โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ไม่ใช่แค่ “ฝุ่นดาว”! นักดาราศาสตร์ตะลึง พบความจริงใหม่เบื้องหลังการกระจายธาตุแห่งชีวิตสู่กาแล็กซี

SPACEMAN

อัพเดต 2 มกราคม 2569 เวลา 1.58 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

เป็นเวลานานที่วงการดาราศาสตร์เชื่อกันว่า "ฝุ่นดาว" (Stardust) คือพาหนะสำคัญที่ช่วยพัดพาองค์ประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตออกสู่อวกาศ โดยอาศัยแรงผลักจากแสงของดาวฤกษ์ที่กำลังชราภาพเพื่อกระจายสสารเหล่านั้นออกไป แต่การค้นพบล่าสุดจากการสังเกตการณ์ดาวยักษ์แดงใกล้โลกกลับบ่งชี้ว่าสมมติฐานนี้อาจไม่ถูกต้อง เพราะลำพังเพียงแค่ฝุ่นดาวนั้น ไม่มีแรงพอที่จะขับเคลื่อน "ลมดาว" (Stellar winds) เพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการกำเนิดดาวเคราะห์ดวงใหม่ได้อย่างที่เราเคยเข้าใจ

ข้อสรุปที่น่าตื่นเต้นนี้มาจากการศึกษาเจาะลึกดาวฤกษ์ที่มีชื่อว่า R Doradus ซึ่งอยู่ห่างจากโลกของเราเพียง 180 ปีแสง โดยทีมนักดาราศาสตร์สามารถจับภาพกระบวนการเริ่มต้นของการสูญเสียมวลของดาวได้เป็นครั้งแรก ผลลัพธ์ที่ได้สั่นคลอนความเชื่อที่มีมานานหลายทศวรรษเกี่ยวกับวิธีการที่ดาวฤกษ์ทำหน้าที่เหมือนโรงงานผลิตธาตุสำคัญอย่างคาร์บอน ไนโตรเจน และออกซิเจน แล้วส่งออกไปเติมเต็มในกาแล็กซี ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างดาวฤกษ์ดวงใหม่ ดาวเคราะห์ และอาจรวมถึงสิ่งมีชีวิตในอนาคต

ทีมวิจัยได้ใช้เครื่องมือ SPHERE ที่ติดตั้งบนกล้องโทรทรรศน์ VLT (Very Large Telescope) ในประเทศชิลี เพื่อสังเกตแสงโพลาไรซ์ที่สะท้อนจากฝุ่นรอบดาว R Doradus ทำให้เห็นโครงสร้างจางๆ ในชั้นบรรยากาศของดาว ซึ่งเป็นบริเวณที่ลมดาวควรจะก่อตัวขึ้น ทีมงานตรวจพบฝุ่นจำพวกซิลิเกตและอลูมินา ซึ่งเป็นรูปแบบฝุ่นที่พบได้ทั่วไปในสภาพแวดล้อมที่อุดมด้วยออกซิเจน แต่เมื่อนำข้อมูลไปจำลองสถานการณ์ด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อดูว่าแสงดาวผลักดันอนุภาคเหล่านี้ได้อย่างไร ผลปรากฏว่าเม็ดฝุ่นมีขนาดเล็กเกินไปที่จะรับแรงผลักจากแสงดาวได้เพียงพอ แม้จะสมมติว่าอะตอมของซิลิคอนหรืออลูมิเนียมทั้งหมดจับตัวกันเป็นเม็ดฝุ่น แรงโน้มถ่วงของดาวยังคงมีอิทธิพลเหนือกว่าแรงผลักนั้นอยู่ดี

นอกจากฝุ่นขนาดเล็กแล้ว ทีมวิจัยยังได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ของ "ฝุ่นเหล็ก" ซึ่งโดยทฤษฎีแล้วน่าจะดูดซับแสงและส่งแรงผลักได้ดีกว่า แต่ทฤษฎีนี้ก็ต้องตกไปเพราะความร้อน เนื่องจากเม็ดฝุ่นเหล็กจะดูดซับรังสีมากจนร้อนจัดและเกิด การระเหิด (Sublimation) หรือกลายเป็นไอไปเสียก่อนที่จะทันได้ช่วยเร่งความเร็วของลมดาว ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นฝุ่นเม็ดเล็กหรือใหญ่ ก็ไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนหลักในการพาก๊าซหนีออกจากแรงโน้มถ่วงของดาวในช่วงเริ่มต้น

เมื่อฝุ่นไม่ใช่คำตอบ นักดาราศาสตร์จึงมองหาสาเหตุอื่นที่แท้จริง และพบว่ากุญแจสำคัญน่าจะอยู่ที่ "การเต้นของชีพจรดาว" และการเคลื่อนไหวภายในของตัวดาวเอง ดาวยักษ์แดงดวงนี้มีการสว่างขึ้นและหรี่ลง พร้อมกับการขยายและหดตัวเป็นวัฏจักรประมาณ 175 และ 332 วัน ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้สร้างคลื่นกระแทก (Shock waves) ที่รุนแรงพอจะเตะก๊าซออกไปสู่อวกาศ ผสมผสานกับกระบวนการ การพาความร้อน (Convection) ที่พลาสมาพวยพุ่งขึ้นลง คล้ายน้ำเดือดในหม้อ ช่วยยกก๊าซให้ลอยสูงขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศที่เย็นกว่า ซึ่ง ณ จุดนั้นเองที่ฝุ่นจึงจะเริ่มก่อตัวขึ้นได้ แต่ฝุ่นไม่ใช่ผู้นำทัพในการผลักดันก๊าซตั้งแต่ต้นอย่างที่เคยเชื่อ

ธีโอ คูรี (Theo Khouri) หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า การที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าสิ่งที่เคยเชื่อมาตลอดนั้นผิด ถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าตื่นเต้นที่สุด เพราะมันเปิดประตูสู่การเรียนรู้ใหม่ๆ การค้นพบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า กลไกการพัดพาธาตุแห่งชีวิตไปทั่วกาแล็กซีนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด และอาจขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากการกระเพื่อมไหวของตัวดาวเองมากกว่าจะเป็นเพียงแค่ฝุ่นละอองที่ล่องลอยไปตามแสง ซึ่งการทำความเข้าใจกลไกนี้อย่างถ่องแท้ จะต้องอาศัยการสังเกตการณ์ดาวฤกษ์อย่าง R Doradus ต่อไปในระยะยาวเพื่อดูวัฏจักรการเปลี่ยนแปลงที่ครบถ้วนสมบูรณ์

ข้อมูลอ้างอิง: Daily Galaxy

  • It’s Not Stardust! Astronomers Stunned by What Really Drives Life’s Ingredients Across the Galaxy
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...