ่นให้ออกสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ได้นั้น ต้องพัฒนาให้มีดีไซน์ที่ดี ผลิตซ้ำได้ กระบวนการผลิตมีมาตรฐาน มีการเสริมความรู้ให้ชุมชนเพื่อให้ใช้เครื่องมือพัฒนากระบวนการผลิตได้ มองหาตลาดที่เหมาะสม เมื่อแบรนด์ขายได้ ชุมชนก็มีรายได้ต่อเนื่อง จึงจะทำให้แบรนด์และชุมชนเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน”
ส่งต่อ Soft Power ชูจุดขายวัฒนธรรม
ภาพยนตร์เรื่อง หน่าฮ่าน ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรักของวัยรุ่นอีสานผ่านการเต้นหน่าฮ่านหน้าเวทีหมอลำ ของผู้กำกับฉันทนา ทิพย์ประชาติ ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยรางวัลนักทำหนังหน้าใหม่ยอดเยี่ยม (Young Filmmaker Award) โดยชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 28 จากการสื่อสารถึงลักษณะเฉพาของสังคมที่แทรกอยู่ในวิถีชีวิตตัวละคร
การทำเนื้อหาที่เป็นสากลโดยสอดแทรกเอกลักษณ์เฉพาะที่ลงในภาพยนตร์ ถือได้ว่าเป็น Soft Power ที่จะช่วยสร้างจุดขายทางวัฒนธรรม โดย Soft Power นี้ ไม่ได้หมายถึงการนำเสนอแค่เรื่องอาหาร การแต่งกาย ภาษา การฟ้อนรำ ทิวทัศน์ที่สวยงามหรือภาพการทำนามีความสุขของชาวนาเท่านั้น แต่เป็นการนำเสนอคุณค่าของชีวิต วิถีชีวิตผู้คน การต่อสู้ ความยากลำบากในที่ทำกิน หรือความมั่นคงในชีวิต ก็ควรถูกพูดถึงในภาพยนตร์หรือสื่ออื่นๆ
“เรามีภาพยนตร์ไทยที่ออกไปเฉิดฉายในเวทีสากล อนาคตของภาพยนตร์ไทยจึงอาจไม่หยุดอยู่แค่เพียงเป็นสื่อบันเทิงสำหรับคนไทยเท่านั้น ดังนั้นการส่งต่อ ‘เอกลักษณ์เฉพาะที่เป็นสากลในวัฒนธรรมอีสาน’ เพื่อให้ผู้คนทุกชาติสามารถดูและเข้าใจได้ จะเป็นพลังของภาพยนตร์ที่จะพาวัฒนธรรมและตัวตนของคนอีสานให้เป็นที่รู้จัก” ฉันทนากล่าว
ปรุงเรื่องราวเป็นรสนัวให้สินค้าท้องถิ่น
“น้ำผักสะทอน” เครื่องปรุงรสอันเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย การหมักน้ำผักสะทอนนั้นทำได้เพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้นคือเมื่อใกล้สิ้นสุดฤดูหนาว ต้นสะทอนซึ่งเป็นไม้ยืนต้นตระกูลถั่ว จะเริ่มแตกใบอ่อน เมื่อทิ้งให้ใบสะสมอาหารจากต้นไว้เต็มที่ 7-14 วันแล้ว ชาวบ้านจะเก็บใบสะทอนมาตำ หมัก และเคี่ยว
รศ.ดร.เอกรินทร์ พึ่งประชา อาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมาเป็นตัวแทนบอกเล่าถึงวิถีชีวิตชาวอีสานผ่านการทำเครื่องปรุงรสน้ำผักสะทอน ยังบอกด้วยว่า กรรมวิธีการหมักยังมีความเชื่อมโยงกับคติความเชื่อเรื่องการผิดผี อีกทั้งเกลือเป็นของหายากในสมัยก่อน ทำให้วิถีการหมักน้ำสะทอนเกิดความระมัดระวังและพิถีพิถันในทุกขั้นตอนเสมอ กว่าจะกลายเป็นซอสปรุงรสจากน้ำผักสะทอน ที่ชาวไทด่านจะมีเครื่องปรุงนี้ติดก้นครัวแทบทุกบ้านสำหรับการทำเมนูซุบ แกงอ่อม แกงคั่ว เนื้อสัตว์ย่าง และอีกสารพัดอย่างเต็มสำรับ ดังนั้น น้ำผักสะทอนจึงถือเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาด้านการถนอมอาหารที่เข้าถึงรสนัวอีสาน และยังเป็นสินค้าอัตลักษณ์ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนด้วย
คุณค่าใหม่จากแหล่งเกลือโบราณ
เกลือเป็นสิ่งที่จำเป็นกับร่างกายเหมือนน้ำ และสำหรับคนอีสานโดยเฉพาะบนพื้นที่สูง เกลือมีค่าดั่งทอง คนอีสานใช้เกลือเป็นวัตถุดิบหลักในการถนอมอาหาร ทำปลาร้าปลาแดก และเป็นเครื่องปรุงในอาหาร
จากการค้นคว้าของนักธรณีวิทยา พบว่า “เกลืออีสาน” คือ เกลือสินเธาว์หรือเกลือหิน กำเนิดจากทะเลโบราณ 100 ล้านปี ตามหลักฐานทางโบราณคดี แหล่งเกลืออีสานสัมพันธ์กับชุมชนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์และอารยธรรมเริ่มแรกในภาคอีสาน ที่ใดมีชุมชนโบราณ แหล่งโบราณสถาน อนุมานได้ว่าบริเวณนั้นอาจจะเป็นแหล่งเกลือด้วย อาทิ ทุ่งกุลาร้องไห้ บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เมืองหนองหาน จังหวัดสกลนคร และเมืองพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
ด้วยเหตุนี้ ผศ.ดร.อมฤต หมวดทอง อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งมาเป็นผู้ให้ความรู้เรื่องเกลือในภาคอีสาน จึงบอกว่า “เกลืออีสาน” มีความน่าสนใจยิ่ง ซึ่งข้อมูลใหม่ ๆ จากนักธรณีวิทยาทำให้เราได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างบนดินกับใต้ดิน สามารถต่อยอดในด้านเส้นทางท่องเที่ยวโบราณสถาน ชุมชนโบราณ หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอาหาร ที่ภาคอีสานนั้นรุ่มรวยด้วยรสชาติแซ่บนัวอันเกิดจากการหมักเกลือได้
เรื่อง : ธมลณัฏฐ์ นันทน์นัต