โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เชฟต้น’ พลิกเกม-ฝ่าวิกฤต ปั้นแบรนด์ใหม่เจาะ ‘พรีเมี่ยมแมส’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 01.39 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 01.54 น.

สัมภาษณ์

ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซา หนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อที่หดตัว และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงกว่า 70% จนส่งผลต่อรายได้ในทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่สตรีตฟู้ดไปจนถึงไฟน์ไดนิ่ง

“เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร” เชฟชื่อดังและเจ้าของอาณาจักรร้านอาหารที่ครอบคลุมหลากหลายเซ็กเมนต์ ไม่ว่าจะทั้ง Le Du, Le Du Kaan (ฤดูกาล), Nusara (นุสรา), หลานยาย, BK SALON, LAWOl’ (ละโวยจ) ฯลฯ ได้เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่เปรียบเสมือนการ “เผาจริง” ของตลาดร้านอาหารไทย พร้อมชี้แนวทางและกลยุทธ์การปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายในปัจจุบันและอนาคต

ศก.ฝืด-งบฯหาย ฉุดทุกเซ็กเมนต์

“เชฟต้น-ธิติฏฐ์” เริ่มเล่าถึงภาพรวมธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยว่า ขณะนี้อยู่ในภาวะยากลำบากอย่างมาก สะท้อนจากยอดขายของร้านอาหารในเครือที่ลดลงหนักถึง 50% ในเดือนพฤษภาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเมื่อเทียบกับสถานการณ์ในต่างประเทศที่ร้านอาหารของเราในไต้หวัน ฮ่องกง จีน ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ต่างมียอดขายลดลงเพียงแค่ประมาณ 25-30% ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของภาวะ “เผาจริง” ในไทย

โดยมีสาเหตุหลักมาจากหลากหลายปัจจัยที่ซ้อนทับกัน ไม่ว่าจะทั้งเศรษฐกิจที่ถดถอย หนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ประชาชนทั่วไปใช้จ่ายน้อยลง ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มลูกค้าองค์กร ที่เดิมเคยใช้งบประมาณจัดเลี้ยงลูกค้าหรือพนักงานหัวละประมาณ 3,000 บาท ตอนนี้ลดเหลือแค่ 1,000-1,500 บาทเท่านั้น

รวมไปถึงยอดของนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงกว่า 70% ก็ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ฉุดการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารที่เคยพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก โดยได้ยกตัวอย่างร้านนุสรา ที่ตั้งอยู่ใกล้วัดโพธิ์ ที่ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของนักท่องเที่ยวชาวจีน แต่ปัจจุบันกลับเงียบมาก

“แม้จะบอกว่าปัจจุบันมีทัวริสต์จากยุโรปหรืออเมริกาเข้ามาเพิ่ม แต่จำนวนนั้นก็ยังไม่สามารถมาทดแทนนักท่องเที่ยวจีนได้ เพราะต้องยอมรับว่าจีนเคยเป็นเบอร์หนึ่ง และตอนนี้แม้ลดไป 70% เขายังติดอันดับ 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวที่มาไทย แปลว่าเขาสำคัญมาก ดังนั้นจากสาเหตุดังกล่าวจึงไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อร้านไฟน์ไดนิ่งเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงร้านแคชวล ร้านบรันช์ ฟู้ดคอร์ต และสตรีตฟู้ดอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ที่ยังไม่เอื้อให้ฟื้นตัวง่าย ๆ ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ทุกมิติ เพื่อลดผลกระทบจากแรงกดดันรอบด้าน และพยายามประคองธุรกิจให้อยู่รอดจนกว่าตลาดจะกลับมามีแรงส่งอีกครั้ง

ไฟน์ไดนิ่ง “อิ่มตัวแต่ไม่ตาย”

สำหรับเทรนด์ร้านอาหารในอีก 5 ปีข้างหน้า “เชฟต้น-ธิติฏฐ์” มองว่าตลาดไฟน์ไดนิ่งในไทยได้มาถึงจุด “อิ่มตัวแต่ไม่ตาย” โดยจะเหลือรอดเฉพาะผู้ประกอบการที่แข็งแกร่งและมีฐานลูกค้าประจำ ดังนั้นท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ประกอบการต้องกลับมาทบทวนโครงสร้างธุรกิจและกลยุทธ์การลงทุน ว่าธุรกิจไหนที่เวิร์กหรือไม่เวิร์ก และควรรีบ Lean Structure ให้ไวที่สุด เพื่อที่จะรักษาภาพรวมขององค์กรให้รอดพ้นไปได้ท่ามกลางวิกฤตแบบนี้

“ตอนนี้เหมือนมีพายุเข้ามา ถ้าเรามีเรือลำสุดท้าย ก็ควรเก็บไว้ในอ่าวก่อน รอให้ฟ้าใสแล้วค่อยออกไปสู้ใหม่ เพราะถ้าฝืนสู้จนเงินก้อนสุดท้ายหมดไปในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก”

LAWOl’

หันโฟกัสพรีเมี่ยมแมส-แมส

โดยในปี 2568 “เชฟต้น-ธิติฏฐ์” วางแผนการลงทุนใหม่ อาศัยต่อยอดเทรนด์การบริโภคของผู้คนจะเปลี่ยนไปสู่ “พรีเมี่ยมแมส” มากขึ้น หรือพูดง่าย ๆ ก็คือยังต้องการบริโภคของดีมีคุณภาพ แต่ต้องอยู่ในราคาที่สมเหตุสมผลและเข้าถึงง่ายขึ้น ด้วยการเน้นไปที่เซ็กเมนต์พรีเมี่ยมแมส และแมสมากยิ่งขึ้น ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังมีแผนแตกแบรนด์ใหม่ ภายใต้ชื่อร้าน “แกงสด” ที่จะเป็นร้านอาหารไทยในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ โดยเบื้องต้นเตรียมเปิดตัวสาขาแรกที่ One Bangkok ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ รวมถึงยังมีแผนขยายสาขาแบรนด์ BK Salon ร้านอาหารไทยสไตล์พรีเมี่ยมแคชวลเพิ่มอีก 1 สาขา ที่ธนาซิตี้ ในช่วงเดือนตุลาคม เพื่อเจาะกลุ่ม Residential ในพื้นที่ชานเมืองมากขึ้น โดยคาดว่าจะใช้งบฯลงทุนต่อสาขาอยู่ที่ประมาณ 3-5 ล้านบาท

“ถึงแม้การที่เราหันมาโฟกัสกลุ่มพรีเมี่ยมแมสและแมสจะยากกว่าการทำร้านไฟน์ไดนิ่งที่ไม่ต้องอาศัยวอลุ่มที่เยอะ แต่ก็ถือเป็นเกมที่เราจะต้องลงไปเล่น เพื่อที่จะกระจายความเสี่ยง และทำให้ร้านอาหารในพอร์ตโฟลิโอของเราอยู่รอดได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน”

ขณะที่ในตลาดต่างประเทศ ก็มีแผนเปิดตัวร้านอาหารไทยแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ “ASiam” ซึ่งจะเป็นร้านอาหารไทยสไตล์พรีเมี่ยมแคชวลเช่นเดียวกัน โดยเบื้องต้นมีแผนที่จะเปิดที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ทำให้ ณ สิ้นปี 2568 จะมีร้านอาหารอยู่ในเครือรวมกว่า 22 แบรนด์ จากปัจจุบันมีอยู่ 19 แบรนด์ แบ่งเป็นในไทย 15 แบรนด์ และในต่างประเทศอีก 5 แบรนด์ ครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหารราคาเข้าถึงง่ายไปจนถึงร้านไฟน์ไดนิ่งระดับมิชลิน

วอนรัฐเร่งฟื้นกำลังซื้อดึง นทท.

นอกจากนี้ “เชฟต้น-ธิติฏฐ์” ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของนโยบายภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่าย โดยเฉพาะมาตรการที่เข้าถึงประชาชนและผู้ประกอบการได้อย่างทั่วถึง โดยได้ยกตัวอย่างโครงการ “คนละครึ่ง” และมาตรการลดหย่อนภาษี Easy E-Receipt ที่ถือเป็นนโยบายที่เงินถึงทุกภาคส่วนจริง ๆ ผู้บริโภคได้จ่ายในราคาที่ถูกลง ผู้ประกอบการก็ได้ประโยชน์เพราะมีคนเข้าร้านมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการกระตุ้น Spending ของทั้งประเทศ ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการแจกเงินช่วยเหลือร้านอาหารโดยตรง

รวมถึงยังฝากถึงภาครัฐในการเร่งดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด ไม่ว่าจะมาจากประเทศใด หรือมีกำลังซื้อมากน้อยแค่ไหน ก็ขอให้เข้ามาให้เยอะที่สุด เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามา เขาย่อมมีการใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้

“ทุกหน่วยงานต้องมองเกมยาว เพราะไตรมาส 3 ไม่มีทางฟื้นในทันที แต่ขอแค่ช่วงปลายปีอย่าให้แย่ไปกว่าเดิมก็พอ ผู้ประกอบการจะได้พอรอดกันไปได้”

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์จะยากลำบาก แต่ก็ยังคงมีความหวังกับช่วงไฮซีซั่นที่จะถึงนี้ โดยคาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเพื่อชดเชยกับช่วงโลว์ซีซั่นที่ผ่านมา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เชฟต้น’ พลิกเกม-ฝ่าวิกฤต ปั้นแบรนด์ใหม่เจาะ ‘พรีเมี่ยมแมส’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...